RmutPhysics.com

ฟิสิกส์ 2 => กระแสไฟฟ้า => ข้อความที่เริ่มโดย: ฟิสิกส์ราชมงคล ที่ มกราคม 26, 2010, 09:43:55 pm



หัวข้อ: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ฟิสิกส์ราชมงคล ที่ มกราคม 26, 2010, 09:43:55 pm
เกิด        วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
             - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
คลิกค่ะ (http://www.atom.rmutphysics.com/charud/specialnews/2/scientist/scientist3/George%20Simon%20Ohm.html)


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: namwhan ที่ ธันวาคม 02, 2010, 02:54:52 pm
นางสาวพรรณฐิณี โสภาวนัส นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 50 sec 2 รหัส 1153109030334 ตอบกระทู้วันที่ 02/12/53 เวลา 14.54 น. สถานที่ ร้าน Shooter cafe'
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: IIKWANGSTSTII ที่ ธันวาคม 02, 2010, 03:30:52 pm
นางสาวกิ่งกาญจน์ แสนคำ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 48 sec 2 รหัส 115310903031-8 ตอบกระทู้วันที่ 02/12/53 เวลา 15.30 น. สถานที่ ร้าน Shooter cafe'
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: mildfunta ที่ ธันวาคม 02, 2010, 09:56:32 pm
นางสาวธัญลักษณ์ มิชัยยา รหัส 1153109030607 sec02 เลขที่ 70 วันที่ 2 ธันวาคม 2553 เวลา 21.51 น. ณ หอในตึก 3  จากสมการ I = E/R  โดย
      I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
      E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
      R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
เป็นการคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 เป็นการค้นพบเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sathian757 ที่ ธันวาคม 03, 2010, 03:42:45 pm
นายเสถียร ปานามะเส คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17   รหัสประจำตัว115340441203-9
ตอบกระทู้วันที่ 3/12/53  เวลา 15:42น. สถานที่ หอพัก นวนคร

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: siwapat ที่ ธันวาคม 03, 2010, 03:57:32 pm
  ผมนายศิวภัทร์ รัตนสมบูรณ์ รหัส 115330411024-6 เลขที่18 sec.4 วิศวกรรมโยธา วันที่ 3/12/53 เวลา 3.55 pm ที่หอลากูลแมนชั่น
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sutin ที่ ธันวาคม 03, 2010, 04:07:57 pm
นาย สุทิน ศรีวิลัย รหัส 115340441222-9 เลขที่ 25 sec17 สถานที่ บ. เจเอสออโตเวิร์ค วันที่ 3/12/2553 เวลา 16.08 น.
โอมได้อ่านหนังสือวิทยาสาตร์ ชาวฝรั่งเศษ โจเซฟ ฟอร์เรอเขาได้เกิดความสนใจจึงกระทำการทดลอง
เช่นนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอ เขาพบว่าการเคลื่อนที่ระหว่างกระแสไฟฟ้า
จุด2จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: bobo ที่ ธันวาคม 03, 2010, 05:35:41 pm
นางสาวสุนิสา หมอยาดี นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 68 sec 2 รหัส 115310903055-7 วันที่ 03/12/53 เวลา 17.34 น. สถานที่ บ้าน
  กฎของโอห์ม  โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Sunti ที่ ธันวาคม 03, 2010, 05:42:17 pm
Sunti Civil  นายสันติ  บัวงาม  นศ.วิศวกรรมโยธา   รหัส 115330411021-2  Sec 4 เลขที่ 16  ตอบกระทู้วันที่  3/12/53  เวลา 1ึ7:42 น. ณ. หอป้าอ้วน
         เกิด   วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
         เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
          ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
                      - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
        กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: tum moment ที่ ธันวาคม 03, 2010, 06:05:14 pm
 ;Dนายกิติศักดิ์ รัตนมณี นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา 53341CVE  sec.4 รหัสประจำตัว 115330411027-9
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา วันที่ 3 ธันวาคม พศ.2553  ที่หอพักมณีโชติ เวลา 18.05น.

    จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: aomme ที่ ธันวาคม 03, 2010, 08:49:28 pm
น.ส ศรัญญา  เพชรแก้ว  sec 02 เลขที่ 45 รหัส 115310903022-7 สาขา สถิติประยุกต์  คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัน 3/12/53  เวลา 20.33  สถานที่ บ้านตัวเอง

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Chantana ที่ ธันวาคม 03, 2010, 09:05:42 pm
นางสาวฉันทนา  ไกรสินธุ์  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec02 เลขที่ 41 รหัส 115310903002-9 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 3/12/2553 เวลา 21:05  สถานที่ หอในตึก 3 สรุปได้ว่า โอห์มพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  จะขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง หรืออะลูมิเนียม  ในเวลาต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก  และเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก  ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)  กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลงด้วย


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: tanongsak wachacama ที่ ธันวาคม 04, 2010, 12:16:08 am
กระผมนายทนงศักดิ์ เวชกามา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา เลขที่13 รหัส115330411016-2 กลุ่ม53341cve sec04 อาจารย์ผู้สอน จรัส บุณยธรรมา
ได้เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/2553 เวลา0.14 น. ที่หอ spcondo
ได้มีข้อคิดเห็นว่า จากการที่เขาได้สนใจในหนังสือ ชื่อว่า การไหลของความร้อน ทำให้เขาได้ทำการทดลองจนค้นพบในเรื่องเกื่ยวกับบสมบัติเกี่ยวกับการนำวัตถุมาเป็นตัวนำไฟฟ้าและการไหลของไฟฟ้า  การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทานโดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kambio ที่ ธันวาคม 04, 2010, 01:04:28 pm
นางสาว นันทวัน  มีชำนาญ  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา ชีววิทยา  sec. 02  เลขที่  37  รหัส  115210904052-5  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  4  ธ.ค.  2553  สถานที่  บ้าน  เวลา  13.02  น.
 
โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Utchima ที่ ธันวาคม 04, 2010, 03:57:41 pm
นางสาวอัจจิมา แขกสะอาด นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยการคอมพิวเตอร์  รหัสนักศึกษา1151100905096-3 Sec 02 เลขที่ 78  ผู้สอน ผ.ศ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้เมื่อ  4/12/83  เวลา 16.00   สถานที่  บ้าน
                  เป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: alongkorn hunbuathong ที่ ธันวาคม 04, 2010, 05:34:20 pm
นายอลงกรณ์ หุ่นบัวทอง รหัส 115330411026-1 เลขที่ 20 sec 04 สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา  วันที่ 4/12/2553 เวลา 17.34 น. ณ บ้านบางชันวิลล่า
 จะกล่าวถึงประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ จอร์จ ไซมอน โอห์ม เขาได้มีโอกาศได้เข้าศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์แลและวิทยาศาสตร์ แต่เม่มีทุนทรัพย์ที่จะเรียนจึงต้องลาออก ต่อมาเขาได้ไปสมัครงานเป็นคณุสอนหนังสือ และเขาได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบปริญญาเอก ในปี ค.ศ.1882 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรังเศษได้เผยแพร่ผลงานที่ชื่อว่า การไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน จึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ




หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: leonado_davinci ที่ ธันวาคม 04, 2010, 05:35:02 pm
Jakrapong  Mensin นายจักรพงศ์ เม่นสิน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา รหัส 115330411015-4 sec 4 เลขที่ 12 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/53 เวลา 5.34 pm ที่ห้องสมุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
     โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
     โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
     โอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Mickey2010 ที่ ธันวาคม 04, 2010, 06:24:14 pm
นางสาวปัทมา  วงษ์แก้วฟ้า เลขที่55 sec02 รหัส 115310903038-3 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา สถิติประยุกต์  เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 4/12/53 เวลา 18.16 น.
สถานที่บ้านของตนเอง
โอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน แล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป

โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: nuubuoe ที่ ธันวาคม 04, 2010, 06:47:54 pm
นางสาวจรีรัตน์  ชะโปรัมย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติประยุกต์ รหัส115310903040-9 เลขที่ 57sec.02 ตอบกระทู้เมื่อ 4/12/53 เวลา18.50 น.ที่บ้าน
 โอห์มพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  จะขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง หรืออะลูมิเนียม  ในเวลาต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก  และเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก  ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)  กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลงด้วย 8)


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: rungniran ที่ ธันวาคม 04, 2010, 08:14:20 pm
ผมนายรุ่งนิรันดร์  สอนจันทร์ รหัส 115330411005-5 เลขที่ 5 sec.4 วิศวกรรมโยธา วันที่ 4/12/53 เวลา20.25pm ที่สวนสุทธิพันธุ์
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ :o


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: nachaya ที่ ธันวาคม 05, 2010, 12:47:56 am
ผมนาย ณชย ประสพเนตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.4  เลขที่ 49
ตอบกระทู้วันที่ 5/12/53  เวลา 0.48  สถานที่ บ้าน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kunlaya ที่ ธันวาคม 05, 2010, 11:51:25 am
ดิฉันนางสาวกัลยา  เปรมเปรย รหัสนักศึกษา 115210441262-0 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ sec.02  เลขที่ 28
ตอบกระทู้วันที่ 5/12/53  เวลา 11.48  สถานที่ บ้าน
ความว่า
ไม่เฉพาะเรื่องไฟฟ้าเท่านั้นที่โอห์มทำการค้นคว้า เขายัง  ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องแสงด้วย แต่ไม่เป็นที่สนใจมากเท่ากับเรื่องไฟฟ้า โอห์มเสียชีวิตในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ชื่อของเขาก็ยังถูกนำมาใช้เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า ในปี ค.ศ. 1881 สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ 
 
