RmutPhysics.com
กุมภาพันธ์ 25, 2021, 12:49:12 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 5
1  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: ทดสอบออนไลน์เรื่องระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 04:02:42 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 16.02 น. สรุปได้ว่า
ทำ 5 ข้อ ทำได้ 1 ข้อ
2  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: นิวเคลียร์และการใช้ประโยชน์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 03:55:38 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 15.55 น. สรุปได้ว่า
1    กิจการอุตสาหกรรม
การใช้วัสดุกัมมันตรังสี และเทคนิคทางรังสีในทางอุตสาหกรรม ซึ่งเรียกว่า เทคนิคเชิง
2  ด้านการแพทย์และอนามัย
เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear medicine) คือการนำเอาสารรังสีหรือ รังสีมาใช้ในการตรวจ การรักษา และด้านการค้นคว้าศึกษาการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายเพื่อช่วยในการตรวจวิเคราะห์หรือรักษาโรค บรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย และย่นระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล ตัวอย่างบางส่วนของการใช้สารรังสี หรือรังสีด้านการแพทย์
3 ด้านการเกษตร ชีววิทยา และ อาหาร
ประเทศไทยมีการเกษตรเป็นอาชีพหลักของประชากร โครงการใช้นิวเคลียร์เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมกิจการเกษตร เป็นต้นว่าการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มคุณภาพ ของผลิตผลซึ่งกำลังแพร่ขยายออกไปสู่ชนบทมากขึ้น
3  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: หญิงเหล็กกับเรเดียม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 03:36:50 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 15.36 น. สรุปได้ว่า
เด็กหญิงมาเรีย ซาโลมี สโกล์ดอฟสกาถือกำเนิดบนถนนเฟรตา ในกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ บิดามารดาของเธอเป็นครู ทั้งคู่มีลูกอยู่ 4คน คือ โซเฟีย โบรนิสลาวา    ( โบรเนีย)  เฮเลนา และบุตรชาย โจเซ็ฟ  มารี สโกล์ดอฟสกา เกิดในบ้านเลขที่ 16 ถนนเฟรตา กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ อาคารหลังนี้ ได้รับการบูรณะเพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงผลงานและชีวิตของมารี กูรี มารี กูรี เป็นหนึ่งในคณะผู้บุกเบิกในการวิจัยเรื่องกัมมันตภาพรังสีเธอเป็นผู้ค้นพบเรเดียม ซึ่งเปล่งกัมมันตภาพรังสีออกมาโดยธรรมชาติในขณะที่อะตอมแตกตัว เธอศึกษาค้นคว้าวิจัยในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักมหันตภัยของกัมมันตภาพรังสี ต้องดิ้นรนทำงานด้วยความขาดไร้ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสนับสนุน หรือการยอมรับนับถือจากสังคมรอบด้าน ทำงานหนักสายตัวแทบขาดทั้งๆที่ป่วยไข้ในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนไหนทานทนได้ และต้องฝืนกระแสความเชื่อประจำยุคนั้นที่ว่า ผู้หญิงไม่มีทางเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้  ในท้ายที่สุด มารีกูรี ก็ประกาศศักดิ์ศรีนักวิทยาศาสตร์ให้ผู้คนประจักษ์กันทั่วโลก เธอได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง เธอรณรงค์หาทุนเพื่องานวิจัยทิ้งไว้ให้เป็นมรดกคนรุ่นหลัง ผลงานวิจัยของมารี กูรี และคณะ ไขปริศนาดำมืดเรื่อง อะตอมและกัมมันตภาพรังสี จนส่งแสงเรืองรองให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
4  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: โครงการแมนแฮตตัน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 03:24:01 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 15.24 น. สรุปได้ว่า
ทฤษฎีที่เกี่ยวกับอะตอมรูปธรรมแรกสุด คือทฤษฎีอะตอมของดาลตัน โดยกล่าวไว้เพียงว่า อะตอมคือหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร
เจ.เจ.ทอมป์สัน ได้ค้นพบอนุภาคอิเล็กตรอนที่เป็นส่วนประกอบของอะตอมได้เป็นครั้งแรก
ต่อมาอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะขึ้น คือสมการ E = MC-squared ความหมายของสมการนี้อธิบายได้ว่า มวลสารและพลังงานมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และที่สภาพเหมาะสมมวลสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานอันมหาศาลได้
ต่อมา เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด ได้นำผลงานการค้นพบของ ทอมป์สัน ไปค้นคว้าต่อ และเสนอแบบจำลองของอะตอมขึ้นว่า อะตอมประกอบด้วย อิเล็กตรอน ซึ่งมีประจุลบโคจรรอบนิวเคลียสที่มีประจุบวก เหมือนกับดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง
นิลส์ บอร์ ปรับปรุงทฤษฎีของ รัทเทอร์ฟอร์ด ให้สมบรูณ์ขึ้น โดยบอร์ได้ค้นพบว่า อิเล็กตรอน ไม่ได้โคจรรอบนิวเคลียสในลักษณะที่มีวงโคจรเฉพาะตัวเหมือนดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ อย่างที่รัทเทอร์ฟอร์ดเข้าใจ แต่อิเล็กตรอน จะโคจรรอบอิเล็กตรอนอย่างรวดเร็ว และสามารถเปลี่ยนระดับชั้นของวงโคจรได้ ทำให้เกิดเสถียรภาพของระดับพลังงาน
