RmutPhysics.com
มกราคม 21, 2021, 09:02:10 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4
1  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: นิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:24:05 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา   22.23น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

การใช้วัสดุกัมมันตรังสี และเทคนิคทางรังสีในทางอุตสาหกรรม ซึ่งเรียกว่า เทคนิคเชิงนิวเคลียร์
-ใช้วัดระดับของไหล สารเคมีต่างๆ ในขบวนการผลิตในโรงงานเส้นใยสังเคราะห์ด้วยรังสีแกมมา
-ใช้ตรวจสอบระดับเศษไม้ในหม้อนึ่งภายใต้ความดันสูง ในการผลิตไม้อัดแผ่นเรียบด้วยรังสีแกมมา
หมายเหตุ
แอลเบิดร์ ไอสไตน์ เป็นคนคิดค้นสมการ ทฤษดีสัมพันธ์ภาพ ซึ่งเป็นสูตรปฏิกริยานิวคลียฟิวชัน แต่ไอสตายไม่ได้เป็นคนทำครับ คนที่ทำคือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของฝ่ายอเมริกา สร้างขึ้นในสนาม ควอช ที่....(ลืม) ส่วนคนสร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ถูกปิดเป็นความลับ เพราะกลัวกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ถูกลักพาตัวครับ
2  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: การทดลองเสมือน เรื่องการหาอนุกรมการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:12:41 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา   22.12น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

เมื่อเลือกTh232 จะเห็นว่าแท่งกราฟสีแดงจะลดลงอย่างลวดเร็วและแท่งกราฟPb208จะพุ่งสูงขึนและtimestep 1.39
เมื่อเลือก u238 จะเห็นว่ามีตัวธาตุเพิ่มขึ้น u234 Th230 Ra226 Pb210 Pb206 กราฟจะพุ่งขึ้นทางด้าน pb210 ตามลำดับ
และจะค่อยๆลดลงแต่แท่งกราฟจะไม่สูงขึ้นจนสุด แต่ธาตุ Pb206 จะใม่ลง
เมื่อ เลือกPu2411 จะเห็นว่ามีธาตุ Pu241 Am241 Np237 U233 Th229 เมือกดปุ่ม Animate จะเห็นว่ามีการพุ่งขึ้นของกราฟทั้งหมดโดยเรียงตามลำดับ จากนั้นจะค่อยลดลงตามลำดับ
3  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: โครงการแมนแฮตตัน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:11:12 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา   น.  22.10ณ บ้านเลขที่ 231/135

พลังงานที่เปลี่ยนแปลงสามารถอธิบายได้ด้วยสมการ E = MC2 ของไอน์สไตน์ หมายถึงว่าที่ไอน์สไตน์ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้นั้นไม่ได้เป็นเรื่องเหลวไหล แต่เป็นกุญแจที่ไขไปสู่การปลดปล่อยขุมพลังอันมหาศาลที่มีอยู่ในอะตอม ให้เป็นพลังงานนิวเคลียร์
ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1921 หลังจากฮิตเลอร์เรืองอำนาจ ไอน์สไตน์ ก็ลี้ภัยจากเยอรมันไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา
4  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟิสิกส์นิวเคลียร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:08:55 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  22.08 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

สารกัมมันตภาพรังสี คือ ธาตุที่สามารถให้พลังงานออกมาในรูปแบบอนุภาค เช่น แอลฟา บีตาหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีแกมมา เกิดจากการที่มีนิวเคลียสของธาตุเหล่านี้อยู่ในสภาวะไม่เสถียรนิวเคลียสเหล่านี้จะปลดปล่อยพลังงานออกมาจึงกระทั่งนิวเคลียสเหล่านี้อยู่ในสภาวะเสถียร
 
5  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง ไอโซโทป เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:04:21 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา   22.03น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

อะตอมซึ่งเป็นองค์ประกอบของธาตุทุกชนิดนั้น    มิได้เป็นลูกทรงกลมเล็กๆ  แต่เป็นระบบที่ยุ่งยากกว่านั้นมากนักอะตอมประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ  คือ  โปรตอน  นิวตรอนและอิเลคตรอน ในอะตอมที่เบาที่สุด  คือ  อะตอมของไฮโดรเจน  ไม่มีนิวตรอนเลย  มีแต่โปรตอนและอิเลคตรอน  มวลของโปรตอนหนักกว่าอิเลคตรอน ประมาณ  1,837  เท่า  อิเลคตรอนโคจรไปรอบโปรตอนในทำนองเดียวกับดาวเคราะห์โครจรรอบดวงอาทิตย์  อะตอมของธาตุอื่นๆ  ก็มีโครงสร้างในทำนองเดียวกับอะตอมของไฮโดรเจน  แต่มีโปรตอนในแก่นกลาง หรือ “นิวเคลียส”  มากกว่า  และมีอิเลคตรอนหลายตัวโครจรอยู่โดยรอบ  นอกจากนั้นแล้ว  ยังมีนิวตรอนปนอยู่ในนิวเคลียสอีกด้วย
 
 
 
 
6  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: หญิงเหล็กกับเรเดียม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 09:58:26 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  21.57 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

มารี สโกล์ดอฟสกา เกิดในบ้านเลขที่ 16 ถนนเฟรตา กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ อาคารหลังนี้ ได้รับการบูรณะเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงผลงานและชีวิตของมารี กูรี มารี กูรี เป็นหนึ่งในคณะผู้บุกเบิกในการวิจัยเรื่องกัมมันตภาพรังสีเธอเป็นผู้ค้นพบ เรเดียม ซึ่งเปล่งกัมมันตภาพรังสีออกมาโดยธรรมชาติในขณะที่อะตอมแตกตัว เธอศึกษาค้นคว้าวิจัยในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักมหันตภัยของกัมมันตภาพรังสี ต้องดิ้นรนทำงานด้วยความขาดไร้ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสนับสนุน หรือการยอมรับนับถือจากสังคมรอบด้าน ทำงานหนักสายตัวแทบขาดทั้งๆที่ป่วยไข้ในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนไหนทานทนได้ และต้องฝืนกระแสความเชื่อประจำยุคนั้นที่ว่า ผู้หญิงไม่มีทางเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้  ในท้ายที่สุด มารีกูรี ก็ประกาศศักดิ์ศรีนักวิทยาศาสตร์ให้ผู้คนประจักษ์กันทั่วโลก
7  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: แบบจำลองอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 06:57:35 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  18.56 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

