RmutPhysics.com
กุมภาพันธ์ 25, 2021, 12:52:39 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กล้องมองในความมืด (night vision)  (อ่าน 15471 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PoxyDonZ
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 123



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #90 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 12:47:25 pm »

นาย สุรศักดิ์ ด้วงใจจิตร รหัส 115330411036-0 วิศวกรรมโยธา เวลา 12.48 am. วันที่ 20 ม.ค. 54 สถานที่ หอร์ โฟร์บี 2

ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
namtan
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #91 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 12:58:22 pm »

ดิฉัน นางสาวณัชชา ธิติบุญจันทร์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอาหาร
sec02 รหัสประจำตัว115210417055-8 เลขที่ 27
เรียนกับอาจารย์จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ. 2554 ที่หอพักโอนิน3 เวลา 12.58น.
ความรู้จากเนื้อหาที่ได้คือ กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด 
เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
Thermal  imaging เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน 
วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความมืด  เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสว่าง 
และแน่นอนต้องอธิบายแสงก่อนว่าคืออะไร   พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก 
ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   
แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง(infrared) หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
nachaya
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 109


ดูรายละเอียด
« ตอบ #92 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 01:05:27 pm »

ผมนาย ณชย ประสพเนตร์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
sec 4 เลขที่  49
เข้ามาตอบกระทู้วันที่   20   มกราคม  2554 เวลา 13.06   น. ที่ บ้าน
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
มีความคิดเห็นว่า
     กล้องมองในที่มืดแยกเทคโนโลยีออกเป็น  2  แบบ  คือ
1.Image enhancement ใช้วิธีการเก็บกักแสง แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด ขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2.Thermal imaging ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน  ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน  วัตถุยิ่งมีความร้อนมากจะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
00sunisa00
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 111


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #93 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 01:40:14 pm »

น.ส.สุนิศา   ชมมิ   สาขาสถิติ   sec.2   เลขที่ 46   รหัส 115310903001-1   วันที่ 20/1/2554   เวลา 13.40 น.   ณ ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
         กล้องมองในที่มืดแยกเทคโนโลยีออกเป็น  2  แบบ  คือ
1.Image enhancement ใช้วิธีการเก็บกักแสง แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด ขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2.Thermal imaging ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน  ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน  วัตถุยิ่งมีความร้อนมากจะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Jantira
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด
« ตอบ #94 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 01:53:00 pm »

นางสาวจันทิรา รัตนพันธุ์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิชาสถิติประยุกต์  sec 02 เลขที่64 รหัส 115310903042-5 วันที่ 20/01/2554 เวลา 13.52 ณ banoffee
สรุปได้ว่า
กล้องมองในที่มืดแยกเทคโนโลยีออกเป็น  2  แบบ  คือ
1.Image enhancement ใช้วิธีการเก็บกักแสง แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด ขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2.Thermal imaging ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน  ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน  วัตถุยิ่งมีความร้อนมากจะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
wirinya
มือโปรขยันโพส
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 37


ดูรายละเอียด
« ตอบ #95 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 02:09:19 pm »

นางสาววิรินญา  เกิดฉ่ำ
เลขที่ 57  รหัส 115310903034-2   คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ตอบกระทู้เมื่อวันที่  20  มค  54  เวลา  14.09 น. ณ วิทยะบริการ
 ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
thanathammarat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #96 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 02:20:02 pm »

   นายปรัชญาพล ธนาธรรมรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17 เลขที่ 14 รหัสประจำตัว115340441204-7 ตอบกระทู้วันที่ 20-01-2554 เวลา 14:20 น. สถานที่ บริษัท Siam lemmerz
เนื้อหาสรุปได้ว่า...
   กล้องมองในที่มืดสามารถมองเห็นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน   
   แบ่งเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ
   1. Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
   2. Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
   