5  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง นิวเคลียร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 03:10:06 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 15.10 น. สรุปได้ว่า
ด้านการแพทย์
1.นำไปใช้วินิจฉัยโรค โดยผู้ป่วยรับประทานหรือฉีดสารกัมมันตรังสีเข้าไปในร่างกาย แล้วถ่ายภาพเพื่อค้นหาร่องรอยของพยาธิ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ
2.รักษาโรค เช่น ใช้ไอโอดีนรักษาโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โดยผสมในน้ำให้ผู้ป่วยดื่ม
3.ใช้รังสีฆ่าเชื้อโรคในอุปกรณ์ทางการแพทย์
ด้านเกษตรกรรม
1.ใช้ถนอมอาหาร ช่วยให้เก็บผักและผลไม้ไว้ได้นานขึ้น
2.วิจัยการเกษตร เช่นนำฟอสฟอรัสมาผสมกับปุ๋ยให้พืช
3.ปรับปรุงพันธุ์พืช โดยวิธีฉายรังสีเมล็ดพันธุ์
ด้านอุตสาหกรรม
ใช้รังสีแกมมาในการควบคุมความหนาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ด้านพลังงาน
1.ใช้เป็นแหล่งไฟฟ้าจากนิวเคลียร์
2.ใช้เป็นแหล่งพลังงานในเรือเดินสมุทร
3.ใช้เป็นแหล่งพลังงานในเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ด้านธรณีวิทยา
ใช้คาร์บอน-14ในการคำนวณหาอายุของซากดึกดำบรรพ์และอายุชั้นหิน
6  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง ไอโซโทป เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 03:07:47 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 15.07 น. สรุปได้ว่า
อะตอมซึ่งเป็นองค์ประกอบของธาตุทุกชนิดนั้น    มิได้เป็นลูกทรงกลมเล็กๆ  แต่เป็นระบบที่ยุ่งยากกว่านั้นมากนักอะตอมประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ  คือ  โปรตอน  นิวตรอนและอิเลคตรอน ในอะตอมที่เบาที่สุด  คือ  อะตอมของไฮโดรเจน  ไม่มีนิวตรอนเลย  มีแต่โปรตอนและอิเลคตรอน  มวลของโปรตอนหนักกว่าอิเลคตรอน ประมาณ  1,837  เท่า  อิเลคตรอนโคจรไปรอบโปรตอนในทำนองเดียวกับดาวเคราะห์โครจรรอบดวงอาทิตย์  อะตอมของธาตุอื่นๆ  ก็มีโครงสร้างในทำนองเดียวกับอะตอมของไฮโดรเจน  แต่มีโปรตอนในแก่นกลาง หรือ “นิวเคลียส”  มากกว่า  และมีอิเลคตรอนหลายตัวโครจรอยู่โดยรอบ  นอกจากนั้นแล้ว  ยังมีนิวตรอนปนอยู่ในนิวเคลียสอีกด้วย
7  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: การทดลองเสมือน เรื่องการหาอนุกรมการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 02:57:30 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 14.57 น. สรุปได้ว่า
เมื่อเลือกTh232 จะเห็นว่าแท่งกราฟสีแดงจะลดลงอย่างลวดเร็วและแท่งกราฟPb208จะพุ่งสูงขึนและtimestep 1.39
เมื่อเลือก u238 จะเห็นว่ามีตัวธาตุเพิ่มขึ้น u234 Th230 Ra226 Pb210 Pb206 กราฟจะพุ่งขึ้นทางด้าน pb210 ตามลำดับ
และจะค่อยๆลดลงแต่แท่งกราฟจะไม่สูงขึ้นจนสุด แต่ธาตุ Pb206 จะใม่ลง
เมื่อ เลือกPu2411 จะเห็นว่ามีธาตุ Pu241 Am241 Np237 U233 Th229 เมือกดปุ่ม3 Animate จะเห็นว่ามีการพุ่งขึ้นของกราฟทั้งหมดโดยเรียงตามลำดับ จากนั้นจะค่อยลดลงตามลำดับ
8  ฟิสิกส์ 2 / นิวเคลียร์ / Re: หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟิสิกส์นิวเคลียร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 02:29:39 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 06/02/2554 เวลา 14.29 น. สรุปได้ว่า
สารกัมมันตภาพรังสี คือ ธาตุที่สามารถให้พลังงานออกมาในรูปของอนุภาค ได้แก่ แอลฟา บีต้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น รังสีแกมมา เกิดจากการที่มีนิวเคลียสของธาตุเหล่านี้อยู่ในสภาวะไม่เสถียรนิวเคลียสเหล่านี้จะปลดปล่อยพลังงานออกมาจึงกระทั่งนิวเคลียสเหล่านี้อยู่ในสภาวะเสถียร
ชนิดของรังสีมี3ชนิดคือ
1.รังสีแอลฟา ประจุไฟฟ้าเป็นบวก
2.รังสีแกมมา ประจุไฟฟ้าเป็นกลาง
3.รังสีบีตา ประจุไฟฟ้าเป็นลบ
องค์ประกอบของนิวเคลียส ประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน
9  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:40:15 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.40 น. สรุปได้ว่า
เลือกทำ 5 ข้อ ทำได้ 1 ข้อ
10  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: การทดลองเสมือน เรื่อง การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:31:00 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.31 น. สรุปได้ว่า
หลักอาฟบาว (Aufbau principle) ในจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1.ใช้หลักของเพาลี ในการบรรจุอิเล็กตรอน คือ ในแต่ละออร์บิทัลจะบรรจุอิเล็กตรอนได้อย่างมากที่สุด 2 ตัว (มีสปินต่างกัน) ใช้เครื่องหมาย  แทนอิเล็กตรอนที่มีสปินขึ้น (spin up)
2.บรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานต่ำสุดที่ยังว่างก่อน (เรียงลำดับออร์บิทัลตามลูกศรในรูป) จนครบจำนวนอิเล็กตรอนทั้งหมดในอะตอมนั้น การจัดเรียงอิเล็กตรอนแบบนี้จะทำให้อะตอมมีสถานะเสถียรที่สุดเพราะพลังงานรวมทั้งหมดของอะตอมมีค่าต่ำสุด
3.การบรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานเท่ากันเช่นออร์บิทัล d จะใช้ กฎของฮุนด์ (Hund's rule) คือ"การบรรจุอิเล็กตรอนในออร์บิทัลที่มีระดับพลังงานเท่ากัน จะบรรจุในลักษณะที่ทำให้มีอิเล็กตรอนเดี่ยวมากที่สุด"