สรุปได้ว่า
หลักการของทอมสันคือ
1. อะตอมเป็นรูปทรงกลม ประกอบด้วยเนื้ออะตอมเป็นประจุบวกและมีอิเล็กตรอนเป็นประจุลบ กระจายอย่างสม่ำเสมอโดยปริมาณของประจุลบและบวกจะเท่ากัน
2. ทอมสันได้เสนอวิธีการจัดเรียงอะตอมให้มีความเสถียรมากที่สุด
หลักการทดลองของรัทเธอร์ฟอร์ด
1.อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมเป็นมุมใดๆ
2. อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมทุกทิศทางเท่ากัน
3. อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมเป็นมุมใดๆทั้งที่ส่วนใหญ่ผ่านเป็นแนวตรง
8  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: วีดีโอเรื่อง ต้นกำเนิดของแสงเลเซอร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 06:24:57 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  18.24 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1960 โดย ทีโอดอร์ ไมแมน (Theodore Maiman) ที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) ทุกวันนี้เลเซอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลายพันล้านดอนล่าร์ ผลผลิตจากงานวิจัยเลเซอร์ และกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย มีให้เห็นอย่างเช่น แผ่นดีวีดี แผ่นซีดี เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องอ่านบาร์โค้ด อุปกรณ์ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเลเซอร์มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ หรือแม้กระทั่งด้านการทหาร ก็เพราะว่าเลเซอร์สามารถควบคุมความยาวคลื่นตามที่ต้องการได้
9  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: เลเซอร์ลำแสงที่มีระเบียบ Laser ฟิสิกส์ 2000 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 05:51:41 pm
 นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  17.51 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

 แสงเลเซอร์   เป็นแสงที่มีระเบียบสูง   และเป็นแสงอาพันธ์   นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงเป็นได้ทั้งอนุภาคกับคลื่น   หรือเป็นได้ทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน  ถ้าเราสมมติว่าแสงเป็นอนุภาคเล็กๆ   ลำแสงเลเซอร์  ก็คือลำของอนุภาคขนาดจิ๋ว  ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างมีระเบียบ  หรือถ้าเราสมมติให้แสงเป็นคลื่น   ลำแสงเลเซอร์ก็คือ ลูกคลื่นที่มีความคลื่นเท่ากันทุกลูกคลื่น
        เมื่อแสงหรือโฟตอน กระทบเข้ากับอะตอม  จะทำให้อิเล็กตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียส  ยกระดับพลังงานสูงขึ้น  และเปลี่ยนวงโคจรเป็นวงโคจรระดับสูง  ซึ่งสภาวะนี้ เรียกว่า อะตอมถูกกระตุ้น (stimulated  atom)  เมื่อการกระตุ้นจากภายนอกหยุดลง  อิเล็กตรอนจะกลับเข้าลงสู่วงโคจรปกติ  และปลดปล่อยพลังงานหรือแสงออกมา ในทางฟิสิกส์   เราเชื่อได้ว่า แสงเป็นไปได้ทั้งอนุภาค และคลื่น  การอธิบายแบบอนุภาค  เราได้ทำไปแล้วตั้งแต่เบื้องต้น    แต่ถ้าแสงเป็นคลื่น  การอธิบายต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง  โดยที่คลื่นแสงเมื่อพุ่งเข้าชนกับอะตอมที่ถูกกระตุ้น  อะตอมจะปลดปล่อยพลังงานออกมาเสริมเข้ากับคลื่นที่พุ่งเข้าไป  ทำให้คลื่นที่ได้ออกมามีแอมพลิจูดสูงขึ้น  หรือทำให้พลังงานของคลื่นเพิ่มขึ้นนั่นเอง
        อะตอมที่ถูกกระตุ้นจะให้โฟตอนออกมา   และเมื่อให้ออกมาแล้วจะกลับเข้าสู่สถานะพลังงานต่ำ  รอการพุ่งเข้าชนของโฟตอน  ซึ่งจะถูกกระตุ้นใหม่  เป็นวัฏจักรตลอดเวลา   โฟตอนที่ได้ออกมาไปทำให้เกิดปฎิกิริยาลูกโซ่  กระตุ้นให้อะตอมอื่นปลดปล่อยโฟตอนออกมาอย่างต่อเนื่อง  แต่สังเกตเห็นว่า  โฟตอนที่ได้ออกมาข้างบนไม่มีระเบียบเลย การพุ่งออกมาอย่างไม่มีทิศทางนี้  ทำให้เราได้แสงเลเซอร์ที่มีพลังงานไม่มากพอ  นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้   ถ้าเราจะนำแสงเลเซอร์ไปใช้ประโยชน์   ลำแสงจะต้องพุ่งไปในทิศทางเดียว
        เราจะใช้เทคนิคพิเศษหนึ่ง  โดยการเพิ่มกระจกระหว่างอะตอม   เมื่อเราปั๊มพลังงานให้กับอะตอม  จะเกิดการกระตุ้นของอะตอมจำนวนมาก และได้โฟตอนออกมาจำนวนหนึ่ง  โฟตอนจะสะท้อนอยู่ระหว่างกระจก มีพลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อย รอจนมีพลังงานมากพอจึงพุ่งผ่านกระจกเป็นแสงเลเซอร์ออกมาใช้งาน    เราเคยกล่าวมาแล้วว่า แสงเป็นไปได้ทั้งอนุภาค  (particle)  และคลื่น  (wave)   ดังนั้นการอธิบายจึงทำได้ทั้งสองแบบ 