   


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Biwtiz ที่ ธันวาคม 05, 2010, 02:54:30 pm
น.ส กชพรรณ นาสวาสดิ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติ รหัสนักศึกษา 11310903036-7 เลขที่ 53 sec 02 ตอบกระทู้วันที่ 5 ธ.ค 53 เวลา 14.55น. สถานที่ บ้านสรุปได้ว่า
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: aecve ที่ ธันวาคม 05, 2010, 05:00:23 pm
กระผม  นายปรัชญา   พรมอารักษ์   นักศึกษาคณะวิศวกรรมโยธา   เลขที่ 26   sec.  4   
รหัสประจำตัว  115330411032-9
เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  5  เดือน ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่  บ้านจังหวัดนครพนม  เวลา. 17.02 น
มีความเห็น   ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม
      โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง  กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: toonpccphet ที่ ธันวาคม 05, 2010, 09:14:12 pm
นายสุรเชษฐ  ทองโฉม  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec02  เลขที่  59 รหัส 115310903044-1 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 5/12/2553 เวลา  21:13 น.  สถานที่ บ้าน
สรุปได้ว่า โอห์มเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกน ประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โจเซฟ ฟอร์เรอร์ (Joseph Fourier) ได้เผยแพร่ผลงานออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า การไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) ภายในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของความร้อนไว้ว่า "อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน" ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pitak ที่ ธันวาคม 05, 2010, 11:03:27 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 05/12/2553 เวลา 23.03 น. สรุปได้ว่า
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Nitikanss ที่ ธันวาคม 06, 2010, 01:20:10 pm
น.ส นิติการณ์ รัตนบุรี  sec 02 เลขที่ 65 รหัส 115310903052-4 สาขา สถิติประยุกต์  คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัน 6/12/53  เวลา 13.16  สถานที่ Banoffee

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Penprapa ที่ ธันวาคม 06, 2010, 03:57:02 pm
นางสาวเพ็ญประภา  สุเพียร  เลขที่ 34 รหัส 115210904029-3 กลุ่ม 2 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันที่ 6 ธค. 53 เวลา 15.50 น. ณ คลองสี่ ลำลูกกา
 สรุป คือ โอห์ม ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และได้พบเกี่ยวกับสมบัติของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  โดยถ้าความยาวมากความต้านนทานไฟฟ้าจะมาก และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยถ้าพื้นที่หน้าตัดมากความต้านทานไฟฟ้าจะมากขึ้นด้วย  หระแสไฟฟ้าก็จะไหลได้น้อยลง เขาจึงได้ตั้งกฎของโอห์ม ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฎิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์  และเป็นปฎิภาคผกผันกับความต้านทาน


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: thanathammarat ที่ ธันวาคม 06, 2010, 04:22:22 pm
นายปรัชญาพล ธนาธรรมรัตน์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ sec.17 เลขที่ 14  รหัสประจำตัวนักศึกษา115340441204-7 เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้ วันที่  06 ธค. 2553 เวลา 16.22 น. ณ.บริษัท Siam Lemmerz (หนองแค)
เนื้อหาสรุปได้ว่า...
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ
    1. ความยาวของสายไฟ  ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
     2.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง จากการค้นพบสมบัติข้อนี้เขาได้ตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า  ระหว่างจุด 2 จุด มี 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสมการความต่างศักย์ระหว่างจุด จากสมการ I = E/R


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ratthasart ที่ ธันวาคม 06, 2010, 05:52:18 pm
ผมนายรัฐศาสตร์  ไชยโส นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec.4 
รหัส 115330441218-8 เลขที่ 61 เรียนกับผศ.จรัส  บุณยธรรมา
ตอบกระทู้วันที่ 6/12/53  เวลา 17.52  สถานที่ ห้องพัก
     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก
และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)
และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลง
ในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผัน
กับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Sirilak ที่ ธันวาคม 06, 2010, 06:02:12 pm
นางสาวสิริลักษณ์ ศัพสุข เลขที่24 sec02 รหัส115210417064-0
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา วันที่6 ธันวาคม 2553 เวลา17.58น.

โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Jutharat ที่ ธันวาคม 06, 2010, 08:16:25 pm
นางสาวจุฑารัตน์  นาวายนต์ sec 02 รหัส 115210417058-2 เลขที่ 22 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 6 ธันวาคม 2553 เวลา 20.20  ณหอ RS
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: wuttipong ที่ ธันวาคม 07, 2010, 12:21:55 am
นายวุฒิพงษ์ สุขะ เลขที่ 23 รหัส 115330411029-5 วิศวกรรมโยธา ตอบกระทู้วันที่ 06/12/53 เมื่อเวลา 24:22 น. หอพัก FourB5
สรุปได้ว่า
 ครั้งหนึ่งโอร์มได้อ่านผลงานของโจเซฟ ฟอร์เรอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส มีชื่อว่า การไหลของความร้อน โอร์มสนใจที่ทำการทดลอง เขาจึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกันคือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ต่อมาเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติม อีก 2 ประการซึ่งเขาตั้งชื่อกฎว่า "กฎของโอร์ม" มีหลักสำคัญอยู่ 4 ประการ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: narongdach ที่ ธันวาคม 07, 2010, 05:24:46 am
กระผมนายณรงค์เดช เพ็งแจ่ม  นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ)sec 17 เลขที่ 25 รหัส 115340441220-3 เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมาเข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7 ธันวาคม 2553 ที่ อพาร์ทเม้นเอกภาคย์ เมืองเอก  เวลา 05.25 น
สรุปได้ว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ ;D


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Bifern ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:20:28 am
นางสาวชลทิพย์  เปาทอง  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec02 เลขที่ 42 รหัส 115310903007-8 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7/12/2553 เวลา 11.15 สถานที่ บ้านตัวเอง
สรุปได้ว่า โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ได้แก่ ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม2 ประการ คือ
    1. ความยาวของสายไฟ  ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
    2.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป



หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: alicenine ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:32:56 am
นายเลิศศักดิ์  ศัลยวิเศษ  นักศึกษาคณะวิศกรรมศาสตร์  สาขาเคมีสิ่งทอ  รหัส 115210452021-6  เลขที่ 30

ตอบกระทู้ เมื่อ 7 ธ.ค. 53  เวลา 11.33 น.  ที่ หอพัก


จะกล่าวถึงประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ จอร์จ ไซมอน โอห์ม เขาได้มีโอกาศได้เข้าศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์แลและวิทยาศาสตร์ แต่เม่มีทุนทรัพย์ที่จะเรียนจึงต้องลาออก ต่อมาเขาได้ไปสมัครงานเป็นคณุสอนหนังสือ และเขาได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบปริญญาเอก ในปี ค.ศ.1882 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรังเศษได้เผยแพร่ผลงานที่ชื่อว่า การไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน จึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย หรือทำเป็นสามเหลี่ยม EIR
         I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
         E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
         R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Benjawan Onnual ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:53:28 am
นางสาวเบญจวรรณ  อ่อนนวล เลขที่ 49 sec 02 รหัส 1153109030326  สาขาวิชาสถิติประยุกต์ ตอบกระทู้เมื่อ 7/12/2553 เวลา 11.53 น. ณ หอพักนำรงค์แมนชัน
สรุปว่า โอห์มเป็นผู้ที่ค้นพบ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เป็นต้น
เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อย ต่อมาเขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าได้อีก และได้พบสมบัติเกี่ยวกับไฟฟ้าเพิ่ม 2 ประการ คือ
ความยาวของสายไฟฟ้า (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และ พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง และการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sumintra ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:55:54 am
นางสาวสุมินตรา  งามสมบัติ  นักศึกษาคณะวิศกรรมศาสตร์  สาขาเคมีสิ่งทอ  รหัส 115210452022-4  เลขที่ 31

ตอบกระทู้ เมื่อ 7 ธ.ค. 53  เวลา 11.56 น.  ที่ หอพัก



จะกล่าวถึงประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ จอร์จ ไซมอน โอห์ม เขาได้มีโอกาศได้เข้าศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์แลและวิทยาศาสตร์ แต่เม่มีทุนทรัพย์ที่จะเรียนจึงต้องลาออก ต่อมาเขาได้ไปสมัครงานเป็นคณุสอนหนังสือ และเขาได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบปริญญาเอก ในปี ค.ศ.1882 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรังเศษได้เผยแพร่ผลงานที่ชื่อว่า การไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มได้มีความสนใจจึงทำการทดลองเช่นเดียวกัน จึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้ เช่น ทองแดง เงิน และอลูมิเนียม ต่อมาเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ  และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ โดยที่ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย หรือทำเป็นสามเหลี่ยม EIR
         I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
         E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
         R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: werayut rmutt ที่ ธันวาคม 07, 2010, 12:36:00 pm
นายวีรยุทธ บุญใหญ่ รหัส115330411052-7 cve.53341 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา 
เข้ามาตอบกระทู้ วันที่ 7 ธันวาคม 2553 เวลา 12.32 น. หมู่บ้านอิงฟ้านาเมือง

จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946  ??? ??? ???
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sasithorn ที่ ธันวาคม 07, 2010, 12:44:06 pm
นางสาว ศศิธร ลิ่มสกุล sec 02 รหัส 1109030102 เลขที่  43  เลขที่ 43 วันที่ 7/12/53 เวลา 12.42 ณ หอใน

ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kranjana ที่ ธันวาคม 07, 2010, 06:52:15 pm
นางสาวกาญจนา  แสงวงศ์  sec 02 รหัส 115210904068-1 เลขที่ 39 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7 ธันวาคม 2553 เวลา 18.50  ณหอใน
     กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Khuarwansiriruk ที่ ธันวาคม 07, 2010, 07:06:06 pm
น.ส.เครือวัล ศิริรักษ์ เลขที่ 56 sec 02 ID::115310903039-1 นศ.คณะวิทยาศษสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติประยุกต์ เวลา 19.08 น. 7-12-53 กิติพงศ์แมนชั่น สรุปได้ว่ากฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sarisa ที่ ธันวาคม 07, 2010, 08:26:27 pm
นางสาวสาริศา พรายระหาญ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาคณิตศาสตร์  รหัสนักศึกษา1151100901018-1 Sec 02 เลขที่ 10 

 ตอบกระทู้เมื่อ  7/12/53  เวลา 20.21   สถานที่ shooter need
                  เป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า
 เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ

 การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: TanGMe ที่ ธันวาคม 07, 2010, 08:31:20 pm
นางสาวภัทรพร ผลอำไพ รหัส 11510417062-6 sec02 เลขที่ 6  เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7 ธันวาคม 2553 เวลา 20.30 สถานที่ หออยู่บ้านแมนชั่น
สรุปได้ว่า โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ได้แก่ ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม2 ประการ คือ
    1. ความยาวของสายไฟ  ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
    2.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป



หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: saowapha ที่ ธันวาคม 07, 2010, 08:46:33 pm
นางสาวเสาวภา ล่วงพ้น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาคณิตศาสตร์ รหัส 115110901082-7 เลขที่ 11 sec.2   
ตอบกระทู้วันที่ 7/12/53  เวลา20.42น. สถานที่ shooter need

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
   
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: LeeOa IE'53 SEC.17 ที่ ธันวาคม 07, 2010, 09:23:32 pm
กระผม นาย สุธี  มีอำมาตย์ นักศึกษาคณะ วิศวกรรมศาตร์ สาขา อุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) เลขที่ 15 SEC.17 รหัสประจำตัว 115340441205-4
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7 เดือน ธันวามคม พศ.2553 เวลา 9:23 PM.  สถานที่บ้านพักที่วังน้อย
การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: chinnapot ที่ ธันวาคม 07, 2010, 10:08:44 pm
นายชินพจน์  เดชเกษรินทร์  sec17  เลขที่29 รหัส 115340441238-5  คณะวิศวกรรมศาสตร์ วันที่ 7/12/53 เวลา22:07 
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sompol w. 53444 INE ที่ ธันวาคม 07, 2010, 10:51:38 pm
 :)กระผม นายสมพล วงศ์ไชย คณะ วิศวกรรมอุตสาหการ sec 17 รหัสนักศึกษา 115340441208-8
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา
เข้าตอบกระทู้วันที่ 7 เดือน ธันวาคม พศ.2553 ที่ จันทร์เพ็ญอพาร์ทเมนท์ เวลา 22:51
ชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Jutamat ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:13:09 pm
น.ส.จุฑามาศ  เชื้ออภัย  เลขที่ 38 sec.02 สาขาชีววิทยา  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   เรียนกับ อ.จรัส บุญยธรรมา  เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 7/12/2553 เวลา 23.13 น. สถานที่ หอใน
กฎของโอห์ม โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
 1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
 2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
 3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
 4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
 I หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
 E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
 R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: jackmaco ที่ ธันวาคม 07, 2010, 11:36:10 pm
นายธีรพงษ์ ม้วนทอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17   รหัสประจำตัว115340441211-2
ตอบกระทู้วันที่ 07/12/53  เวลา 23:36 น. สถานที่ หอพัก Rohm  (นวนคร)

สรุปว่า : การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: tongchai ที่ ธันวาคม 08, 2010, 01:03:56 am
ผมนาย ธงชัย ฉิมสุด นักศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) sec 17 รหัส 115340441240-1  เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 ธันวาคม 2553 ณ หอพักโพธิ์ทอง  เวลา 01.05 น

โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) แ
ละพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: nutthaporn ที่ ธันวาคม 08, 2010, 01:49:39 am
นางสาวณัฐพร พิศนุ เลขที่ 14 sec 02 รหัส 115110903030-4 ตอบวันที่ 08/12/2553 เวลา 01.50 น. ณ หอ ZOOM

โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: chaiyun ที่ ธันวาคม 08, 2010, 02:07:38 am
นายชัยยันต์ นุยืนรัมย์ วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ(สมทบ) รหัส:115340441315-3 Sec17 วันที่ 8/12/53 เวลา 2:07 สถานที่ ห้องนวนคร
   กฎของโอห์ม  โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
     1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
     2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
     3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
     4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: satawat ที่ ธันวาคม 08, 2010, 12:26:10 pm
กระผมนายศตวรรษ  รัตนภักดี รหัส 115210441263-8 sec02เลขที่ 29 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
เข้ามาตอบกระทู้ วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เวลา 12.24 น. ที่วิทยะบริการ
ความว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
        I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
        E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
        R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kitima ที่ ธันวาคม 08, 2010, 01:30:57 pm
นางสาวกิติมา  รัตโนทัย  ID :: 115110903001-5  No. 13  sec 02  ตอบกระทู้วันที่ 8/12/53  เวลา 13.31  ณ.หอ zoom
   จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: shanon_ie ที่ ธันวาคม 08, 2010, 02:29:38 pm
ชานนท์ วรรณพงษ์  sec 02 เลขที่ 4 รหัส 115040441083-1 สาขา วิศวกรรมอุตสาหการ วัน 08-12-53 เวลา 14.30  สถานที่ หอัก

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: dararat ที่ ธันวาคม 08, 2010, 03:04:41 pm
นางสาวดารารัตน์ นิรันต์เรือง รหัส 115210904035-0 sec 02 เลขที่ 35 ผู้สอน ผศ.จรัส บุญยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เวลา15:04 ณ ห้องพักส่วนตัว ซ.zoom
 จากเนื้อหาสรุปได้ว่า โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
     
 



หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: mukkie ที่ ธันวาคม 08, 2010, 03:44:46 pm
นางสาวปาณิศา ไพรสยม เลขที่67 sec.02 รหัส115310903054-0 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติ ตอบวันที่8ธ.ค.53 เวลา15.42น. ที่ห้องสมุดคณะ
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด2จุด ขึ้นอยู่กับ
1.วัสดุที่ใช้เป็นเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนสูง
3.ความยาวสายไฟไม่มากเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดสายไฟไม่ใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Tarintip ที่ ธันวาคม 08, 2010, 03:46:39 pm
นางสาวธารินทิพย์ วรรณกลาง sec02 รหัส1153109030466 เลขที่60 นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติ ตอบกระทู้วันที่ 8/12/53 เวลา 15.43 สถานที่ ห้องสมุดคณะ
การเคลื่อนที่ของตัวนำไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด มีสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ittiwat ที่ ธันวาคม 08, 2010, 04:46:37 pm
นายอิทธิวัตร จิตต์มั่นคงกุล นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 54 sec 2 รหัส 115310903037-5 ตอบกระทู้วันที่ 8/12/53 เวลา 16.59 น. สถานที่ บ้าน

      โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: 00sunisa00 ที่ ธันวาคม 08, 2010, 07:20:34 pm
นางสาว สุนิศา ชมมิ  115310903001-1  sec2 เลขที่ 40 วันที่ 8/12/2553 เวลา 19.14 น. ที่ร้านอินเตอร์เน็ต
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และพบสมบัติของการไหลไฟฟ้า คือ 1. ความยาวของสายไฟ  2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
      โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ของจุดทั้ง  2  ได้ดังสมการต่อไปนี้ 
I = E/R  I= กระแสไฟฟ้าในตัวนำ
             E= แรงเคลื่อนไฟฟ้า
             R= ความต้านทานของตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: watcharich ที่ ธันวาคม 08, 2010, 07:48:18 pm
ผมนายวัชริศ สุจินตกาวงศ์ เลขที่ 2 รหัส 115040411037-3 นักศึกษาคณะวิศวกรรมโยธา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8/12/53 เวลา 19.45 น. ที่บ้าน

สรุปได้ว่า

     ครั้งหนึ่งโอร์มได้อ่านผลงานของโจเซฟ ฟอร์เรอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส มีชื่อว่า การไหลของความร้อน โอร์มสนใจที่ทำการทดลอง เขาจึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกันคือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ต่อมาเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติม อีก 2 ประการซึ่งเขาตั้งชื่อกฎว่า "กฎของโอร์ม" มีหลักสำคัญอยู่ 4 ประการ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: suchart ที่ ธันวาคม 08, 2010, 09:09:47 pm
กระผม  นายสุชาติ  สุวรรณวัฒน์   นักศึกษาคณะวิศวกรรมอุตสาหการ   เลขที่ 26   sec. 02   
รหัสประจำตัว  115210441230-7
เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8  เดือน ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่  หอ  เวลา. 21.10 น
มีความเห็น   ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม
      โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง  กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kodchaporn ที่ ธันวาคม 08, 2010, 09:10:38 pm
    
      นางสาว กชพร เพ็งคำเส็ง รหัส 115210417059-0 sec 02 เลขที่23  ตอบกระทู้ วันที่ 8/12/53 เวลา 21.10 ที่ บ้าน

 สรุปได้ว่า

 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ

         จากผลงานชิ้นดังกล่าว แทนที่โอห์มจะได้รับยกย่องแต่เขากลับได้รับการต่อต้านอย่างมากจากชาวเยอรมันเเนื่องจากความ
ไม่รู้ และไม่เข้าใจนั่นเอง ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก แต่ชาวต่างประเทศกลับเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของโอห์มเป็น
งาน ที่มีคุณประโยชน์มากและในปี ค.ศ. 1841 โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุง
ลอนดอน (Royal Society of London) และในปีต่อมาเขาก็ได้รับเชิญให้ร่วมสมาคมนี้ด้วย


    ในปี ค.ศ. 1881
สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ
ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ
ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์  




หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: iinuyashaa ที่ ธันวาคม 08, 2010, 09:32:11 pm
นางสาววิภวานี  แสงทอง  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาเคมี  sec  02  รหัส 115210902118-6  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8/12/2553 ที่บ้าน  เวลา 21:32 น.