4.การบรรจุอิเล็กตรอนที่ทุกๆออร์บิทัล มีระดับพลังงานเป็น degenerate (ระดับพลังงานเท่ากัน) ทุกออร์บิทัลอาจมีอิเล็กตรอนอยู่เต็ม (2 อิเล็กตรอนต่อ 1 ออร์บิทัล) หรือมีอิเล็กตรอนอยู่เพียงครึ่งเดียว (1 อิเล็กตรอนต่อ 1 ออร์บิทัล)
11  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง โครงสร้างอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:26:09 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.26 น. สรุปได้ว่า
หลักการของบอห์ร ที่สะท้อนมโนภาพนี้อย่างชัดเจนคือ ทฤษฎีความคล้องจอง (Correspondence Theory) และการเติมเต็ม (Principle of Complementarity)
ซึ่งทั้งคู่เน้นความคล้ายกันแม้จะอยู่ใต้ความแตกต่างกัน นีลส์ บอห์ร เข้าใจมโนภาพของความกำกวม ณ ระดับลึกซึ้งที่สุด และงานของเขานี้ได้ค้นหาทางแก้ไขความกำกวมนี้
ไปสู่ความกลมกลืนกันได้อย่างยิ่งใหญ่จากวัยเด็กที่ดูเหมือนบอห์รจะมีบุคลิกภาพขัดแย้งกับความเป็นอัจฉริยะของตนเอง ภาพวัยรุ่นตัวใหญ่ขี้อายใส่เสื้อลงแป้งแข็ง แก้มย้อย
ริมฝีปากหนา ท่าทางออกจะซุ่มซ่าม ไม่ได้บ่งบอกถึงความฉลาดเฉลียว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันสมองของเขาจะถูกเก็บกัก การเติบโตพร้อมกับน้องชายที่ดูจะมีอะไรดีกว่าเขาทั้งหมดไม่ได้สร้างปมในใจเขาเลยสักนิด กลับผลักดันให้เขาสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เสียอีก การถูกเลี้ยงดูในครอบครัวของนักการศึกษามีส่วนให้บอห์รคิดเป็นอย่างมาก ที่บ้านของเขาทุกครั้งที่มีการถกเถียงทางวิชาการหลังมื้ออาหาร ทั้งสองพี่น้องบอห์รจะถูกบังคับให้นั่งฟังเงียบ อยู่ร่วมฟังแต่ห้ามออกเสียงไม่ว่าจะถาม หรือแสดงความคิดเห็น นี่คือแรงผลักอีกประการ
ที่ทำให้บอห์รผู้พี่ต้องเป็นนักคิด ด้วยลักษณะที่ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง ทุกครั้งที่ทำการทดลอง นีลส์ บอห์ร มักทำหลอดแก้ว เครื่องมือทดลองทั้งหลายแตกหักอยู่เสมอ
และนี่นับเป็นประการหนึ่งในปัจจัยที่บอห์รสร้างทฤษฎีควอนตัมได้จากความขัดแย้งและกำกวม
12  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: วีดีโอเรื่อง ต้นกำเนิดของแสงเลเซอร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:21:56 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.21 น. สรุปได้ว่า
การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1960 โดย ทีโอดอร์ ไมแมน (Theodore Maiman) ที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) ทุกวันนี้เลเซอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลายพันล้านดอนล่าร์ ผลผลิตจากงานวิจัยเลเซอร์ และกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย มีให้เห็นอย่างเช่น แผ่นดีวีดี แผ่นซีดี เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องอ่านบาร์โค้ด อุปกรณ์ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเลเซอร์มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ หรือแม้กระทั่งด้านการทหาร ก็เพราะว่าเลเซอร์สามารถควบคุมความยาวคลื่นตามที่ต้องการได้
13  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: แบบจำลองอะตอม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:15:24 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.15 น. สรุปได้ว่า
หลักการของทอมสันคือ
1. อะตอมเป็นรูปทรงกลม ประกอบด้วยเนื้ออะตอมเป็นประจุบวกและมีอิเล็กตรอนเป็นประจุลบ กระจายอย่างสม่ำเสมอโดยปริมาณของประจุลบและบวกจะเท่ากัน
2. ทอมสันได้เสนอวิธีการจัดเรียงอะตอมให้มีความเสถียรมากที่สุด
หลักการทดลองของรัทเธอร์ฟอร์ด
1.อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมเป็นมุมใดๆ
2. อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมทุกทิศทางเท่ากัน
3. อนุภาคแอลฟาทั้งหมดเบนไปจากแนวเดิมเป็นมุมใดๆทั้งที่ส่วนใหญ่ผ่านเป็นแนวตรง
14  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: เลเซอร์ลำแสงที่มีระเบียบ Laser ฟิสิกส์ 2000 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:07:52 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.07 น. สรุปได้ว่า
แสงเลเซอร์   เป็นแสงที่มีระเบียบสูง   และเป็นแสงอาพันธ์   นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงเป็นได้ทั้งอนุภาคกับคลื่น   หรือเป็นได้ทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน  ถ้าเราสมมติว่าแสงเป็นอนุภาคเล็กๆ   ลำแสงเลเซอร์  ก็คือลำของอนุภาคขนาดจิ๋ว  ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างมีระเบียบ  หรือถ้าเราสมมติให้แสงเป็นคลื่น   ลำแสงเลเซอร์ก็คือ ลูกคลื่นที่มีความคลื่นเท่ากันทุกลูกคลื่น เมื่อโฟตอนเข้าชนกับอะตอม  จะทำให้อะตอมอยู่ในสถานะถูกกระตุ้น  ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น  และเมื่อมันถูกพุ่งชนอีกครั้ง   อะตอมจะปลดปล่อยโฟตอนใหม่ออกมา  มีลักษณะเหมือนกับโฟตอนที่พุ่งเข้าชน และมีสีเดียวกัน   ถ้ามีพลังงานมากพอจะพุ่งออกมาในทิศทางเดียวกัน   เราเรียกกระบวนการนี้ว่า   การปล่อยโฟตอนแบบกระตุ้น (Stimulated  emission)  โฟตอนที่เหมือนกัน จะถูกทำให้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา  หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือถูกขยายขึ้นนั่นเอง  คำว่าขยาย หรือ  โตขึ้น  ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า แอมพลิฟาย   (Amplified)  คำว่า  เลเซอร์  (laser)   ย่อมาจากคำว่า  light  amplification  by  stimulated  emission  of  radiation     ไม่ทราบว่าจะแปลเป็นไทยให้สละสลวยได้อย่างไร  มันยาวเหลือเกิน  การทำให้อะตอมอยู่ในสถานะที่ถูกกระตุ้น   และทำให้เกิดแสงเลเซอร์ขึ้น   ใช้เวลาสั้นมากๆ   แต่ในการทดลองที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการอธิบาย  เป็นภาพช้า(slow motion)  ที่แสดงการเกิดทุกขั้นทุกตอน  จึงไม่ใช่เวลาจริง  เพราะของจริงเร็วกว่านี้นับเป็นล้านๆเท่า
15  ฟิสิกส์ 2 / โครงสร้างของอะตอม / Re: Niels Bohr เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 02:00:57 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 02.00 น. สรุปได้ว่า
บอร์เริ่มศึกษาค้นคว้าทดลองครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องความตึงของผิวน้ำ เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติเดนมาร์ก ต่อมาทดลองเกี่ยวกับเรื่องอิเล็กตรอนของโลหะ หลังจากที่เขาได้รับปริญญาเอกแล้วได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ เขาได้ทำการทดลองร่วมกับเซอร์โจเซฟ จอห์น ทอมป์สัน ต่อมาเขาได้ทำการทดลองค้นคว้าร่วมกับเออร์เนสรัทเธอร์ฟอร์ด เรื่ององค์ประกอบของอะตอม จำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนในธาตุแต่ละชนิด จำนวนอะตอมของธาตุ แต่รัทเธอร์ฟอร์ดก็เสียชีวิตไปก่อน บอร์ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศเดนมาร์ก เขาได้สร้างผลงาน โครงสร้างของอะตอมและการแผ่รังสี บอร์ยังได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูของเดนมาร์ก และบอร์ยังได้เป็นผู้ควบคุมการสร้างเครื่องปรมาณูเครื่องแรกของเดนมาร์กอีกด้วย
16  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือน เรื่อง Frank-hertz เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:45:06 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.45 น. สรุปได้ว่า
การทดลองของแฟรงค์และเฮิรตซ์         
     ในปี ค.ศ. 1914 ได้มีการทดลองแสดงให้เห็นว่าสถานะนิ่งที่เป็นค่า ๆ ของอิเล็กตรอนในอะตอม (ตามสมมติฐานของบอร์) นั้นมีอยู่จริง
เมื่ออิเล็กตรอนถูกปล่อยออกมาจากไส้หลอดที่ร้อน F จะเคลื่อนที่ไปยังแผ่น P ระหว่าง F และ P มีกริด G กั้นอยู่ อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่จาก F ไป G จะถูกเร่งด้วยความต่างศักย์ V0 แต่เมื่อเคลื่อนที่จาก G ไป P มีศักย์หน่วง (retarding potential) Vr ซึ่งมีค่าเพียงเล็กน้อย อิเล็กตรอนเคลื่อนที่จาก Fไป P ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหล Ip วัดได้ด้วยแอมมิเตอร์ A
          ความเร็วของอิเล็กตรอนหลังจากถูกปล่อยออกมาจาก F และเคลื่อนที่มาถึง G คือ
                                          1/2mv^2 = eV๐
     เมื่อมีค่าเพิ่มขึ้นความเร็วของอิเล็กตรอนมากขึ้นด้วย ในขณะที่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่จาก F ไปยัง P จะมีการชนกับอะตอมของธาตุที่อยู่ในสภาพเป็นไอ ซึ่งบรรจุไว้ในหลอดทดลอง ถ้าความเร็วของอิเล็กตรอนต่ำ การชนกันจะไม่สามารถกระตุ้นอะตอมได้ และอิเล็กตรอนเพียงแต่เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่มาถึง G จึงมีพลังงานเหลือมากพอที่จะผ่านศักย์หน่วง Vr ไปยัง P ได้ เมื่อ V๐  เพิ่มขึ้น อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปถึง P ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มกระแส Ip  และต่อมาเพื่อเพิ่ม V๐  จนกระทั่งถึงค่าหนึ่ง อิเล็กตรอนมีพลังงานมากพอที่จะชนกับอะตอมแล้วอะตอมถูกกระตุ้นในกรณีนี้อิเล็กตรอนจะสูญเสียพลังงานเกือบทั้งหมด เมื่ออิเล็กตรอนเหล่านี้เคลื่อนที่ไปถึง G แล้วจะไม่มีพลังงานพอที่จะผ่านศักย์หน่วง Vr ดังนั้นกระแสจะลดลงอย่างรวดเร็ว และต่อมาเมื่อ V๐  เพิ่มขึ้นอีก กระแส Ip จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
17  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:40:11 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.40 น. สรุปได้ว่า