พื้นฐานแสงอินฟราเรดเป็นแสงที่ถัดจากแสงสีแดง  มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  แต่มีความร้อน
แสงในย่านอินฟราเรด  แตกออกเป็น   3 ส่วนดังนี้
   1. แสงใกล้แดง  (Near  infrared)   อยู่ใกล้กับช่วงที่ตาสามารถมองเห็นได้  
   2. แสงกลางแดง  (Mid-IR)  ความยาวคลื่นอยู่ในช่วงทั้งแสงใกล้แดง กับกลางแดง  
   3. เทอร์มอล  อินฟราเรด  (Thermal  infrared)  หรือเรียกว่า แสงร้อน  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sarayut sringam
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #97 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 02:36:09 pm »

กระผมนายศรายุธ สีงาม  นศ.วิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ sec 4
รหัส 115330441201-4
เรียนกับ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่  20 มกราคม 2554 ที่ ตึกวิทยบริการ    เวลา 14.36น
มีความคิดเห็นว่า
กล้องมองในความมืด มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง   1   ใน  30  วินาที   ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
KanitaSS
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 110


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #98 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 03:01:26 pm »

นางสาวคณิตา สุดจิตร์ นศ.คณะวิทยาศาสตร์สาขาสถิติประยุกต์ Sec2 รหัส115310903030-0เลขที่53เข้าทดสอบวันที่20/01/54 เวลา15.10 น.สถานที่บาน็อฟฟี่ เพลส
สรุปได้ว่า กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด 
เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
Thermal  imaging เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน 
วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความมืด  เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสว่าง 
และแน่นอนต้องอธิบายแสงก่อนว่าคืออะไร   พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก 
ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   
แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง(infrared) หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
ข้อความเมื่อ: วันนี้ เวลา 12:47:25 pm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Suphakorn
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 154


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #99 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 03:21:10 pm »

กระผมนาย สุภากร  หงษ์โต นศ.คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ รหัสนักศึกษา 115330441211-3  Sec.04
เรียนกับอาจารย์ จรัส บุณยธรรมา ตอบกระทู้วันที่ 20 มกราคม 2554  เวลา 15.21 น. ที่หอพัก gooddream
มีความคิดเห็นว่า
มีหลักการทำงานดังนี้
     1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
     2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 1 ใน 30 วินาที 
        ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
     3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
     4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
     5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
somphoch
อภิมหาเทพ
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 99


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #100 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 03:24:36 pm »

นายสมโภชน์  จิกกรีนัย นักศึกษาภาควิชาวิศวอุตสาหการ-การจัดการ รหัส115340441247-6 sec.17 เลขที่ 34 เรียนกับอาจารย์จรัส บุญยธรรมมา ที่หอ เวลา 15.20น   วันที่ 20 มกราคม 2554
ด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ   เชื่อหรือไม่ว่าในคืนเดือนมืดคุณสามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางกว่า  200 เมตร   กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ
      1. Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
      2. Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
       พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง   (infrared)   หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sathian757
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 156


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #101 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 03:48:54 pm »

นายเสถียร ปานามะเส คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ-การจัดการ sec.17   รหัสประจำตัว115340441203-9
ตอบกระทู้วันที่ 20/01/54  เวลา 15:48 น. สถานที่ หอพัก นวนคร
    สรุปได้ว่า พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง   (infrared)   หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
 