สรุปว่า

         โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้
I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
       


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Piyarat Mounpao ที่ ธันวาคม 08, 2010, 09:39:02 pm
นางสาว ปิยะรัตน์  เหมือนเผ่า นักศึกษาคณะวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาชีววิทยา เลขที่ 36 รหัส 115210904050-9 กลุ่ม 02 เข้ามาตอบวันที่ 8/12/53 สถานที่ บ้าน เวลา 21.35 น.
สรุปได้ว่า โอห์มนั้นได้กล่าวไว้ว่า หลักสำคัญคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: namtan ที่ ธันวาคม 08, 2010, 10:14:20 pm
ดิฉัน นางสาวณัชชา ธิติบุญจันทร์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอาหาร
sec02 รหัสประจำตัว115210417055-8 เลขที่ 21
เรียนกับอาจารย์จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่หอพักโอนิน3 เวลา 22.14น.
ความรู้จากเนื้อหาที่ได้คือ กฎของโอห์ม ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ไฟฟ้า และความต้านทานในวงจรไฟฟ้า กล่าวคือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวใดแปรผันตรงกับความต่างศักย์ และแปรผกผันตรงกับความต้านทานระหว่าง2จุดนั้นที่กระแสไหลผ่านค่าความต้านทานของอุปกรณ์ต้านทาน


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: shanonfe11 ที่ ธันวาคม 08, 2010, 10:30:08 pm
นายชานนท์ ชุมพร   รหัส 115210417028-5    sec.02     เลขที่ 19 ณ หอฟ้าใสแมนชั่น   
ตอบกระทู้วันที่  08/12/53  เวลา22.30   น.


โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pool ที่ ธันวาคม 08, 2010, 11:24:04 pm
นางสาวดาวประกาย  แก้วเรือง นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมีสิ่งทอ รหัส 115210452059-6 SEC 2  เลขที่ 32
เรียนกับ อาจารย์จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้ วันที่ 8 ธันวาคม 2553 เวลา 23.24 น. ที่หอพัก SP CONDO
มีความเห็นในกระทู้ว่า
     โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
  จากผลงานชิ้นดังกล่าว แทนที่โอห์มจะได้รับยกย่องแต่เขากลับได้รับการต่อต้านอย่างมากจากชาวเยอรมันเเนื่องจากความ
ไม่รู้ และไม่เข้าใจนั่นเอง ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก แต่ชาวต่างประเทศกลับเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของโอห์มเป็น
งาน ที่มีคุณประโยชน์มากและในปี ค.ศ. 1841 โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุง
ลอนดอน (Royal Society of London) และในปีต่อมาเขาก็ได้รับเชิญให้ร่วมสมาคมนี้ด้วย
ในปี ค.ศ. 1881
สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ
ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ
ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Chanon_non26 ที่ ธันวาคม 08, 2010, 11:29:02 pm
นายชานนท์ พงษ์ไพโรจน์ เลขที่ 46 sec 02 ID::115310903029-2 นศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสถิติปรปะยุกต์ เวลา 23.28 น วันที่ 8-12-53 บ้านตนเอง สรุปได้ว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Eakachai_ie ที่ ธันวาคม 08, 2010, 11:30:17 pm
นายเอกชัย สงวนศักดิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ sec.02   รหัสประจำตัว115040441086-4
ตอบกระทู้วันที่ 8/12/53  เวลา 23.30 น. สถานที่ หอพักมาลีแมนชัน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: chaiwat ที่ ธันวาคม 08, 2010, 11:50:06 pm
กระผมนายชัยวัฒน์ คำพันเกิด คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาครุศาสตร์เครื่องกล รหัส 115011113029-2 sec.02  เลขที่ 76 เข้ามาตอบกระทู้วันที่  8/12/2553 เวลา 23.48 น. ที่หอพักโอนิน5
สรุปได้ว่า โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Thatree Srisawat ที่ ธันวาคม 08, 2010, 11:57:39 pm
นาย ธาตรี ศรัสวัสดิ์ นักศึกษาคณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี sec02 เลขที่71 รหัส 115310903061-5
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 8 เดือนธันวาคม พศ.2553 ที่บ้าน เวลา 23.57น.สรุปในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law)


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Pratanporn ที่ ธันวาคม 09, 2010, 06:00:17 am
นายประทานพร พูลแก้ว  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาสถิติประยุกต์ sec02 เลขที่ 69 รหัส 115310903057-3 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 9/12/2553 เวลา 05:55 สถานที่ บ้าน
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าโดคยค้นพบ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่าง 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติ 4 ประกาศของตัวนำไฟฟ้าคือ
1.วัตถุใช้เป็นตำนำไฟฟ้าที่ดี
2.วัตถุที่ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่เกินไป
จากผลงานชิ้นดังกล่าว โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์จากสมาคมแห่งกรุงลอนดอล


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: waranya ที่ ธันวาคม 09, 2010, 09:23:35 am
นางสาววรัญญา สิงห์ป้อม นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 63 sec 2 รหัส 115310903049-0 ตอบกระทู้วันที่ 09/12/53 เวลา 09.21 น. สถานที่ หอศุภมศ

โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kittisap ที่ ธันวาคม 09, 2010, 09:32:03 am
กระผม นายกิตติศัพท์ ถนัดงาน นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec.4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  9 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน ซอยพรธิสาร3  เวลา 9.31 น.
ความคิดเห็นว่า
          โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Narumol ที่ ธันวาคม 09, 2010, 10:58:54 am
น.ส.นฤมล  กำลังฟู Sec 2 No.20 รหัสนักศึกษา 115210417031-9
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี 2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง 3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป 4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
  โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่าง มาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ดนุพร อ่อนศรี ที่ ธันวาคม 09, 2010, 10:59:30 am

นาย ดนุพร  อ่อนศรี   คณะวิศวกรรมศาสตร์ เลขทึ่72 sec02 รหัส115040472024-7
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา วันที่9 ธันวาคม 2553

จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: KanitaSS ที่ ธันวาคม 09, 2010, 11:24:06 am
นางสาวคณิตา สุดจิตร์ นศ.คณะวิทยาศาสตร์ สาขาสถิติประยุกต์ Sec2 เลขที่45 รหัส115310903030-0 ตอบกระทู้วันที่9/12/53 เวลา 11.22น. สถานที่บาน็อฟฟี่
ตอบ โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: siripornmuay ที่ ธันวาคม 09, 2010, 02:33:57 pm
นางสาวศิรพร สนเผือก  เลขที่64 sec02  รหัส 115310903051-6 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขา สถิติประยุกต์  เข้ามาตอบกระทู้วันที่9/12/53 เวลา 02.28น.
สถานที่ ตึกวิทยบริการ
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Jantira ที่ ธันวาคม 09, 2010, 02:36:26 pm
นางสาวจันทิรา รัตนพันธุ์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาสถิติประยุกต์ เลขที่ 58 sec 2 รหัส 115310903042-5 วันที่ 09/12/53 เวลา 14.35 น. สถานที่ banoffee
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: soawanee ที่ ธันวาคม 09, 2010, 02:49:58 pm
นางสาวเสาวณีย์  อนันต์  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขา สถิติประยุกต์  sec 02 เลขที่ 66 รหัส 1153109030532 ตอบกระทู้วันที่ 09/12/2553 เวลา 14.47 ณ.ตึกวิทยบริการ
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: heetoon ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:00:57 pm
นายราชันย์ บุตรชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา sec.4   รหัสประจำตัว115330411047-7
ตอบกระทู้วันที่ 9/12/53  เวลา 15.02น. สถานที่ หอพัก Four B4