สมการคลื่นของชโรดิงเจอร์ เป็นสมการที่ใช้สำหรับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุในระดับควอนตัม หรือ Quantum Mechanics เช่น ระดับอิเล็กตรอนในอะตอม หรือการเคลื่อนที่ของอนุภาคองค์ประกอบพื้นฐานของวัตถุในจักรวาล สมการคลื่นของชโรดิงเจอร์ มีรูปฟอร์ม ซึ่งใช้กันโดยทั่วไปมากที่สุด เป็นแบบง่ายๆ (พอๆ กับสมการของนิวตัน) คือ HA=EA แต่มีชื่อและความหมายซึ่งค่อนข้างแปลกและเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์โดยตรง เช่น Hamiltonian (H), Wave Function หรือ Eigenfunction (A) และ Eigenvalue (E) แต่ในการแปลความหมายอย่างให้เป็นรูปธรรม สมการคลื่นของชโรดิงเจอร์ สามารถให้ความหมายได้อย่างที่เข้าใจไม่ยากนัก เช่น Hamiltonian เป็นส่วนเกี่ยวกับพลังงานรวม ต้นกำเนิดของการเคลื่อนที่ของอนุภาค หรือพลังงานแหล่งกำเนิดของสนามพลังงาน หรือ Energy Field (เช่น พลังงานจลน์ + พลังงานศักย์ของอิเล็กตรอนในอะตอม) Wave Function หรือ ฟังก์ชันคลื่น (A) เป็นส่วนเกี่ยวกับตำแหน่งของอนุภาค (เช่นของอิเล็กตรอนในอะตอม) และ Eigenvalue (E) เป็นส่วนเกี่ยวกับพลังงานของอนุภาคที่มีฟังก์ชันคลื่น A (เช่น พลังงานของอเล็กตรอนที่ระดับของฟังก์ชันคลื่น A) เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ เป็นชาวออสเตรีย เกิดเมื่อวันที่ 12 เดือนสิงหาคม ค.ศ.1887 ที่กรุงเวียนนา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 เดือน มกราคม ค.ศ.1961 ที่บ้านเกิด คือกรุงเวียนนา) มีชีวิตที่ค่อนข้างจะโลดโผน เคยออกสนามรบแนวหน้าระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ลี้ภัยจากนาซีเยอรมันในระหว่างการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ทั้งที่ตนเองไม่ใช่ยิว แต่มีจุดยืนแสดงออกชัดเจนต่อต้านนาซีเยอรมัน โดยความช่วยเหลือของนายกรัฐมนตรีของประเทศไอร์แลนด์ คือ อีมอน เดอ วาเลอรา (Eamon De Valera) ทว่าในบั้นปลายของชีวิต เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ก็เดินทางกลับไปทำหน้าที่นักฟิสิกส์คนสำคัญของออสเตรียในประเทศออสเตรีย จนกระทั่งถึงลมหายใจสุดท้าย
เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ ได้รับรางวัลโนเบลประจำ ปี ค.ศ.1933 (ร่วมกับ พอล ดิแรก) สำหรับผลงานเกี่ยวกับทฤษฎีอะตอมและกลศาสตร์ควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาสมการคลื่นของกลศาสตร์ควอนตัมหรือสมการคลื่นของชโรดิงเจอร์นั่นเอง ที่มาของความคิดนำเออร์วิน ชโรดิงเจอร์ สู่การนำเสนอสมการคลื่นของเขา เริ่มต้นตั้งแต่จุดกำเนิดของทฤษฎีควอนตัม โดยบิดาแห่งฟิสิกส์ควอนตัม คือ มักซ์ พลางค์ (Max Planck) เมื่อปี ค.ศ.1900 ตามด้วยความคิดในวงการฟิสิกส์ควอนตัมต่อมาเรื่อง ความเป็นคลื่นและอนุภาคของทุกสิ่งทุกอย่างที่มักจะเข้าใจกันว่าเป็นคลื่นหรืออนุภาคเพียงอย่างเดียว และสำคัญที่สุดคือการนำเสนอความคิดเรื่องคลื่นอนุภาค หรือ Particle Wave โดยนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ หลุยส์ เดอ บรอยล์ (Louis De Broglie) เมื่อปี ค.ศ.1923
18  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง ปรากฎการณ์คอมป์ตัน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:35:17 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.35 น. สรุปได้ว่า
ปรากฎการณ์คอมป์ตัน (The compton effect)
E  =   พลังงานจลน์รวมเริ่มต้นของโฟตอนก่อนชน  หน่วยเป็น  Kev
E'  =   พลังงานจลน์ของโฟตอน ที่กระเจิง  หน่วยเป็น  Kev
h  =   6.62  x  10-34    จูล.วินาที
c  =   3  x 108   เมตร/วินาที่
Theta  =   มุมที่โฟตอนกระเจิง
     ปรากฏการณ์คอมป์ตันเป็นหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นธรรมชาติของคลื่นแม่ไฟฟ้าว่า มีลักษณะเป็นอนุภาค ทั้งนี้คอมป์ตัน(A.H. Compton) ได้ศึกษาการกระเจิงของรังสีเอกซ์ โดยรังสีเอกซ์ทำอันตรกิริยากับอนุภาคเป้าแล้วเกิดการเบนของรังสีเอกซ์ หรือบางกรณีนอกจากการเบนรังสีแล้วความยาวคลื่นยังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วย กระบวนการนี้เรียนว่า การจระเจิง(scattering
19  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:30:04 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.30 น. สรุปได้ว่า
เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg)                         
   เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "The Uncertainty Principle" หรือ หลักความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญหลักการหนึ่งของทฤษฎีควอนตัม และเป็นส่วนที่ทำให้ไอน์สไตน์ ไม่สู้จะสบายใจ เพราะไอน์สไตน์ไม่ชอบความไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการรวมแรงพื้นฐาน 4 ชนิด เข้าด้วยกัน     ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก เป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของเยอรมนี และการดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของไฮเซนเบิร์กนี้เอง ที่ไปกระตุ้นให้เกิดโครงการสร้างระเบิดอะตอม (คือ โครงการ แมนฮัตตัน) ของประเทศฝ่ายสัมพันธ มิตร จนกระทั่งระเบิดอะตอมถูกสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ ถึงแม้จะปรากฏเป็นความจริงภายหลังสงครามว่า ไฮเซนเบิร์ก มิได้มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง ที่จะเร่งสร้างระเบิดอะตอม ของฝ่ายนาซีเยอรมันให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว
20  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง Photoelectric effect เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:25:54 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.25 น. สรุปได้ว่า
ปรากฏการณ์ที่แสงความถี่สูงๆเมื่อฉายไปยังโลหะ ทำให้โลหะสูญเสียประจุเรียกว่า photoelectric effect.
ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับโลหะหลายชนิดถ้าความยาวคลื่นของแสงไม่มากเกินไป สำหรับโลหะแต่ละชนิดจะมีขีดจำกัดของความยาวคลื่นของแสงที่จะไม่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ได้เลยไม่ว่าแสงจะมีความเข้มสูงสักเท่าไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้สร้างความฉงนให้กับนักวิทยาศาสตร์อยู่ระยะหนึ่ง
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นผู้อธิบายได้เมื่อปี 1905 โดยอธิบายว่า : แสงประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่าโฟตอน (photons) พลังงานของโฟตอนมีค่าเป็นสัดส่วนโดยตรงความถี่ของแสง ในการทำให้อีเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะต้องใช้พลังงานจำนวนหนึ่งซึ่งขึ้นกับชนิดของโลหะ เรียกว่าฟังก์ชันงาน (work function) ถ้าพลังงานของโฟตอนมากกว่านี้ก็จะสามารถทำให้อีเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะได้
21  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การเคลื่อนย้ายมนุษย์ (Teleportation) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:20:09 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.20 น. สรุปได้ว่า
ฟิสิกส์ราชมงคลก็ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถเคลื่อนย้ายมนุษย์โดยวิธีเทเลพอเทชั่นได้      มนุษย์ปกติที่มีรูปร่างพอดี  ประกอบด้วยอะตอมทั้งหมดประมาณ  1028  อะตอม   คือมี เลข  0  อยู่หลังเลข 1  จำนวน  28  ตัว   เครื่องจะต้องอ่านข้อมูลของอะตอมทุกๆตำแหน่ง  และส่งข้อมูลไปยังที่ใหม่  เพื่อให้อะตอมในที่ใหม่จัดเรียงตัวกันตามข้อมูลนี้  กลายเป็นคนเดิม  โดยที่คนเดิมในตำแหน่งเริ่มต้นหายไป  (ถ้าไม่หายยุ่งแน่ กลายเป็นสองคน)       ความคิดเหล่านี้ดูคล้ายความฝัน   ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีใครคิดว่าจะส่งเอกสารด้วยเครื่อง แฟกซ์ได้    ไม่เคยมีใครคิดว่า เราจะก็อปปี้เอกสารต้นฉบับ ได้เหมือนกับต้นฉบับทุกประการ  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป       จากนี้จนถึงอนาคตอันไกลโพ้น   เราคงต้องไปอาศัยอยู่ ณ ดาวดวงอื่น ดังนั้นการเคลื่อนที่แบบเดิมที่ใช้เวลานาน คงยกเลิกไป และ การเคลื่อนที่แบบเทเลพอเทชั่น จะเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่พวกเราต้องพัฒนาขึ้นให้ได้

22  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือนเรื่อง การแผ่รังสีของวัตถุดำ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:15:13 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.15 น. สรุปได้ว่า
กฎของสตีฟาน พลังงานต่อหน่วยหน่วยปริมาตรของทุกๆความถี่ที่แผ่ออกมาวัตถุดำ จะแปรผกผันตรงกับกำลังสี่ของอุณหภูมิ
U = eซิกม่าร์T^4
เมื่อซิกม่าร์ คือ ค่าคงที่ของสตีฟาน = 5.67x10^-18 (v/m^2 k^4)
e คือ ความสามารถในการแผ่รังสี ถ้าเป็นวัตถุดำจะมีค่าเท่ากับ 1
กฎของวีน วัตถุทุกชิ้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าองศาสมบูรณ์จะมีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเสมอ เมื่อวัตถุมีอุณหภูมิต่ำรังสีส่วนใหญ่ที่แผ่ออกมามีความถี่ อยู่ในย่านที่มนุษย์มองไม่เห็น
23  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: วีดีโอ เรื่อง ฟิสิกส์ควอนตัม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:09:11 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.09 น. สรุปได้ว่า
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อว่า แม็กฟลักช์ เรียกกฎใหม่นี้ว่า ทฤษฎีควอนตัม มันคือการค้นพบที่สำคัญทฤษฎีนี้เกิดในปี 1900 เพราะว่าเกิดการทำงานด้านฟิสิกส์มาก มีการค้นพบปรากฎการณ์ใหม่ที่ละเมิดกฎของนิวตัน ตัวอย่างเช่น มาตาม กิวรี ปรับปรุงสิ่งที่เรียกว่า เรเดียม เรเดียมมีคุณสมบัติพิเศษในการเรืองแสง อนุภาคเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า เพราะว่าพลังงานเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า ในปี 1900 คนคิดว่าสามารถตัดพลังงานไฟฟ้าได้ไม่รู้จบ แม็กฟลังก์บอกว่าพลังงานเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม เรียกว่า ควอนตัม แสงมาจากกลุ่มก้อน สสารมีคุณสมบัติเหมือนคลื่น
24  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: แมกซ์ แพลงค : Max Planck เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 01:00:19 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 01.00 น. สรุปได้ว่า
เกิด        วันที่ 23 เมษายน ค.ศ.1858 ที่เมืองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี (Germany)
เสียชีวิต วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1947 ที่เมืองกอตติงเกน (Gottingen) ประเทศเยอรมนี (Germany)
ผลงาน   - ผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัม (Quantum Physics)
             - ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
     ปี ค.ศ.1900 แพลงคได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเทอร์โมไดนามิค (Thermo dynamic) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับ
มอบปริญญาเอก ต่อจากนั้นเขาได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการแผ่รังสีของวัตถุ แพลงคพบว่าเมื่อวัตถุมีอุณหภูมิสูงขึ้นมักจะเปลี่ยนสี
เช่น เมื่อโลหะได้รับความร้อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เพราะฉะนั้นเมื่อวัตถุถูกทำให้ร้อนขึ้นย่อมแผ่รังสีความร้อนออกไป แพลงคได้ทำ
การทดลองต่อไป เพื่อค้นหาลักษณะของรังสีที่แผ่ออกมา แพลงคพบว่ารังสีจะแผ่ออกมาเป็นระยะ ๆ และเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่เรียก
ว่า ควอนตัม ไม่ได้ปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาเขาได้ตั้งชื่อทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีควอนตัม เขาได้นำผลงานเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม
เสนอต่อสมาคมฟิสิกส์แห่งเบอร์ลิน เมื่อทฤษฎีของเขาเผยแพร่ออกไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าไรนัก จนกระทั่งปี ค.ศ.1906
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้นำทฤษฎีของแพลงคมาอธิบายประกอบกับทฤษฎีโฟโตอิเล็กทริค เอฟเฟค (Photoelectric Effect) และ
ในปี ค.ศ.1913 นีลส์ บอร์ ได้นำทฤษฎีนี้มาอธิบายประกอบทฤษฎีอะตอมของเขา และจากการค้นพบทฤษฎีควอนตัม ในปี ค.ศ.1918
แพลงคได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสถาบันที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น ราชบัณฑิตยสภา
(Royal Institute) และสมาคมฟิสิกส์แห่งสหรัฐอเมริกา
25  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: แผ่นใสเรื่อง ทฤษฎีควอนตัม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 12:43:05 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 00.43 น. สรุปได้ว่า
 แผ่นใสเรื่อง ทฤษฎีควอนตัม
   ใน ค.ศ. 1900 Max Planck ศึกษารังสีที่ปล่อยจากของแข็งที่ร้อน พบว่า อะตอม/โมเลกุลจะคาย/ดูดกลืนพลังงานเพียงบางค่าเท่านั้น พลังงานน้อยที่สุดที่อะตอม/โมเลกุลคาย/ดูดกลืน ในรูปของรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า เรียกว่า ควอนตัม
 1. e- ในไฮโดรเจนอะตอมเคลื่อนที่เป็นวงกลม รอบนิวเคลียส e- ในอะตอมไม่สามารถมี       
 พลังงานปริมาณใดๆ ได้ทุกค่า แต่จะอยู่ใน วงโคจรที่มีรัศมีบางค่า  ซึ่งสอดคล้องกับ พลังงานบางค่าเท่านั้น
 2. e-  ในวงโคจรหนึ่ง เมื่อดูดกลืน/คายพลังงาน  จะเปลี่ยนจากวงโคจรหนึ่งไปยังวงโคจรอื่น       
 พลังงาน ที่ e- ดูดกลืน/คาย หาได้จาก Bohr equation = 1312.3 kJ/mol      = Rydberg constantDE    = E  - En =  Z2     1 n2 n jn n/ 2p2me4 h2 1 n/ 2 -2p2me4 h2พลังงานที่ e- ดูดกลืน/คายนี้ เป็นไปตามสมการ  E = hu= 2.18x10-18 J/atom
26  ฟิสิกส์ 2 / กลศาสตร์ควอนตัม / Re: การทดลองเสมือน ฟิสิกส์ 2000 เรื่อง พฤติกรรมประหลาดทางควอนตัม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 12:31:55 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 00.31 น. สรุปได้ว่า
พฤติกรรมประหลาดทางควอนตัม
เมื่อเราศึกษาวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ จนถึงระดับโมเลกุล และอะตอม  มันมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับวัตถุทีมีขนาดใหญ่ทั่วไป และเรียกมันว่า ควอนตัม  นักฟิสิกส์ยอดอัจฉริยะ นายริชาร์ด เฟย์แมนด์   บอกกับเราว่า ควอนตัมสามารถอธิบายได้ด้วยการทดลองอย่างง่ายๆ  คือการแทรกสอดของแสงผ่านช่องแคบคู่
แสงเป็นคลื่น มันจึงเกิดการแทรกสอดแบบหักล้างและเสริมกันได้  ถ้าเป็นการแทรกสอดแบบเสริมกัน คือ ยอดคลื่นของคลื่นกระบวนหนึ่ง เสริมกับยอดคลื่นของอีกกระบวนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการแทรกสอดแบบหักล้างกัน  คือยอดคลื่นของกระบวนหนึ่ง หักล้างกับท้องคลื่นของอีกกระบวนหนึ่ง
สามารถรวมคลื่น2  กระบวนให้มีแอมพลิจูดเพิ่มขึ้นได้ ถ้ายอดคลื่นของกระบวนหนึ่งรวมกับยอดคลื่นของอีกกระบวนหนึ่ง  หรือท้องคลื่นกระบวนหนึ่งรวมกับท้องคลื่นของอีกกระบวน
ถ้าแสงส่องผ่านช่องแคบคู่  มันจะกระเพื่อมออกไปเหมือนคลื่นในสระน้ำ   เมื่อคลื่นอีกช่องแคบหนึ่งแทรกสอดกับคลื่นของอีกช่องแคบหนึ่ง เกิดการแทรกสอดกันขึ้น
    ทดลองช่องแคบคู่
คลื่นแสงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าคลื่นน้ำมากเราจึงไม่เห็นการกระเพื่อมขึ้นลงเหมือนกับคลื่นน้ำ แต่จะเห็นเป็นริ้วรอยมืดและสว่าง ซึ่งก็คือการแทรกสอดแบบเสริมและหักล้างไปปรากฏบนฉากแทน
     การแทรกสอดของอนุภาค