10  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: Niels Bohr เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 05:16:47 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  17.16 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

โดยบอร์ได้เริ่มการศึกษาค้นคว้าทดลองครั้งแรกในปี ค.ศ.1907 เกี่ยวกับเรื่องความตึงของผิวน้ำ และจากผลงานชิ้นนี้บอร์
ได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติเดนมาร์ก ต่อมาในปี ค.ศ.1911 เกี่ยวกับเรื่องอิเล็กตรอนของโลหะ เพื่อ
จัดทำเป็นวิทยานิพนธ์สำหรับรับปริญญาเอก ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชาฟิสิกส์สมใจ หลังจากที่
เขาได้รับปริญญาเอกแล้ว บอร์ได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ และได้พบกันเซอร์โจเซฟ จอห์น ทอมป์สัน (Sir Joseph John
Thompson) ทั้งสองยังได้ร่วมมือกันทำการทดลองค้นคว้าในห้องทดลองคาเวนดิช มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปีต่อมาเขาได้
ทำการทดลองค้นคว้าร่วมกับเออร์เนสรัทเธอร์ฟอร์ด ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ในเรื่ององค์ประกอบของอะตอม จำนวนโปรตอน
และอิเล็กตรอนในธาตุแต่ละชนิด และในตารางธาตุทั้งหมดแต่ละอะตอมจะมีจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสเท่ากับจำนวนอิเล็กตรอน
ที่วิ่งโดยรอบ และโปรตอนหนึ่งโปรตอนมีประจุไฟฟ้า ในธาตุในก็ตามแกนกลางของธาตุยังมีจำนวนโปรตอนเหมือนกันทั้งสิ้น และ
จำนวนอะตอมเหล่านี้ เรียกว่า "จำนวนอะตอมของธาตุ" และธาตุที่มีจำนวนอะตอมมากที่สุด คือ ธาตุยูเรเนียม
11  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: การทดลองเสมือน เรื่อง การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 04:35:38 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  16.35 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135


ใช้ หลักอาฟบาว (Aufbau principle) ในจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1.ใช้หลักของเพาลี ในการบรรจุอิเล็กตรอน คือ ในแต่ละออร์บิทัลจะบรรจุอิเล็กตรอนได้อย่างมากที่สุด 2 ตัว (มีสปินต่างกัน) ใช้เครื่องหมาย  แทนอิเล็กตรอนที่มีสปินขึ้น (spin up)
2.บรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานต่ำสุดที่ยังว่างก่อน (เรียงลำดับออร์บิทัลตามลูกศรในรูป) จนครบจำนวนอิเล็กตรอนทั้งหมดในอะตอมนั้น การจัดเรียงอิเล็กตรอนแบบนี้จะทำให้อะตอมมีสถานะเสถียรที่สุดเพราะพลังงานรวมทั้งหมดของอะตอมมีค่าต่ำสุด
3.การบรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานเท่ากันเช่นออร์บิทัล d จะใช้ กฎของฮุนด์ (Hund's rule) คือ"การบรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานเท่ากัน จะบรรจุในลักษณะที่ทำให้มีอิเล็กตรอนเดี่ยวมากที่สุด"
4.การบรรจุอิเล็กตรอนที่ทุกๆออร์บิทัล มีระดับพลังงานเป็น degenerate (ระดับพลังงานเท่ากัน) ทุกออร์บิทัลอาจมีอิเล็กตรอนอยู่เต็ม (2 อิเล็กตรอนต่อ 1 ออร์บิทัล) หรือมีอิเล็กตรอนอยู่เพียงครึ่งเดียว (1 อิเล็กตรอนต่อ 1 ออร์บิทัล)
12  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง โครงสร้างอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 04:02:36 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  16.02 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

หลักการของบอห์ร ที่สะท้อนมโนภาพนี้อย่างชัดเจนคือ ทฤษฎีความคล้องจอง (Correspondence Theory) และการเติมเต็ม (Principle of Complementarity)
ซึ่งทั้งคู่เน้นความคล้ายกันแม้จะอยู่ใต้ความแตกต่างกัน นีลส์ บอห์ร เข้าใจมโนภาพของความกำกวม ณ ระดับลึกซึ้งที่สุด และงานของเขานี้ได้ค้นหาทางแก้ไขความกำกวมนี้
ไปสู่ความกลมกลืนกันได้อย่างยิ่งใหญ่จากวัยเด็กที่ดูเหมือนบอห์รจะมีบุคลิกภาพขัดแย้งกับความเป็นอัจฉริยะของตนเอง ภาพวัยรุ่นตัวใหญ่ขี้อายใส่เสื้อลงแป้งแข็ง แก้มย้อย
 ริมฝีปากหนา ท่าทางออกจะซุ่มซ่าม ไม่ได้บ่งบอกถึงความฉลาดเฉลียว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันสมองของเขาจะถูกเก็บกัก การเติบโตพร้อมกับน้องชายที่ดูจะมีอะไรดีกว่าเขาทั้งหมด
 ไม่ได้สร้างปมในใจเขาเลยสักนิด กลับผลักดันให้เขาสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เสียอีก การถูกเลี้ยงดูในครอบครัวของนักการศึกษามีส่วนให้บอห์รคิดเป็นอย่างมาก ที่บ้านของเขาทุกครั้งที่มี
การถกเถียงทางวิชาการหลังมื้ออาหาร ทั้งสองพี่น้องบอห์รจะถูกบังคับให้นั่งฟังเงียบ อยู่ร่วมฟังแต่ห้ามออกเสียงไม่ว่าจะถาม หรือแสดงความคิดเห็น นี่คือแรงผลักอีกประการ
ที่ทำให้บอห์รผู้พี่ต้องเป็นนักคิด ด้วยลักษณะที่ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง ทุกครั้งที่ทำการทดลอง นีลส์ บอห์ร มักทำหลอดแก้ว เครื่องมือทดลองทั้งหลายแตกหักอยู่เสมอ
 และนี่นับเป็นประการหนึ่งในปัจจัยที่บอห์รสร้างทฤษฎีควอนตัมได้จากความขัดแย้งและกำกวม
13  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: แมกซ์ แพลงค : Max Planck เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 12:44:15 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  12.43 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