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
  
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: rungsan ที่ ธันวาคม 09, 2010, 03:29:25 pm
นาย รังสรรค์ พัธกาล 115340441243-5 sec 17 เลขที่32 วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ วันที่ 09/12/53 เวลา 15.30 น. สถานที่บ้าน
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ponyotha ที่ ธันวาคม 09, 2010, 04:00:34 pm
ผมนายวีรพล  นุ่มน้อย  รหัส  115330411014-7  เลขที่  11  sce  4  วิศวกรรมโยธาต่อเนื่อง  วันที่  09/12/53  เวลา 15.53 น.  ร้านอินเตอร์เน็ตที่พัทลุง
  โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
     1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
     2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
     3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
     4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: somphoch ที่ ธันวาคม 09, 2010, 05:39:03 pm
กระผมนายสมโภชน์  จิกกรีนัย รหัส 115340441247-6 เลขที่ 34 sec.17 คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิชาอุตสาหการ-การจัดการ วันที่ 09/12/53 เวลา  17.40 น. ที่หอ
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Suphakorn ที่ ธันวาคม 09, 2010, 11:12:17 pm
กระผมนาย สุภากร  หงษ์โต นศ.คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ รหัสนักศึกษา 115330441211-3  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 9 ธันวาคม 2553  เวลา 23.12 น. ที่หอพัก gooddream
มีความคิดเห็นว่า
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: mongkhonphan ที่ ธันวาคม 10, 2010, 12:04:55 pm
นายมงคลพันธ์  แซ่หลี รหัส115330411039-4 sec.04 เลขที่ 32 วิศวกรรมโยธา วันที่ 10/12/53 เวลา 12.00 ที่หอลากูน
    จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: nontapun ที่ ธันวาคม 10, 2010, 02:13:21 pm
กระผม นาย นนทพันธ์ เสนาฤทธิื นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec.4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  10 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน ซอยพรธิสาร3  เวลา 14.25 น.
ความคิดเห็นว่า
          โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: bankclash032 ที่ ธันวาคม 10, 2010, 02:59:01 pm
นาย สุริยพงศ์  ทองคำ  นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ - การจัดการ (สมทบ)sec 17  รหัสประจำตัว  115340441221-1  เลขที่  24
เรียนกับอาจารย์     จรัส บุณยธรรมา               
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  10          เดือน         12                 พศ     2553                   ที่ หอประสงค์ก้าวหน้า     เวลา 14.57
ความรุ้จากเนื้อหาที่ได้  คือ
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: natthapon ที่ ธันวาคม 10, 2010, 11:13:19 pm
กระผม นัฐพล การคณะวงศ์  นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec.4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  10  ธันวาคม 2553 ที่ บ้านซอยมาลี  เวลา 23.17 น.
ความคิดเห็นว่า
          โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pichet ที่ ธันวาคม 10, 2010, 11:17:56 pm
กระผมนายพิเชษฐ์  จันทร์โสภา   นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา sec 4 รหัสประจำตัว 115330411044-4 เลขที่ 37 วันที่ 10/12/53 เวลา 23.20 น.
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: รัฐพล เกตุอู่ทอง ที่ ธันวาคม 11, 2010, 12:05:12 am
ผมนารัฐพล   เกตุอู่ทอง นักศึกษา วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  (สมทบ) sec 17 รหัส 115340441229-4  เข้ามาตอบกระทู้วันที่   11 ธันวาคม 2551 เวลา 0.04  น. ณ หอพักเฉลิมพล

สรุปได้ว่า โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: SUMET SAMONKEDKET ที่ ธันวาคม 11, 2010, 01:17:12 am
ผมนาย สุเมศร์  สมรเขตกิจ นักศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) sec 17 รหัส 115340441239-3  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  11  ธันวาคม 2553 ณ หอพักเฉลิมพล  เวลา 1.16  น

    จอร์จ โอห์ม นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า ในตัวนำโลหะ โดยแสดงไว้เป็นกฎความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของโอห์ม
หน่วยดังกล่าว ถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า โอห์ม โดย Charles Tilston Bright และ Latimer Clark เมื่อ ค.ศ. 1861 โดยในบันทึกเมื่อค.ศ. 1864 เขียนเป็น ohmad
ครั้นเมื่อ ค.ศ. 1872 สมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้เพิ่ม โอห์ม เข้ามาในระบบหน่วยวัด cgs (เซนติเมตร กรัม วินาที) และมีการใช้โอห์มที่สมาคม
ปรับปรุงขึ้นใหม่ มาใช้ในหน่วยเอสไอ เมื่อ ค.ศ. 1946


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: assadawut ที่ ธันวาคม 11, 2010, 09:44:51 am
ผมนายอัษฎาวุฒิ   ลำพา   คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.4 
รหัส 115330441202-2  เลขที่ 47

ตอบกระทู้วันที่ 11/12/53  เวลา  9.45  สถานที่ บ้าน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: suradet phetcharat ที่ ธันวาคม 11, 2010, 11:00:26 am
นายสุรเดช  เพ็ชรรัตน์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา CVE2 Sec17 เลขที่ 9 รหัส 115340411115-1
ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  11 พฤศจิกายน 2553 เวลา  11.00 น.Office บ.ไทยวัฒน์วิศวการ   
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: hatorikung_nutt ที่ ธันวาคม 11, 2010, 02:09:33 pm
นายพงษ์ศักดิ์  เลิศศรี นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17   รหัสประจำตัว115340441209-6
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ จรัส บุณยธรรมา   ตอบกระทู้วันที่ 11/12/53 เวลา 14.09 ณ หอพักเฉลิมพล

 กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: THANAKIT ที่ ธันวาคม 11, 2010, 02:21:16 pm
    นายธนกฤต เฉื่อยฉ่ำ นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec.17
รหัส 115340441248-4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  11 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน    เวลา 14.21
 โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่าง มาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: rungarun ที่ ธันวาคม 11, 2010, 03:38:15 pm
รุ่งอรุณแย้มประดิษฐ์ นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec.17
รหัส 115340441246-8
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่11 ธันวาคม 2553 ที่ หอ   เวลา15.39
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: opisit ที่ ธันวาคม 11, 2010, 03:57:57 pm
กระผม นาย พิสิทธิ์ สอนเทศ นักศึกษาคณะ วิศวกรรมศาสตร์ sec 17 รหัสประจำตัว 115340441207-0
เรียนกับอาจารย์ ผ.ศ. จรัส บุณยธรรม
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 11 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่บ้าน เวลา 3:56 น.
มีความเห็นว่า/มีข้อคิดเห็นว่า/ความรู้จากเนื้อหาที่ได้ คือ
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1) วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2) วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3) ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4) พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


 



หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: thabthong ที่ ธันวาคม 11, 2010, 06:01:05 pm
ผมนายรัตชานนท์ ทับทอง  นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ sec.4 รหัส 115330441203-0 เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  11 ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่ วิทยะ  เวลา. 18.12 น
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Monthon ที่ ธันวาคม 11, 2010, 06:32:57 pm
กระผม นายมณฑล รินชุมภู นักศึกษาคณะ วิศวกรรมศาตร์ สาขา อุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) SEC.17 รหัสประจำตัว 115340441206-2 เลขที่ 16 เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 11 เดือน ธันวาคม พศ.2553 เวลา 18:32 น.  สถานที่  บ้านพักที่วังน้อย 

ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ





หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: siwasit ridmahan ที่ ธันวาคม 11, 2010, 07:57:18 pm
กระผมนาย สิวะสิทธิ์ ฤทธิ์มะหันต์ นักศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ ภาคสมทบ  Sec.17 รหัสนักศึกษา 115340441244-3
เรียนกับอาจาร์ย จรัส บุณยธรรมา วันที่ 11 ธันวาคม พศ.2553  ที่หอพักเฉลิมพล เวลา19.57 น.

โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ยุพารัตน์ หยิบยก ที่ ธันวาคม 11, 2010, 08:01:31 pm
นางสาวยุพารัตน์ หยิบยก  นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาคณิตศาสตร์  sec2  รหัสประจำตัว 115110901011-6
เรียนกับอาจารย์จรัส บุณยธรรมา

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sangtawee ที่ ธันวาคม 11, 2010, 10:54:21 pm
นายแสงทวี พรมบุตร เลขที่ 29 รหัส 115330411035-2  sec04 วิศวกรรมโยธา ตอบกระทู้วันที่ 11/12/53 เมื่อเวลา 22:54 น. หอพัก FourB5
โอห์มได้กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: attakron006@hotmail.com ที่ ธันวาคม 11, 2010, 11:49:25 pm
กระผม นาย อรรถกร จิตรชื่น คณะ วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) sec 17 รหัสนักศึกษา 115340441217-9 เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา
เข้าตอบกระทู้วันที่ 11 เดือน ธันวาคม พศ.2553 ที่ บ้านฟ้ารังสิต เวลา 23.49
ต่อมาปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ ได้เพยแพร่งานออกมา ชื่อว่า การไหลของความร้อน อธิบายถึง อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุดaไปยังจุดb เมื่อโอหม์อ่านผมงานชิ้นนี้เขาได้เกิดความสนใจ ที่ทําการทดลอง เหมือนอาศัยหลักการทดลองทีกระแสไฟฟ้า 2 จุด จะต้องติดอยู่กับวัตถุที่นํามาเป็นตัวนําไฟฟ้า


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kitti_CVE2 ที่ ธันวาคม 12, 2010, 02:03:35 am
นาย กิตติ จิตนันทกุล นักศึกษาคณะ วิศวกรรมโยธา sec 17 เลขที่ 8 รหัสประจำตัว 115340411113-6
เรียนกับอาจารย์  จรัส  บุญยธรรมา
 ตอบเมื่อวันที่ 12/12/53 เวลา 01.59 น. ณ.ที่บ้าน
;D
โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น
 เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า 
ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ 
กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sirilakCVE2 ที่ ธันวาคม 12, 2010, 02:54:31 am
นางสาวศิริลักษณ์ ถนอมพิชัย CVE2 วิศวกรรมโยธา รหัส 115340411118-5 เลขที่ 11 Sec 17 อาจารย์ผู้สอน อ.จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 12/12/53 เวลา 02.55 น.สถานที่ จ.ปทุมธานี
  สรุปเนื้อหาได้ดังนี้
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและได้พบสมบัติเกียวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติม การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด2จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้าคือ
  1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี
  2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
  3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
  4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณค่าความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้งสองจากสมการนี้ I=E/R
โดย I หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
      E   "      แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
      R   "      ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: m_japakiya ที่ ธันวาคม 12, 2010, 03:37:11 am
นายมูฮำหมัดนาวี จะปะกียา เลขที่  2  sec 17 รหัส 115340411104-5  คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิศวกรรมโยธา
ตอบกระทู้วันที่ 12/12/53 เวลา3.34 น.  บ้านจรัญสนิทวงศ์
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: amnuay cve2 ที่ ธันวาคม 12, 2010, 07:35:04 am
 กระผมนาย อำนวย เกิดโภคา นักศึกษาคณะวิศวกรรมโยธา SEC 17 เลขที่ 10 รหัส 115340411116-9 อาจารย์ผู้สอน ผศ. จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 12/12/2553 ที่บ้าน เวลา 07.34 น.
 โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของ ไฟฟ้า 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: mypomz ที่ ธันวาคม 12, 2010, 08:14:33 am
นายนพรัตน์  โตอิ่ม    คณะวิศวกรรมโยธา
รหัส 115330411040-2  เลขที่ 33    sec 4   
ตอบกระทู้วันที่ 12 ธ.ค. 53  เวลา  8.14 สถานที่ หอพัก

โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pongpat ที่ ธันวาคม 12, 2010, 10:01:07 am
กระผมนายพงษ์พัฒน์  น้อยโพธิ์  นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec 4 เลขที่ 51 รหัส 115330441207-1
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมาเข้ามาตอบกระทู้วันที่ 12 ธันวาคม 2553 ที่ บ้าน  เวลา 10.02 น
   โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
   โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
    โอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kamphon ที่ ธันวาคม 12, 2010, 12:25:07 pm
นายกัมพล  มิ่งฉาย  คณะวิศวกรรมศาสตร์
เรียนกับผศ.จรัส  บุณยธรรมา  ตอบวันที่ 12-12-2010 เวลา 12.24 น. ที่วิทยบริการ
โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sarayut ที่ ธันวาคม 12, 2010, 03:02:53 pm
ผมนายศรายุทธ  เที่ยงแท้ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา เลขที่1 รหัส115330411001-4 กลุ่ม53341cve sec04 อาจารย์ผู้สอน จรัส บุณยธรรมา
ได้เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 12/12/2553 เวลา15.03 น. ที่หอพัก 
ได้มีข้อคิดเห็นว่า จากการที่เขาได้สนใจในหนังสือ ชื่อว่า การไหลของความร้อน ทำให้เขาได้ทำการทดลองจนค้นพบในเรื่องเกื่ยวกับบสมบัติเกี่ยวกับการนำวัตถุมาเป็นตัวนำไฟฟ้าและการไหลของไฟฟ้า  การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทานโดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kotchapan ที่ ธันวาคม 12, 2010, 04:39:29 pm
นาย คชพันธ์ พงษ์ไพร นศ.คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา รหัสนักศึกษา 115330411048-5 เลขที่ 41 Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา วันที่ 12/12/2553 สถานที่ กิตติพงษ์แมนชั่น เวลา 16.40 น.

ในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ โอห์ม ได้ทำการทดลองอัตราการไหลของไฟฟ้า และได้ค้นพบว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน และในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ
1. ความยาวของสายไฟ
2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
เขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Nattawut ที่ ธันวาคม 12, 2010, 09:59:57 pm
กระผม  นายณัฐวุฒิ ชูพินิจ   นักศึกษาคณะวิศวกรรมอุตสาหการ     
รหัสประจำตัว  115210441214-7
เรียนกับอาจารย์  จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  12  เดือน ธันวาคม   พ.ศ.  2553   ที่ ร้านเน็ต เวลา. 22.00 น
มีความเห็น   ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม
      โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าและเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่ม
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง  กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
            I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Nhamtoey ที่ ธันวาคม 13, 2010, 05:54:52 pm
นางสาวเรวดี  จันท้าว ภาควิชาวิศวกรรมโยธา  รหัส 115330411006-3 เลขที่ 6 sec04 ตอบกระทู้เมื่อวันที่ 13/12/2553  เวลา 17.54 น. ที่ ห้องสมุด มทร.ธัญบุรี
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาได้พบสมบัติการไหลของไฟฟ้า เพิ่มเติมอีก 2 ประการคือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากจะมีความต้านท้านไฟฟ้ามาก)และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมากจะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)กระแสไฟฟ้าก็จะไหลน้อยลง จากการทดลองเขาตั้งชื่อเป็นกฎของโอห์มโดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวนำเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน คือ การเคลื่อนที่ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้าคือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่ยาวมากจนเกินไป
4.พื้นที่ของสายไฟต้องไม่ใหย่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: PoxyDonZ ที่ ธันวาคม 13, 2010, 06:01:26 pm
นาย สุรศักดิ์ ด้วงใจจิตร รหัส 115330411036-0 วิศวกรรมโยธา เวลา 06.02pm. วันที่ 13 ธ.ค. 53 สถานที่ หอร์ โฟร์บี 2

 เกิด   วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
 เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
 ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
           - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
    กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
   I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
   E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
   R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
  
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: surachet ที่ ธันวาคม 13, 2010, 07:26:10 pm
ผมนาย สุรเชฐ กัญจนชุมาบุรพ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec.4 
 เรียนกับผศ.จรัส  บุณยธรรมา
ตอบกระทู้วันที่ 13/12/53  เวลา 17.30  สถานที่ บ้าน
     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก
และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)
และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลง
ในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผัน
กับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ronachai ที่ ธันวาคม 13, 2010, 08:47:11 pm
นาย รณชัย  รุกขวัฒน์   วิศวกรรมโยธา   sce 4   รหัส 115330411002-2
กะทู้เมื่อ   13 ธ.ค. 2553   เวลา  20.48 น.  ณ หอพัก
ในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ โอห์ม ได้ทำการทดลองอัตราการไหลของไฟฟ้า และได้ค้นพบว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน และในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ
1. ความยาวของสายไฟ
2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
เขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kitiwat ที่ ธันวาคม 13, 2010, 09:54:09 pm
นายกิติวัฒน์ ศรประสิทธิ์  เลขที่ 24 รหัส 115330411030-3 วิศวกรรมโยธา sec 4

โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: civil kang ที่ ธันวาคม 13, 2010, 10:26:58 pm
นาย  สราวุฒิ ดีดวงพันธ์ 115330411028-7 sec 4 วิศวกรรมโยธา วันที่  13/12/2553  22:26
  โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
   I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
   E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
   R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Thamanoon ที่ ธันวาคม 13, 2010, 11:08:52 pm
ผมนายธรรมนูญ  พุทธวงษ์   นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์   สาขาวิศวกรรมโยธา    รหัส 115330411009-7 เลขที่ 9
เรียนกับ อ.จรัส บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 13/12/53  ที่บ้านเช่า ซอยอีสเทิร์น  เวลา 23.08 น.
มีความเห็นว่า   การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Pichat Soysamrong ที่ ธันวาคม 13, 2010, 11:14:42 pm
กระผม นาย พิเชษฐ์  สร้อยสำโรง นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา sec 4 รหัสประจำตัว 115330411003-0 เลขที่ 3
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 13 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2553 ที่ เศรษฐบุตร พาวิลเลี่ยน 32/19 ม. 1 ต. คลองหก อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี เวลา 11:14:15 pm.
สรุปได้ว่า   ครั้งหนึ่งโอร์มได้อ่านผลงานของโจเซฟ ฟอร์เรอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส มีชื่อว่า การไหลของความร้อน โอร์มสนใจที่ทำการทดลอง เขาจึงพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกันคือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ต่อมาเขาก้พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติม อีก 2 ประการซึ่งเขาตั้งชื่อกฎว่า "กฎของโอร์ม" มีหลักสำคัญอยู่ 4 ประการ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Kiattisak ที่ ธันวาคม 14, 2010, 03:05:11 am
กระผมนายเกียรติศักดิ์ อินทปัตย์  sec 04 รหัส 115330411007-1 คณะ วิศวกรรมโยธา  วัน 14/12/53  เวลา 3.04  สถานที่ร้านอินเตอร์เนต

     โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: potchapon031 ที่ ธันวาคม 14, 2010, 03:24:25 pm
นายภชพน เกตุวงศ์ นักศักษา วิศวกรรมโยมธา ต่อเนื่อง รหัส 115330411031-1 Sec4 เลขที่ 25 สถานที่ กิตติพงศ์ แมนชั่น
เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
          - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
ในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โจเซฟ ฟอร์เรอร์ (Joseph Fourier) ได้เผยแพร่ผลงานออกมา
เล่มหนึ่ง ชื่อว่า การไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) ภายในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่
ของความร้อนไว้ว่า "อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุด
ทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน" เมื่อโอห์มได้อ่านผลงานชิ้นนี้เขาได้เกิดความ
สนใจ ที่จะทำการทดลองเช่นเดียวกันนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังจากทำการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอร์ เขาพบว่า
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย หลังจากการทดลองไฟฟ้าในขั้นต้นสำเร็จลงแล้ว โอห์มได้เดินทางไปยังเมืองโคโลญ เพื่อเข้าเป็น
อาจารย์สอนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) ในระหว่างนี้ในปี ค.ศ. 1826 โอห์มได้จัดพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า
Bestimmung des Gesetzes nach Welohem die Metalle die Kontaktee