1.) แสงใกล้แดง  (Near  infrared)   ย่อเป็น  Near-IR   อยู่ใกล้กับช่วงที่ตาสามารถมองเห็นได้   ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง  0.7   ถึง   1.3  ไมครอน ( 1 ไมครอน =  0.000001  เมตร)   หรือ  700   ถึง   1300  นาโนเมตร   (1  นาโนเมตร  =  0.000000001  เมตร)
2.) แสงกลางแดง  (Mid-IR)  มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง   1.3  ถึง  3  ไมครอน   ทั้งแสงใกล้แดง กับกลางแดง   นิยมกับอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์  เช่น เครื่องควบคุมระยะไกล  (รีโมท คอนโทล )
3.) เทอร์มอล  อินฟราเรด  (Thermal  infrared)  หรือเรียกว่า แสงร้อน   มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง  3  ไมครอน  ถึง  30  ไมครอน
                     ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน (Thermal imaging)
 มีหลักการทำงานดังนี้
1.) ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2.) ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง   1   ใน  30  วินาที   ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
3.)  จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
4.) สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
5.) การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
          ดีเทคเตอร์สามารถสแกนภาพได้ด้วยอัตราเร็ว  30  ครั้งต่อวินาที  และสามารถตรวจจับอุณหภูมิได้ในช่วง  -20  องศาเซลเซียส  จนถึง  2000 องศาเซลเซียส   มีความละเอียดในการวัดอูณหภูมิได้ถึง  0.2  องศาเซลเซียส
                    งานประยุกต์อันหลากหลาย
การประยุกต์ใช้งานของกล้อง มีดังนี้
1.) วงการทหาร
2.) ล่าสัตว์
3.) อนุรักษ์สัตว์ป่า
4.) รักษาความปลอดภัย
5.) นำร่องหรือนำวิถี
6.) ระวังภัย
7.) บันเทิง และอื่นๆ
         แต่ก่อนการทำกิจกรรมใดในที่มืด  ล้วนแต่เป็นความลับ   แต่ในปัจจุบันเมื่อมีกล้องเหล่านี้   กิจกรรมอันไม่ถูกต้อง  สามารถถูกเปิดเผยออกมาดุจดังทำกิจกรรมนั้นทำในเวลากลางวัน   ดังนั้นผู้ที่คิดมิดีมิร้าย   ก่อนจะทำอะไร และคิดว่าไม่มีคนเห็น หันซ้ายขวาดูให้ดีก่อนครับ  อย่างไรก็ตามคุณอาจจะไม่เห็นก็ได้   ว่ามันซ่อนหรือกำลังถ่ายคุณอยู่ที่ไหน 



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pollavat
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #102 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 03:55:12 pm »

กระผม นาย พลวัฒน์ คำกุณา  นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ  sec 4
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ. 2554 ที่หอพัก zoom  เวลา 15.55 น.
มีความคิดเห็นว่า
มีหลักการทำงานดังนี้
     1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
     2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 1 ใน 30 วินาที 
        ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
     3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
     4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
     5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Nhamtoey
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #103 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 04:12:43 pm »

นางสาวเรวดี    จันท้าว  ภาควิชาวิศวกรรมโยธา   รหัส 115330411006-3  เลขที่6  sec04 ตอบกระทู้เมื่อวันที่ 20/01/2554  เวลา 16.12 น. ที่ห้องสมุด มทร.ธัญบุรี   
    พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง  หรือแสงอินฟราเรดก็ได้ แสงอินฟราเรดเป็นแสงที่ถัดจากแสงสีแดง  มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  แต่มีความร้อน  แสงในย่านอินฟราเรด  แตกออกเป็น   3 ส่วนดังนี้
1.   แสงใกล้แดง  อยู่ใกล้กับช่วงที่ตาสามารถมองเห็นได้   
2.   แสงกลางแดง   มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง   1.3  ถึง  3  ไมครอน   ทั้งแสงใกล้แดง กับกลางแดง   นิยมกับอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ 
3.   เทอร์มอล  อินฟราเรด  หรือเรียกว่า แสงร้อน   มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง  3  ไมครอน  ถึง  30  ไมครอน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
watchaiza
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 119


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #104 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 04:33:39 pm »

นายธวัชชัย  พลรักษ์ รหัส 115330411041-0 sec 04 เลขที่ 322 วิศวกรรมโยธา
เรียนกับอาจารย์จรัส บุญยธรรมา วันที่ 20/01/54 เวลา 16.33 น. ที่บ้านพฤกษา
ด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ   เชื่อหรือไม่ว่าในคืนเดือนมืดคุณสามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางกว่า  200 เมตร   กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ
      1. Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
      2. Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
       พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง   (infrared)   หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
bear
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 126