เมื่ออิเล็กตรอนวิ่งผ่านช่องแคบคู่   มันเกิดการแทรกสอดขึ้น  มีริ้วรอยแทรกสอดแบบเสริมและหักล้างกันบนฉาก   เหมือนกับการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ เราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ทวิภาพของอนุภาคและคลื่น    คืออิเล็กตรอนสามารถอยู่ได้ทั้ง 2 สภาวะ เป็นไปได้ทั้งอนุภาคและคลื่น
27  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: ทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อ.สุวิทย์ ชวเดช เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 12:10:09 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 00.10 น. สรุปได้ว่า
อัตราเร็วแสงมีค่ามากกว่าอัตราเร้วของเสียงอย่างมากมาย
-เดส์การ์ตส์ คิดว่าแสงมีค่ามีอัตราเร็วมากมายอย่างไม่สิ้นสุดหรืออนันต์
-กาลิเลโอ และบรรดานักวิทยาศาสตร์ในสมัยเดียวกันกับเขาต่างก็คิดกันว่า แสงมีอัตราเร็วจำกัดค่าหนึ่ง
คุณสมบัติของแสง
-อัตราเร็วของแสง186000ไมล์ต่อวินาที ในเวลา1วินาที แสงสามารถเดินทางได้ระยะเท่ากับระยะทางรอบโลกโดยรวมประมาณ7รอบหรือแสงสามารถเดินทางได้ระยะเท่ากับระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ประมาณ93ล้านไมล์ในเวลา8นาที
-แสงเป็นคลื่นเดียวกับคลื่นวิทยุ คลื่นอินฟราเรด ซึ่งเราเรียกคลื่นแบบนี้ทั้งหมดว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
การทดลองของไมเคิลสันและมอร์ลีย์
1.คลื่นจากแหล่งกำเนิดเดินทางกระทบกับกระจกเงากึ่งทะลุ
2.แสงaที่ทะลุผ่านในข้อ1.จะเดินผ่านไปกระทบกับกระจกเงาธรรมดาA ในขณะเดียวกันแสงbที่สะท้อนจากกระจกเงาในข้อ1.จะเดินไปกระทบกับกระจกเงาธรรมดาB โดยแสงทั้งสองส่วนนี้เทียบกับเครื่องบินลำAและB
28  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: แผ่นใสฟิสิกส์ของกาลเวลา เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 12:05:08 am
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 02/02/2554 เวลา 00.05 น. สรุปได้ว่า
Grin :Smiley Grinเวลา คือสิ่งสมมุติที่มนุษย์กำหนดขึ้น ให้มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านสิ่งที่เราเรียกว่านาฬิกา ซึ่งมีตั้งแต่ วินาที นาที ชั่วโมง ซึ่งเราก็ตกเป็นทาสของเวลากันทั้งนั้น
เนื่องจากแต่ละวันเราต้องเร่งรีบ ทำกิจกรรมต่าว ๆมให้ทันเวลา ช้าบ้าง เร็วบ้าง ไม่ทันเวลาบ้าง ถ่วงเวลา ไปบ้าง หรือแม้แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไม่ใยดีบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ต้องฝากชีวิตไว้กับการเป็นทาสของเวลาอยู่ดี เพราะเวลามันไม่เคยรอเรา และเราต้องวิ่งตามเวลาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง Grin :Smiley Grin
 
 
 
29  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: การทดลองของ (Michelson-Morley Experiment) เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2011, 11:58:14 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 01/02/2554 เวลา 23.58 น. สรุปได้ว่า
การทดลองของ (Michelson-Morley  Experiment)
     Interferometer  ชนิดไมเคลสัน  เป็นอุปกรณ์ทางแสงใช้วัดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ได้ เช่นการเลื่อนตำแหน่งที่น้อยมากๆ ซึ่งใช้ศึกษาการสั่นไหว หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นก็ได้ เช่นอุณหภูมิ ความเร็วในการไหลของอากาศ ความหนาของฟิล์มที่เคลือบกระจก   
      สิ่งที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน มีหลายอย่างดังเช่น   รถวิ่งผ่าน   คนเดินผ่าน   จานตกแตก  หรือแม้แต่ลิฟท์ในตึกที่เคลื่อนที่ขึ้นและลง  อุปกรณ์นี้ตรวจจับได้ทั้งสิ้น
      ถ้าคุณกำลังทดลองอยู่  และเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ แรงสั่นสะเทือนของลม ทำให้ริ้วเคลื่อนไหว  การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแม้เพียงเล็กน้อย  เช่นความร้อนจากมือ  ทำให้ริ้วเคลื่อนไหวได้เช่นกัน   อย่างไรก็ตามให้คุณไขน๊อตของอุปกรณ์กับโต๊ะให้แน่น  ผลของอุณหภูมิจะลดลง
30  ฟิสิกส์ 2 / ทฤษฎีสัมพัทธภาพ / Re: แผ่นใสทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อ.ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2011, 11:50:06 pm
นายพิทักษ์ นงนวล  รหัส 115330411018-8 sec 04 เลขที่ 15 ตอบกระทู้ที่ สวนสุทธิพันธ์ วันที่ 01/02/2554 เวลา 23.50 น. สรุปได้ว่า
การเคลื่อนที่สัมพัทธ
การเคลื่อนที่เป็นสิ่งสัมพัทธ สำหรับผู้สังเกตสองคนที่เคลื่อนที่สัมพัทธกันด้วยความเร็วคงที่ เขาจะไม่สามรถบอกได้ว่าใครเคลื่อนที่
     สัมพัทธภาพแบบกาลิเลโอ
“กฎทางฟิสิกส์จะเหมือนกันสำหรับผู้สังเกต 2 คนที่เคลื่อนที่สัมพัทธด้วยความเร็วคงที่”
“เวลาเป็นสิ่งสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นปริมาณสัมพัทธ”
หน้า: [1] 2 3 ... 5
Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.151 วินาที กับ 20 คำสั่ง