ปี ค.ศ.1900 แพลงคได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเทอร์โมไดนามิค (Thermo dynamic) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับ
มอบปริญญาเอก ต่อจากนั้นเขาได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการแผ่รังสีของวัตถุ แพลงคพบว่าเมื่อวัตถุมีอุณหภูมิสูงขึ้นมักจะเปลี่ยนสี
เช่น เมื่อโลหะได้รับความร้อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เพราะฉะนั้นเมื่อวัตถุถูกทำให้ร้อนขึ้นย่อมแผ่รังสีความร้อนออกไป แพลงคได้ทำ
การทดลองต่อไป เพื่อค้นหาลักษณะของรังสีที่แผ่ออกมา แพลงคพบว่ารังสีจะแผ่ออกมาเป็นระยะ ๆ และเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่เรียก
ว่า ควอนตัม ไม่ได้ปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาเขาได้ตั้งชื่อทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีควอนตัม เขาได้นำผลงานเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม
เสนอต่อสมาคมฟิสิกส์แห่งเบอร์ลิน เมื่อทฤษฎีของเขาเผยแพร่ออกไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าไรนัก จนกระทั่งปี ค.ศ.1906
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้นำทฤษฎีของแพลงคมาอธิบายประกอบกับทฤษฎีโฟโตอิเล็กทริค เอฟเฟค (Photoelectric Effect) และ
ในปี ค.ศ.1913 นีลส์ บอร์ ได้นำทฤษฎีนี้มาอธิบายประกอบทฤษฎีอะตอมของเขา และจากการค้นพบทฤษฎีควอนตัม ในปี ค.ศ.1918
แพลงคได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น ราชบัณฑิตยสภา
(Royal Institute) และสมาคมฟิสิกส์แห่งสหรัฐอเมริกา
14  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: แผ่นใสเรื่อง ทฤษฎีควอนตัม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 12:22:11 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  12.21 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

ในค.ศ.1900 Max Planck ศึกษารังสีที่ปล่อยจากของแข็งที่ร้อน พบว่า อะตอม/โมเลกุลจะคาย/ดูดกลืนพลังงานเพียงบางค่าเท่านั้น พลังงานน้อยที่สุดที่อะตอม/ โมเลกุลคาย/ดูดกลืน ในรูปของรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า เรียกว่า ควอนตัม (Quantum)
ทฤษฎีควอนตัมของพลังค์ อะตอมดูดกลืนพลังงานเท่ากับผลคูณของเลขจำนวนเต็มบางค่ากับ hV (hV , 2 hV, 3 hV,... )
E =  hV
15  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือน ฟิสิกส์ 2000 เรื่อง พฤติกรรมประหลาดทางควอนตัม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 11:11:52 am
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  11.11 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

เรื่องพฤติกรรมประหลาดของควอนตัม
วัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ จนถึงระดับโมเลกุล และอะตอม  มันมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับวัตถุทีมีขนาดใหญ่ทั่วไป และเรียกมันว่า ควอนตัมสามารถรวมคลื่น 2  กระบวนให้มีแอมพลิจูดเพิ่มขึ้นได้ ถ้ายอดคลื่นของกระบวนหนึ่งรวมกับยอดคลื่นของอีกกระบวนหนึ่ง  หรือท้องคลื่นกระบวนหนึ่งรวมกับท้องคลื่นของอีกกระบวนหนึ่งก็ได้
เรื่องทดลองช่องแคบคู่
คลื่นแสงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าคลื่นน้ำมากเราจึงไม่เห็นการกระเพื่อมขึ้นลงเหมือนกับคลื่นน้ำ แต่จะเห็นเป็นริ้วรอยมืดและสว่าง ซึ่งก็คือการแทรกสอดแบบเสริมและหักล้างไปปรากฏบนฉากแทน
เรื่องแทรกสอดของอนุภาค
ถ้าปืนกลส่ายไปมา  ลูกกระสุนก็วิ่งผ่านช่องแคบกระจายออกเป็น 2  บริเวณ กระสุนที่วิ่งเข้าไปในช่องที่หนึ่ง ไปชนกับกระสุนที่วิ่งเข้ามาที่ช่องสอง   และทำให้กระสุนกระเด็นออกไป  เกิดเป็นช่องว่างขึ้น  กำแพงบริเวณนั้นก็ไม่มีรอยกระสุน
16  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือน เรื่อง Frank-hertz เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:46:20 am
เมื่ออิเล็กตรอนถูกปล่อยออกมาจากไส้หลอดที่ร้อน F จะเคลื่อนที่ไปยังแผ่น P ระหว่าง F และ P มีกริด G กั้นอยู่ อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่จาก F ไป G จะถูกเร่งด้วยความต่างศักย์ V0 แต่เมื่อเคลื่อนที่จาก G ไป P มีศักย์หน่วง (retarding potential) Vr ซึ่งมีค่าเพียงเล็กน้อย อิเล็กตรอนเคลื่อนที่จาก F ไป P ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหล Ip วัดได้ด้วย
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  10.45 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