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #105 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 04:39:10 pm »

นายอุดม แก้วชู 115330411034-5 sec4 เลขที่ 28 วิศวกรรมโยธา 20/01/2554 เวลา 16.39 หอพักมณีโชติ
ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Thamanoon
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #106 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 06:42:01 pm »

ผมนายธรรมนูญ  พุทธวงษ์  คณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขาวิศวกรรมโยธา  รหัส 115330411009-7  เลขที่ 9  sec 04
เรียนกับ อ.จรัส  บุณยธรรมา เข้ามาตอบกระทู้วันที่  20/1/2554  ทีบ้านเช่า ซอยอีสเทิร์น  เวลา 18.42 น.
มีความเห็นว่า
กล้องมองในความมืด มีหลักการทำงานดังนี้
   1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
   2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง   1   ใน  30  วินาที   ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
   3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
   4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
   5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
sangtawee
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 115


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #107 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 07:12:20 pm »

นายแสงทวี  พรมบุตร  นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์  สาขา วิศวกรรมโยธา เลขที่ 29 sec.4   
รหัสประจำตัว  115330411035-2
ตอบกระทู้วันที่  20/01/54   ที่ห้องสมุด มทร.  เวลา.  19.12 น
มีความเห็น   
กล้องมองในที่มืด สามารถมองเห็นได้ทั้งการวันและกลางคืนด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาพิเศษกล้อง ชนิดนี้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ในระยะไกล200-300เมตร เทคโนโลยีได้พัฒนาไว้ 2 แบบ
1.Image enhancement ใช้วิธีเก็บแสง
2.Thermal imaging เทคโนโลยีใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟาเรดซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อนความร้อน ที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อนวัตถุยิ่งมีความร้อนมากจะเปล่งแสง ได้ดี
กว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Thaweesak
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 130


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #108 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 08:16:42 pm »

นาย ทวีศักดิ์ ธนทรัพย์ทวี  วิศวกรรมโยธา  รหัส 115330411008-9 sec04 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 20/01/54 เวลา 20.17 น. ที่หอพัก มาลีแมนชั่น
 
กล้องมองในที่มืดด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 200 เมตร   
กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น 2 แบบ คือ
1. Image enhancement ใช้วิธีการเก็บกักแสง แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2. Thermal imaging เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด แสดงว่ามีพลังงานมากสุด ถัดจากแสงสีแดง เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น เราเรียกแสงย่านนี้ว่า แสงใต้แดง (infrared) หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
แสงอินฟราเรดเป็นแสงที่ถัดจากแสงสีแดง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีความร้อนแสงในย่านอินฟราเรดแตกออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1. แสงใกล้แดง  (Near  infrared)   ย่อเป็น  Near-IR   อยู่ใกล้กับช่วงที่ตาสามารถมองเห็นได้   ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง  0.7   ถึง   1.3  ไมครอน ( 1 ไมครอน =  0.000001  เมตร)   หรือ  700   ถึง   1300  นาโนเมตร   (1  นาโนเมตร  =  0.000000001  เมตร)
2. แสงกลางแดง  (Mid-IR)  มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง   1.3  ถึง  3  ไมครอน   ทั้งแสงใกล้แดง กับกลางแดง   นิยมกับอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์  เช่น เครื่องควบคุมระยะไกล  (รีโมท คอนโทล )
3. เทอร์มอล  อินฟราเรด  (Thermal  infrared)  หรือเรียกว่า แสงร้อน   มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง  3  ไมครอน  ถึง  30  ไมครอน
ความแตกต่างระหว่างแสงร้อน   กับแสงใกล้แดง  และแสงกลางแดง  คือแสงร้อนเกิดจากการแผ่รังสีของวัตถุ มาจากการเปลี่ยนระดับพลังงานภายในอะตอม ไม่ได้เกิดจากการสะท้อนแสงของวัตถุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
civil kang
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #109 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 08:23:33 pm »