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: tanunnunoi ที่ ธันวาคม 14, 2010, 07:15:20 pm
กระผมนาย ฐานันดร์ หนูน้อย นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา Sec.04 รหัสนักศึกษา 115330411050-1
เรียนกับอาจาร์ย จรัส บุณยธรรมา วันที่ 14 ธันวาคม พศ.2553  ที่หอพักเจริญสุขแมนชั่น เวลา19.15 น.
ในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ โอห์ม ได้ทำการทดลองอัตราการไหลของไฟฟ้า และได้ค้นพบว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน และในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ
1. ความยาวของสายไฟ
2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
เขา ตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Meena ที่ ธันวาคม 14, 2010, 07:23:21 pm
นายพสิษฐ์ แดงอาสา รหัส 115330411011-3 วิศวกรรมโยธา ตอบกระทู้บ้านเลขที่ 531/135

โอห์ม พบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ขึ้นอยู่กับสสมบัติ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
1.วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
2.วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
3.ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
4.พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไมใหญ่เกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: titikron ที่ ธันวาคม 15, 2010, 12:00:35 am
    นายฐิติกร แก้วประชา รหัส 115330411022-0 เลขที่ 17 sec 4 เวลา 00.01 น. วิศวกรรมโยธาต่อเนื่อง หอโฟร์บี

 ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ณัฐพงษ์ สันทะ ที่ ธันวาคม 15, 2010, 12:18:25 pm
กระผม นาย ณัฐพงษ์  สันทะ นักศึกษาคณะ วิศวกรรมอุตสาหการ - การจัดการ sec 4 รหัสประจำตัว 115330441216-2
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่_15  เดือน_12  พศ_2553   ที่(ชื่อหอพัก/ชื่อบ้านพัก)_ประสงค์  เวลา_12.18
มีความเห็นว่า/มีข้อคิดเห็นว่า/ความรู้จากเนื้อหาที่ได้ คือ 
     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก
และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก)
และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลง
ในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า
กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกผัน
กับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: oOGIG...k} ที่ ธันวาคม 15, 2010, 07:25:26 pm
นายชำนาญกิจ ศิริยานนท์ 115330411004-8 sec.04 เลขที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ตอบกระทู้ที่เศรษฐบุตรกูล วันที่ 15/12/2553 เวลา 07:24:51 pm .
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ศราวุธ พูลทรัพย์ ที่ ธันวาคม 15, 2010, 07:26:15 pm
นายศราวุธ พูลทรัพย์ 115330411042-8 sec.04 เลขที่ 35 ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ตอบกระทู้ที่หอลากูล วันที่  15/12/2553 เวลา 19.26น.        
 เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา

การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: suppachok ที่ ธันวาคม 15, 2010, 07:30:12 pm
นาย ศุภโชค  เปรมกิจ  วิศวกรรมโยธา  ต่อเนื่อง 115330411051-9 sec 04 เลขที่ 44 วันที่ 15/12/53 สถานที่ หอโฟร์บี เวลา 19.31
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Thaweesak ที่ ธันวาคม 15, 2010, 08:01:16 pm
นายทวีศักดิ์ ธนทรัพย์ทวี  วิศวกรรมโยธา รหัส 115330411008-9 sec.04  วันที่15 ธันวาคม 2553 สถานที่ มาลีแมนชั่น เวลา 20.00
 ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: crowfinky ที่ ธันวาคม 15, 2010, 08:15:49 pm
นายสุริยะ ชีวันพิศาลนุกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.4   รหัสประจำตัว115330441225-3
ตอบกระทู้วันที่ 15/12/53  เวลา 20.14น. สถานที่ บ้าน

    ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: aek cve rmutt ที่ ธันวาคม 15, 2010, 08:22:22 pm
ผมนายเอกชัย  เสียงล้ำ นักศึกษาวิศวกรรมโยธาต่อเนื่อง  sec 4 รหัส 115330411046-9  เข้ามาตอบกระทู้วันที่
 15 ธันวาคม  2553     เวลา   20.24  น.     ณ หอโฟบี 5

การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: kangsachit ที่ ธันวาคม 15, 2010, 09:19:35 pm
นายกังสชิต  จิโน นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา รหัส 115330411017-0 sec 4 เลขที่ 14 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 15/12/53 เวลา 21.16 pm หอมาลีแมนชั่น
     โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
     โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sodiss ที่ ธันวาคม 15, 2010, 10:01:12 pm
นายธรรมนันท์   เหมือนทิพย์  รหัส115210441248-9 sec.02 เลขที่ 27 วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ วันที่ 15/12/53 เวลา 22.01 น.
ที่ หอบ้านดวงพร
I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
      E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
      R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
เป็นการคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 เป็นการค้นพบเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: vutmte50 ที่ ธันวาคม 16, 2010, 12:59:41 am
กระผมนายคฑาวุธ  ทองเสริม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาครุศาสตร์เครื่องกล รหัส 115011113005-2 sec.02 เลขที่ 75 ได้เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 16/12/2553 เวลา 24.59 น. ที่หอกิตติพงศ์
สรุปได้ว่า โอห์ม  ได้อ่านผลงานของ  โจเซฟ  เฟอร์เรอร์  จึงสนใจทำการทดลองเช่นเดียวกันกับไฟฟ้าขึ้น  เขาพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด  ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า  ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ  กระแสไฟก็ไหลได้น้อยลง  การพบสมบัติข้อนี่เขาได้เขียนลงในหนังสือ  กล่าวคือ  การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
    1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
    2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
    3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
    4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: ดนุพร อ่อนศรี ที่ ธันวาคม 16, 2010, 10:37:46 am

นายดนุพร  อ่อนศรี   รหัส 115040472024-7 sec.02 เลขที่ 72 ภาควิชาวิศวกรรมพลาสติก ตอบกระทู้ที่บ้านซอยอิสเทิล วันที่ 16/12/2553 เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา
โอมได้อ่านหนังสือวิทยาสาตร์ ชาวฝรั่งเศษ โจเซฟ ฟอร์เรอเขาได้เกิดความสนใจจึงกระทำการทดลอง
เช่นนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอ เขาพบว่าการเคลื่อนที่ระหว่างกระแสไฟฟ้า
จุด2จุดจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้า


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: moso003 ที่ ธันวาคม 16, 2010, 01:25:17 pm
นาย ชินดนัย ใจดี  นักศึกษาคณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชา คณิตศาสตร์ รหัสนักศึกษา 115110901089-2 sec 02 เลขที่ 12 เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา
วันที่ 16/12/2553 สถานที่ บ้านพัก เวลา 13.25 น.

โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: boatvivi ที่ ธันวาคม 16, 2010, 01:38:44 pm
นางสาวณัฎฐพร ชื่นสมบัติ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ 115010451027-8 sec 02 เวลา 13.38น. วันที่ 16 ธ.ค. 2553 ที่อาคารวิทยบริการ

ได้เข้ามาอ่านเรื่องประวัติของโอห์มแล้วค่ะ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: sarayut sringam ที่ ธันวาคม 16, 2010, 02:31:52 pm
กระผมนายศรายุธ สีงาม  นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec 4
รหัส 115330441201-4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  16 ธันวาคม 2553 ที่ ตึกวิทยบริการ    เวลา 14.32น
มีความคิดเห็นว่า
โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
    โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
     โอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pollavat ที่ ธันวาคม 16, 2010, 04:39:19 pm
นายพลวัฒน์ คำกุณา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 16 ธันวาคม  เวลา 16.40 น. ที่หอพักzoom 
มีความคิดเห็นว่า:    โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
     โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: udomporn ที่ ธันวาคม 16, 2010, 09:17:41 pm
นายอุดมพร พวงสุวรรณ คณะวิศวกรรศาสตร์ สาขาโยธา รหัส 115330411025-3 sec 4 เลขที่ 19 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 16/12/53 เวลา 21.17 น ณ.หอลากูน

เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
          - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)
ในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โจเซฟ ฟอร์เรอร์ (Joseph Fourier) ได้เผยแพร่ผลงานออกมา
เล่มหนึ่ง ชื่อว่า การไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) ภายในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่
ของความร้อนไว้ว่า "อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุด
ทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน" เมื่อโอห์มได้อ่านผลงานชิ้นนี้เขาได้เกิดความ
สนใจ ที่จะทำการทดลองเช่นเดียวกันนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังจากทำการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอร์ เขาพบว่า
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย หลังจากการทดลองไฟฟ้าในขั้นต้นสำเร็จลงแล้ว โอห์มได้เดินทางไปยังเมืองโคโลญ เพื่อเข้าเป็น
อาจารย์สอนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) ในระหว่างนี้ในปี ค.ศ. 1826 โอห์มได้จัดพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า
Bestimmung des Gesetzes nach Welohem die Metalle die Kontaktee