แอมมิเตอร์ A
 ความเร็วของอิเล็กตรอนหลังจากถูกปล่อยออกมาจาก F และเคลื่อนที่มาถึง G คือ
เมื่อ  มีค่าเพิ่มขึ้นความเร็วของอิเล็กตรอนมากขึ้นด้วย ในขณะที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่จาก F ไปยัง P จะมีการชนกับอะตอมของธาตุที่อยู่ในสภาพเป็นไอ ซึ่งบรรจุไว้ในหลอดทดลอง ถ้าความเร็วของอิเล็กตรอนต่ำ การชนกันจะไม่สามารถกระตุ้นอะตอมได้ และอิเล็กตรอนเพียงแต่เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่มาถึง G จึงมีพลังงานเหลือมากพอที่จะผ่านศักย์หน่วง Vr ไปยัง P ได้ เมื่อ  เพิ่มขึ้น อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปถึง P ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มกระแส Ip ดังแสดงในรูป 8 และต่อมาเพื่อเพิ่ม  จนกระทั่งถึงค่าหนึ่ง อิเล็กตรอนมีพลังงานมากพอที่จะชนกับอะตอมแล้วอะตอมถูกกระตุ้นในกรณีนี้อิเล็กตรอนจะสูญเสียพลังงานเกือบทั้งหมด เมื่ออิเล็กตรอนเหล่านี้เคลื่อนที่ไปถึง G แล้วจะไม่มีพลังงานพอที่จะผ่านศักย์หน่วง Vr ดังนั้นกระแสจะลดลงอย่างรวดเร็ว และต่อมาเมื่อ  เพิ่มขึ้นอีก กระแส Ip จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

          รูปล่าง เป็นกราฟระหว่าง Ip กับ  สำหรับปรอท ผลต่างระหว่างสถานะกระตุ้นสถานะแรกของปรอทกับสถานะพื้นคือ 4.9 eV ดังนั้นกรณีปรอทเราสามารถคาดคะเนได้ว่ายอดแหลมของกระแส Ip อยู่ที่ 4.9 โวลต์ 2 x 4.9 = 9.8 โวลต์ 3 x 4.9 = 14.7 โวลต์ เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่าตรงกับผลการทดลองของ แฟรงค์และเฮิรตซ์ ดังแสดงในรูป ความต่างศักย์ที่คล้องจองกับยอดแหลมของกระแสเรียกว่าศักย์การกระตุ้น (excitation potential)

17  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: 100 ปี ทฤษฎี ควอนตัม กำเนิด พัฒนาการ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:00:49 am
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 10/2/54 เวลา  10.00 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

ในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1900 แมกซ์ แพลงค์ ได้ทำให้วงการฟิสิกส์ตื่นตะลึง ด้วยการเสนอสมมติฐานที่แหวกแนว 2 ข้อว่า
      1. อะตอมหรือตัวสั่นที่ผนังภายในของกล่อง สามารถสั่นได้ที่เฉพาะบางค่าของพลังงาน E เท่านั้น ตามความสัมพันธ์ E=nhf โดยที่ f คือ ความถี่ของตัวสั่นหรืออะตอมที่ผนัง, h เป็นค่าคงที่ของแพลงค์ เท่ากับ 6.6262 *10-34 J.sec และ n เป็นจำนวนเต็ม (ซึ่งต่อมาเรียกว่า เลขควอนตัม หรือ quantum number)
      2. พลังงานที่ตัวสั่นส่งออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีได้เฉพาะบางค่าเมื่อตัวสั่นลดพลังงานจากค่าn อีกค่าหนึ่ง( ที่น้อยกว่า )นั่นคือ พลังงานที่คลื่นสามารถแลกเปลี่ยนกับผนังได้ เท่ากับ E = (n) hf โดยที่n = nl - n2 และ nl มากกว่า n2 แต่ตัวแพลงค์เอก็ยังมีความขัดข้องใจ คือ แม้ว่าผลการทำนายจากสมมติฐาน ของเขาจะสอดรับกับผลการทดลองอย่าง งดงาม แต่ (ในยุคนั้น) เหตุผลที่ให้ไว้นั้นรับได้ยากเสียจริงๆ แพลงค์ยังได้กล่าวในภายหลังว่าสมมติฐานที่เขาเสนอไปนั้นเป็น " การกระทำเนื่องจากจนตรอกแล้ว "

18  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง ปรากฎการณ์คอมป์ตัน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 07:47:20 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา  19.46 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (The compton effect)
E  =   พลังงานจลน์รวมเริ่มต้นของโฟตอนก่อนชน  หน่วยเป็น  Kev
E'  =   พลังงานจลน์ของโฟตอน ที่กระเจิง  หน่วยเป็น  Kev
h  =   6.62  x  10-34    จูล.วินาที
c  =   3  x 108   เมตร/วินาที่
Theta  =   มุมที่โฟตอนกระเจิง
     ปรากฏการณ์คอมป์ตันเป็นหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นธรรมชาติของคลื่นแม่ไฟฟ้าว่า มีลักษณะเป็นอนุภาค ทั้งนี้คอมป์ตัน(A.H. Compton) ได้ศึกษาการกระเจิงของรังสีเอกซ์ โดยรังสีเอกซ์ทำอันตรกิริยากับอนุภาคเป้าแล้วเกิดการเบนของรังสีเอกซ์ หรือบางกรณีนอกจากการเบนรังสีแล้วความยาวคลื่นยังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย กระบวนการนี้เรียนว่า การจระเจิง(scattering)
19  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง การแผ่รังสีของวัตถุดำ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 07:22:38 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา  19.21 น.  ณ บ้านเลขที่ 231/135

กฎของสตีฟาน พลังงานต่อหน่วยหน่วยปริมาตรของทุกๆความถี่ที่แผ่ออกมาวัตถุดำ จะแปรผกผันตรงกับกำลังสี่ของอุณหภูมิ
U = eซิกม่าร์T^4
เมื่อซิกม่าร์ คือ ค่าคงที่ของสตีฟาน = 5.67x10^-18 (v/m^2 k^4)
e คือ ความสามารถในการแผ่รังสี ถ้าเป็นวัตถุดำจะมีค่าเท่ากับ 1
กฎของวีน วัตถุทุกชิ้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าองศาสมบูรณ์จะมีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเสมอ เมื่อวัตถุมีอุณหภูมิต่ำรังสีส่วนใหญ่ที่แผ่ออกมามีความถี่ อยู่ในย่านที่มนุษย์มองไม่เห็น
20  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การเคลื่อนย้ายมนุษย์ (Teleportation) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 07:06:59 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา19.06 น. ณ บ้านเลขที่ 231/135

เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ทำให้มวลที่จุดเริ่มต้นแตกสลายกลายเป็นอะตอมและพลังงาน  โดยเก็บข้อมูลทุกๆตำแหน่งของอะตอม   และส่งผ่าน ทางสายไฟ สายไฟเบอร์ออฟติก  หรือไม่ต้องใช้สาย  เป็นต้น   เมื่อถึงตำแหน่งที่ต้องการ  อะตอมก็จะจัดเรียงและก่อตัวขึ้น เหมือนกับต้นทางทุกประการ

     แนวคิด เทเลพอเทชั่น  เริ่มตั้งแต่ปี  ปี ค.ศ. 1966 -69  ปรากฎอยู่ในภาพยนต์วิทยาศาสตร์เรื่อง  สตาร์เทค (Star-Trek)  ประพันธ์โดย นาย  Gene  Roddenberr)  เราจะได้เห็นกัปตัน Kirk  ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เดินเข้าไปในห้องแก้ว  และกดปุ่ม เขาจะหายไป  และปรากฎอยู่ ณ ดาวแห่งหนึ่งที่ไกลจากเดิมนับพันปีแสง 

     ในปี  1993   แนวคิดของเทเลพอเทชั่น  เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น  เมื่อนักฟิสิกส์  คือ นาย  Charles Bennett  แถลงข่าวพร้อมกับทีมงานวิจัยของ ไอบีเอ็ม  ยืนยันว่า   ควอนตัมเทเลพอเทชั่น  (Quantum Teleportation)   เป็นความจริง  โดยพวกเขาทดลองเคลื่อนย้ายโฟตอนสำเร็จ   อย่างไรก็ตามคนที่พิสูจน์ความจริงนี้กับไม่ใช่พวกเขา

21  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 06:14:25 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา18.14 pm. ณ บ้านเลขที่ 231/135

เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของวงการฟิสิกส์โลก เขาได้รับรางวัลโนเบล สายฟิสิกส์ ประจำปี ค.ศ.1932 ขณะมีอายุเพียง 31 ปี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "The Uncertainty Principle" หรือ หลักความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญหลักการหนึ่งของทฤษฎีควอนตัม และเป็นส่วนที่ทำให้ไอน์สไตน์ ไม่สู้จะสบายใจ เพราะไอน์สไตน์ไม่ชอบความไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการรวมแรงพื้นฐาน 4 ชนิด เข้าด้วยกัน

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของเยอรมนี และการดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของไฮเซนเบิร์กนี้เอง ที่ไปกระตุ้นให้เกิดโครงการสร้างระเบิดอะตอม (คือ โครงการ แมนฮัตตัน) ของประเทศฝ่ายสัมพันธ มิตร จนกระทั่งระเบิดอะตอมถูกสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ ถึงแม้จะปรากฏเป็นความจริงภายหลังสงครามว่า ไฮเซนเบิร์ก มิได้มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง ที่จะเร่งสร้างระเบิดอะตอม ของฝ่ายนาซีเยอรมันให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว

22  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 05:52:09 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา17.52 pm. ณ บ้านเลขที่ 231/135

เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ เป็นชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 12 เดือนสิงหาคม ค.ศ.1887 ที่กรุงเวียนนา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 เดือน มกราคม ค.ศ.1961 ที่บ้านเกิด คือกรุงเวียนนา) มีชีวิตที่ค่อนข้างจะโลดโผน เคยออกสนามรบแนวหน้าระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ลี้ภัยจากนาซีเยอรมันในระหว่างการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ทั้งที่ตนเองไม่ใช่ยิว แต่มีจุดยืนแสดงออกชัดเจนต่อต้านนาซีเยอรมัน โดยความช่วยเหลือของนายกรัฐมนตรีของประเทศไอร์แลนด์ คือ อีมอน เดอ วาเลอรา (Eamon De Valera) ทว่าในบั้นปลายของชีวิต เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ก็เดินทางกลับไปทำหน้าที่นักฟิสิกส์คนสำคัญของออสเตรียในประเทศออสเตรีย จนกระทั่งถึงลมหายใจสุดท้าย

เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ ได้รับรางวัลโนเบลประจำ ปี ค.ศ.1933 (ร่วมกับ พอล ดิแรก) สำหรับผลงานเกี่ยวกับทฤษฎีอะตอมและกลศาสตร์ควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาสมการคลื่นของกลศาสตร์ควอนตัมหรือสมการคลื่นของชโรดิงเจอร์นั่นเอง
 
 
 
 
23  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง Photoelectric effect เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2011, 05:36:18 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา  รหัส 115330411011-3 sec.4  วิศวกรรมโยธา วันที 9/2/54 เวลา17.35 pm. ณ บ้านเลขที่ 231/135

ปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กตรอน ค.ศ.1887 เฮิร์ซได้ทดลองฉายรังสีอุลตราไวโอเลตไปกระทบบนผิวดลหะ พบว่าเกิดอิเล็กตรอนอิสระที่โลหะนั้น เรียกอิเล็กตรอนนี้ว่า โฟโตอิเล็กตรอน เมื่อเฮร์เปลี่ยนความถี่ของแสงที่ฉายตกกระทบบนโลหะพบว่ เมื่อลดความถี่ของรังสีให้น้อยลงถึงค่าๆหึ่งซึ่งพอดีที่จะทำให้อิเล็กตรอนในอะตอมหลุดเป็นอิสระได้ ถ้าความถี่น้อยกว่าค่าค่านี้จะไม่เกิดโฟโตอิเล็กตรอนขึ้น ความถี่นี้เรียกว่า ความถี่ขีดเริ่ม
24  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: วีดีโอทฤษฎีสัมพัทธภาพ 1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 07:36:37 pm
พสิษฐ์ แดงอาสา รหัส 115330411011-3 sec.4 วิศวกรรมโยธา ณ บ้านเลขที่ 231/135

ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นกลุ่มของทฤษฎีทางฟิสิกส์ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
ทฤษฎีทั้งสองนี้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้อธิบายข้อเท็จจริงที่ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นไม่ได้ประพฤติตนตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่โดยไม่ขึ้นกับการเคลื่อนที่ของผู้สังเกต แนวคิดหลักของทั้ง 2 ทฤษฎีนี้ คือ
แม้ผู้สังเกตสองคนที่กำลังเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันนั้นอาจจะตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของเวลาและตำแหน่งได้ต่างกันสำหรับเหตุการณ์หนึ่งๆ
แต่ทั้งสองจะยังคงสังเกตเห็นเนื้อหาของกฎทางฟิสิกส์ที่เหมือนกัน


25  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: แผ่นใสทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อ.ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 07:30:59 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา รหัส 115330411011-3  sec.4 วิศวกรรมโยธา   ณ บ้านเลขที่ 231/135

เวลาตามแนวคิดของนิวตัน
1.เวลาและตำแหน่งเป็นฉากหลัง
2.เวลาเป็นอิสระจากทุกสิ่ง
3.เวลาสัมบูรณ์
เวลาตามแนวคิดของไอน์สไตน์
1.สิ่งที่เรียงลำดับเหตุการณ์
2.เวลาอันเป็นจิตวิสัย
3.สิ่งที่วัดได้โดยใช้นาฬิกา
4.ไม่ยอมรับเรื่องเวลาสัมบูรณ์
สัมพันธภาพของกาลิเลโอ
 กฎทางฟิสิกส์จะเหมือนกันสำหรับผู้สังเกต 2 คนที่เคลื่อนที่สัมพันธกันด้วยความเร็วคงที่
สิ่งที่ควรทราบ
ในสัมพัธภาพแบบกาลิเลโอ ซึ่งรวมถึงในกลศาสตร์ของนิวตัน เราจะถือว่า เวลาจะมีค่าเท่ากัน และเดินด้วยอัตราที่เท่ากันหมด ในทุกๆผู้สังเกตซึ่งเราอาจบอกว่า เวลาเป็นสิ่ง สมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นปริมาณสัมพัทธ์
26  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: การทดลองของทอมกับเจน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 06:53:26 pm
นายพสิษฐ์  แดงอาสา   สาขาวิศวกรรมโยธา sec.04  สถานที่ บ้านเลขที่ 231/135


1.เมื่อเปลี่ยนความเร็วของยานอวกาศ
 -จะเห็นว่ายานอวกาศมีความเร็วมากขึ้นเท่าใดอายุของเจนและทอมก็ยิ่งมีอายุต่างกันมากขึ้นโดยเจนจะมีอายุน้อยกว่าทอมเมื่อกลับลงสู่พื้นโลก
 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราความเร็วของยานอวกาศด้วย
2.ส่งยานอวกาศไปยังดวงดาว 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ใกล้ แห่งทีสองอยู่ไกล ด้วยความเร็วที่เท่ากัน
-จากการทดลองในความเร็วที่เท่ากันจะได้ว่า ดวงดาวที่อยู่ใกล้อายุของเจนและทอมจะมีความต่างกันไม่มากนัก แต่ถ้าเราไปยังดวงดาวที่อยู่ไกล
 อายุของเจนและทอมก็ยิ่งมีความแตกต่างกันมากขึ้นโดยเจนจะมีอายุน้อยกว่าทอมเมื่อกลับลงสู่พื้นโลก แสดงให้เห็นว่าระยะทางมีส่วนที่ทำให้อายุ
 ของเจนและทอมแตกต่างกันแน่นอน
3.ถ้าคุณตั้งอายุเริ่มต้นของเจนและทอมให้เท่ากัน คุณจะต้องตั้งความเร็วและระยะทางอย่างไร ให้ทอมกับเจนมีอายุใกล้เคียงกันเมื่อยานอวกาศกลับถีงพื้นโลก
-จากการทดลดงที่จะทำให้อายุของทั้งสองคนใกล้เคียงที่สุดก็คือ ต้องลดอัตราความเร็วของยานอวกาศให้น้อยที่สุด และไปยังดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด จึงจะทำให้
 อายุของทั้งสองมีความใกล้เคียงกันมากที่สุด
27  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: ทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อ.สุวิทย์ ชวเดช เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 06:33:40 pm
นาย พสิษฐ์ แดงอาสา  รหัสนักศึกษา 115310903011-3 ภาควิศวกรรมโยธา ณ บ้านเลขที่ 231/135