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: watchaiza ที่ ธันวาคม 16, 2010, 09:50:05 pm
กระผม ธวัชชัย  พลรักษ์    คณะวิศวกรรมโยธา           รหัส 115330411041-0  เลขที่ 32    sec 4   
ตอบกระทู้วันที่ 16 ธ.ค. 53  เวลา  21:50  สถานที่ บ้านพฤกษา
โฮห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า   เขาได้พบกับของไหลของไฟฟ้า  2 ประการ คือ ความยาวของสายฟ้า   พื้นที่หน้าตัดกระแสไฟฟ้าจะไหลได้น้อยลง   การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า  ระหว่าง 2 จุด  ย่อมขึ้นอยู่สมบัติ 4 ประการ  คือ
         1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
         2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
         3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากเกินไป
         4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
      โดยสามารถคำนวนความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2  จากสมการ  1= E/R   จากผลงานของโฮห์มแทนที่จะได้รับการยกย่องแต่เข้ากับได้รับความต่อต้านอย่างมาก  โฮห์มเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า  โดยความต้านทาน 1 โฮห์ม  หมายถึงกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: pisan mulchaisuk ที่ ธันวาคม 16, 2010, 10:31:50 pm
กระผมนาย ไพศาล มูลชัยสุข นศ.คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ รหัสนักศึกษา 115330441215-4  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 16  ธันวาคม 2553 เวลา 20.01 น. ที่หอพักเลิศวิจิตร
มีความคิดเห็นว่า
โอห์มได้ศึกษาการไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุดทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน แล้วโอห์มก็ได้ทำการทดลองแล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
    โลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย เขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
     โอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: Pathomphong ที่ ธันวาคม 17, 2010, 12:00:47 am
นายปฐมพงศ์  พูนปก   วิศวกรรมโยธา 115330411043-6 
วันที่ 16/12/53  เวลา 23.57น. สถานที่ หอพัก ลากูน

     ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ
 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: somkid-3212 ที่ มกราคม 06, 2011, 07:28:58 pm
สวัสดีปีใหม่ครับ....ผมชื่อนาย สมคิด  กุลสุวรรณ รหัส 115330411033-7 กลุ่ม CVE 53341
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และพบสมบัติของการไหลไฟฟ้า คือ 1. ความยาวของสายไฟ  2. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
      โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ของจุดทั้ง  2  ได้ดังสมการต่อไปนี้ 
I = E/R  I= กระแสไฟฟ้าในตัวนำ
             E= แรงเคลื่อนไฟฟ้า
             R= ความต้านทานของตัวนำ


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: bear ที่ มกราคม 13, 2011, 02:53:47 pm
นาย อุดม  แก้วชู  sec 4  รหัส  115330411034-5 โยธาต่อเนื่อง  เลขที่ 28  วันที่ 13/1/54 เวลา 14.53 น.   ที่ตึกวิทยบริการ
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: watit ที่ กุมภาพันธ์ 05, 2011, 01:44:43 pm

กระผมชื่อนายวาทิต บุพศิริ นักศึกษา CVE2 สมทม SEC 17 รหัส 115340411106-0
เข้ามาตอบเมื่อ   5/02 /2011    เวลา1.44pm      ทีบ้าน

จอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
 

เกิด        วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกนประเทศเยอร์มนี
เสียชีวิต วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่เมืองมิวนิคประเทศเยอรมนี
ผลงาน   - ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
             - ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm's Law)

        โอห์มเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1787 ที่เมืองเออร์แลงเกน ประเทศเยอรมนี บิดาของเขาชื่อว่า โจฮัน โอห์ม (John
Ohm) มีอาชีพเป็นช่างทำกุญแจ และปืน แม้ว่าฐานะทางครอบครัวของเขาจะค่อนข้างยากจน ถึงอย่างนั้นโอห์มก็ขวนขวายหา
ความรู้อยู่เสมอ โอห์มเข้าเรียนขั้นต้นในโรงเรียนรีลสคูลในแบมเบิร์ก หลังจากจบการศึกษาขั้นต้นแล้ว โอห์มได้เข้าศึกษาเกี่ยวกับ
วิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองเออร์แลงเกน (University of Erlangen) แต่เรียนอยู่ได้เพียงปี
กว่า ๆ เท่านั้นเขาก็ลาออก เพราะขาดทุนทรัพย์ จากนั้นโอห์มได้สมัครงานเป็นครูสอนหนังสือที่ Gattstodt ในเมืองเบิร์น (Bern)
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาโอห์มได้เข้าศึกษาต่ออีกครั้งหนึ่ง และได้รับปริญญาเอกทางคณิตศาสตร์ แต่เขาก็ยังคงทำงาน
อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นจนกระทั่วปี ค.ศ. 1817 โอห์มได้รับเชิญจากพระเจ้าเฟรดเดอริคแห่งปรัสเซีย (King Frederick of
Prussia) ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ ประจำวิทยาลัยจีสุท (Jesuit College) แห่งมหาวิทยาลัย
โคโลญ (Cologne University) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1822 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โจเซฟ ฟอร์เรอร์ (Joseph Fourier) ได้เผยแพร่ผลงานออกมา
เล่มหนึ่ง ชื่อว่า การไหลของความร้อน (Analytic Theory of Heat) ภายในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่
ของความร้อนไว้ว่า "อัตราการเคลื่อนที่ของความร้อนจากจุด A ไปยังจุด B ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของจุด
ทั้งสอง และขึ้นอยู่กับตัวนำด้วยวาสามารถถ่ายทอดความร้อนได้ดีขนาดไหน" เมื่อโอห์มได้อ่านผลงานชิ้นนี้เขาได้เกิดความ
สนใจ ที่จะทำการทดลองเช่นเดียวกันนี้กับไฟฟ้าขึ้นบ้าง หลังจากทำการทดลองโดยอาศัยหลักการเดียวกับฟอร์เรอร์ เขาพบว่า
การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด จะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุที่นำมาใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าเช่นกัน คือ ควรเลือกโลหะที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองแดง เงิน หรืออะลูมิเนียม เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีความร้อนมากขึ้น ก็จะทำให้
กระแสไฟฟ้าไหลได้น้อยลงด้วย หลังจากการทดลองไฟฟ้าในขั้นต้นสำเร็จลงแล้ว โอห์มได้เดินทางไปยังเมืองโคโลญ เพื่อเข้าเป็น
อาจารย์สอนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) ในระหว่างนี้ในปี ค.ศ. 1826 โอห์มได้จัดพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า
Bestimmung des Gesetzes nach Welohem die Metalle die Kontaktee

         ในปีต่อมาโอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้าต่ออีก และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงใน
หนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
การทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน
ตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแส
ไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป
 
โดยสามารถคำนวณความต่างศักย์ระหว่างจุดทั้ง 2 จากสมการดังต่อไปนี้ I = E/R โดย
             I  หมายถึง ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟตัวนำ
            E หมายถึง แรงเคลื่อนทางไฟฟ้า
            R หมายถึง ความต้านทานของสายไฟตัวนำ

         จากผลงานชิ้นดังกล่าว แทนที่โอห์มจะได้รับยกย่องแต่เขากลับได้รับการต่อต้านอย่างมากจากชาวเยอรมันเเนื่องจากความ
ไม่รู้ และไม่เข้าใจนั่นเอง ทำให้ในระหว่างนี้โอห์มได้รับความลำบาก แต่ชาวต่างประเทศกลับเห็นว่าผลงานชิ้นนี้ของโอห์มเป็น
งาน ที่มีคุณประโยชน์มากและในปี ค.ศ. 1841 โอห์มได้รับมอบเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุง
ลอนดอน (Royal Society of London) และในปีต่อมาเขาก็ได้รับเชิญให้ร่วมสมาคมนี้ด้วย เมื่อรัฐบาลเยอรมนี เห็นดังนั้น
จึงเริ่มหันมาให้ความสนในโอห์ม และในปี ค.ศ. 1849 เมื่อโอห์มเดินทางกลับจากประเทศอังกฤษ เขาได้รับเชิญให้เป็น
ศาสตราจารย์ ประจำมหาวิทยาลัยมิวนิค (Munich University) ไม่เฉพาะเรื่องไฟฟ้าเท่านั้นที่โอห์มทำการค้นคว้า เขายัง
ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องแสงด้วย แต่ไม่เป็นที่สนใจมากเท่ากับเรื่องไฟฟ้า โอห์มเสียชีวิตในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1854 ที่มิวนิค
ประเทศเยอรมนี ถึงแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ชื่อของเขาก็ยังถูกนำมาใช้เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า ในปี ค.ศ. 1881
สมาคมไฟฟ้านานาชาติ (Internation Congress of Electrical Engineers) ได้ตกลงร่วมกันที่กรุงปารีสว่าควรใช้ชื่อ
ของโอห์ม เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยความต้านทาน 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำ
ไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์ 
 


หัวข้อ: Re: ประวัติของจอร์จ ไซมอน โอห์ม : George Simon Ohm
เริ่มหัวข้อโดย: อภิรักษ์ ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2011, 08:43:46 pm
นายอภิรักษ์   มีศิลป์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบวันที่ 10 กุมภาพันธ์  เวลา 20:43 น. ที่หอพัก AP แมนชั่น  มีความคิดเห็นว่า
โอห์มได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนำไฟฟ้า และเขาก็พบสมบัติเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
2 ประการ คือ ความยาวของสายไฟ (ถ้ายิ่งมีความยาวมากก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) และพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ
(ถ้ายิ่งมีพื้นที่หน้าตัดมาก ก็จะมีความต้านทานไฟฟ้ามาก) กระแสไฟฟ้าก็ไหลได้น้อยลง การพบสมบัติข้อนี้เขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Die Galvanisehe Katte Mathemetisoh Bearbeitet ภายในหนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทดลอง ซึ่งเขาตั้งเป็นกฎชื่อว่า กฎของโอห์ม (Ohm's Law) โดยมีหลักสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคผกปันกับความต้านทาน กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ระหว่างจุด 2 จุด ย่อมขึ้นอยู่กับสมบัติสำคัญ 4 ประการของตัวนำไฟฟ้า คือ
        1. วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี
        2. วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนได้สูง
        3. ความยาวของสายไฟต้องไม่มากจนเกินไป
        4. พื้นที่หน้าตัดของสายไฟต้องไม่ใหญ่จนเกินไป