อัตราเร็วแสงมีค่ามากกว่าอัตราเร้วของเสียงอย่างมากมาย
-เดส์การ์ตส์ คิดว่าแสงมีค่ามีอัตราเร็วมากมายอย่างไม่สิ้นสุดหรืออนันต์
-กาลิเลโอ และบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสมัยเดียวกันกับเขาต่างก็คิดกันว่า แสงมีอัตราเร็วจำกัดค่าหนึ่ง
คุณสมบัติของแสง
-อัตราเร็วของแสง186000ไมล์ต่อวินาที ในเวลา1วินาที แสงสามารถเดินทางได้ระยะเท่ากับระยะทางรอบโลกโดยรวมประมาณ7รอบหรือแสงสามารถเดินทางได้ระยะเท่ากับระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ประมาณ93ล้านไมล์ในเวลา8นาที
-แสงเป็นคลื่นเดียวกับคลื่นวิทยุ คลื่นอินฟราเรด ซึ่งเราเรียกคลื่นแบบนี้ทั้งหมดว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
การทดลองของไมเคิลสันและมอร์ลีย์
1.คลื่นจากแหล่งกำเนิดเดินทางกระทบกับกระจกเงากึ่งทะลุ
2.แสงaที่ทะลุผ่านในข้อ1.จะเดินผ่านไปกระทบกับกระจกเงาธรรมดาA ในขณะเดียวกันแสงbที่สะท้อนจากกระจกเงาในข้อ1.จะเดินไปกระทบกับกระจกเงาธรรมดาB โดยแสงทั้งสองส่วนนี้เทียบกับเครื่องบินลำAและB
28  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: ฟิสิกส์ของกาลเวลา เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 05:06:33 pm
นายพสิษฐ์ แดงาสา   รหัส 115330411011-3   sec.4 วิศวกรรมโยธา   ณ บ้านเลขที่ 231/135
เวลาตามแนวคิดของนิวตัน
1.เวลาและตำแหน่งเป็นฉากหลัง
2.เวลาเป็นอิสระจากทุกสิ่ง
3.เวลาสัมบูรณ์
เวลาตามแนวคิดของไอน์สไตน์
1.สิ่งที่เรียงลำดับเหตุการณ์
2.เวลาอันเป็นจิตวิสัย
3.สิ่งที่วัดได้โดยใช้นาฬิกา
4.ไม่ยอมรับเรื่องเวลาสัมบูรณ์
29  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: การทดลองของ (Michelson-Morley Experiment) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 04:47:01 pm
พสิษฐ์   แดงอาสา  รหัส 115330411011-3  sec.4 วิศวกรรมโยธา ณ บ้านเลขที่ 231/135

 ลำแสงที่สะท้อนจากกระจก M1 ผ่านกระจกแยก BS และทะลุผ่านไปยังฉาก S ส่วนลำแสงที่สะท้อนจากกระจก M2 ไปที่กระจกแยก BS และสะท้อนไปที่ฉาก S เกิดการแทรกสอดเป็นริ้วรอยมืดสว่างบนฉาก S เลนส์ DL ช่วยขยายริ้วรอยแทรกสอดให้มีขนาดใหญ่
เนื่องจากเป็นเครื่องมือวัดละเอียด อุปกรณ์ทั้งหมดต้องอยู่ในระดับ จึงจะเกิดริ้วรอยแทรกสอดดังรูปได้ ถ้าคุณจับโต๊ะ จะทำให้โต๊ะเกิดการสั่นสะเทือน แม้เพียงเล็กน้อยโดยคุณไม่สามารถสังเกตเห็น ริ้วรอยแทรกสอดจะสั่นสะเทือนให้เห็นอย่างชัดเจน ดังนั้นเครื่องมือนี้จึงมีความไวมากในการวัดความสั่นสะเทือน
 สิ่งที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน มีหลายอย่างดังเช่น รถวิ่งผ่าน คนเดินผ่าน จานตกแตก หรือแม้แต่ลิฟท์ในตึกที่เคลื่อนที่ขึ้นและลง อุปกรณ์นี้ตรวจจับได้ทั้งสิ้น
ถ้าคุณกำลังทดลองอยู่ และเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ แรงสั่นสะเทือนของลม ทำให้ริ้วเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแม้เพียงเล็กน้อย เช่นความร้อนจากมือ ทำให้ริ้วเคลื่อนไหวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามให้คุณไขน๊อตของอุปกรณ์กับโต๊ะให้แน่น ผลของอุณหภูมิจะลดลง
30  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: ไอน์สไตน์อธิบายความสัมพันธ์ของมวลกับพลังงาน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 04:18:31 pm
นายพสิษฐื แดงอาสา   คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา รหัส115330411011-3 sec 04  สถานที่ บ้านเลขที่ 231/135
 "It followed from the special theory of relativity that mass and energy are both but different manifestations of the same thing a somewhat unfamilar conception for the average mind. Furthermore, the equation E is equal to m c-squared, in which energy is put equal to mass, multiplied by the square of the velocity of light, showed that very small amounts of mass may be converted into a very large amount of energy and vice versa. The mass and energy were in fact equivalent, according to the formula mentioned before. This was demonstrated by Cockcroft and Walton in 1932, experimentally."
แปลได้ว่า เป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่มวลและพลังงานทั้งคู่อยู่ในสิ่งเดียวกัน แต่แสดงออกแตกต่างกันออกไป นั บเป็นแนวคิดที่ไม่คุ้นเคยสำหรับสติปัญญาในระดับธรรมดา ยิ่งกว่านั้นสมการ E เท่ากับ MC ยกกำลังสอง ในพลังงานนั้นทำให้เท่ากับมวล แล้วคูณด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง แสดงให้เห็นถึงมวลจำนวนเล็กๆ อาจจะเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลได้ หรือในทางกลับกันพลังงานมหาศาลก็เปลี่ยนเป็นมวลเพียงเล็กน้อยได้เช่นกัน มวลและพลังงานมีความสมมูล (มีค่าเท่ากัน) ตามสูตรที่อ้างถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งค็อกครอฟท์กับวอลตันเคยทำการทดลองเร่งอนุภาคไว้เมื่อปี 1932
หน้า: [1] 2 3 4
Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.377 วินาที กับ 20 คำสั่ง