นาย สราวุฒิ ดีดวงพันธ์ 115330411028-7 sec 4 วิศวกรรมโยธา วันที่ 20/1/2554  20:23
 มีหลักการทำงานดังนี้
     1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
     2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram)  ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 1 ใน 30 วินาที 
        ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
     3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
     4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
     5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
opisit
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด
« ตอบ #110 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 08:28:13 pm »

กระผม นาย พิสิทธิ์ สอนเทศ นักศึกษาคณะ วิศวกรรมศาสตร์ sec 17 รหัสประจำตัว 115340441207-0
เรียนกับอาจารย์ ผ.ศ. จรัส บุณยธรรม
เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ. 2554 ที่บ้าน เวลา  20:18 น.
มีความเห็นว่า/มีข้อคิดเห็นว่า/ความรู้จากเนื้อหาที่ได้ คือ  มีหลักการทำงานดังนี้
     1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
     2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน  (thermogram) 
         ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 1 ใน 30 วินาที ข้อมูลที่ได้คือจุดความร้อนหลายพันจุด
     3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า (electric  impulses)
     4. สัญญาณทางไฟฟ้าถูกส่งไปที่หน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์  และแปลสัญญาณออกเป็นภาพบนจอมอนิเตอร์
     5. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา 
        ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ณัฐพงษ์ สันทะ
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 114


ดูรายละเอียด
« ตอบ #111 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 08:28:24 pm »

กระผม นาย ณัฐพงษ์  สันทะ นักศึกษาคณะ วิศวกรรมอุตสาหการ - การจัดการ sec 4 รหัสประจำตัว 115330441216-2
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
เข้ามาตอบกระทู้วันที่_20  เดือน_01  พศ_2554   ที่(ชื่อหอพัก/ชื่อบ้านพัก)_ประสงค์  เวลา_20.28
มีความเห็นว่า/มีข้อคิดเห็นว่า/ความรู้จากเนื้อหาที่ได้ คือ 

กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ
Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด 
โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน 
 วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องความมืด  เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่าสว่าง  และแน่นอนต้องอธิบายแสงก่อนว่าคืออะไร   พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น 
ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   
แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง   (infrared)   หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ponyotha
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 123


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #112 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 09:00:59 pm »

ผมนายวีรพล  นุ่มน้อย รหัส115330411014-7 sec.4 เลขที่11 วิศวกรรมโยธา วันที่20/1/54 เวลา 21.00 น. อยู่เจริญแมนชั่น
   พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น ความยาวคลื่นสั่นแสดงว่ามีพลังงานมาก ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อยในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็นและสีม่วงมีความยาวคลื่นที่สั่นที่สุด แสดงว่ามีพลังงานมากที่สุดถัดจากแสงสีแดง เป็นแสงที่ตามองม่เห็นเราเรียกแสงย่านนี้ว่าแสงใต้แดงหรือแสงอินฟราเรด แตกออกเป็น 3 ส่วน 1. แสงใกล้แดง 2. แสงกลายแดง 3. เทอร์มอล อินฟราเรด
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
wuttipong
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #113 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 09:03:21 pm »

กระผมนายวุฒิพงษ์ สุขะ เลขที่ 23 วิศวกรรมโยธา sec.04 รหัส 115330411029-5 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 20/1/2554 เวลา 21:03 น. สถานที่หอพัก FourB5
สรุปได้ว่า
ด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ   เชื่อหรือไม่ว่าในคืนเดือนมืดคุณสามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางกว่า  200 เมตร   กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ
      1. Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
      2. Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
      พลังงานของแสงเกี่ยวข้องกับความยาวคลื่น  ความยาวคลื่นสั้นแสดงว่ามีพลังงานมาก   ส่วนความยาวคลื่นยาวแสดงว่าพลังงานน้อย    ในย่านช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น  แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด   แสดงว่ามีพลังงานมากสุด   ถัดจากแสงสีแดง  เป็นแสงที่ตามองไม่เห็น   เราเรียกแสงย่านนี้ว่า  แสงใต้แดง   (infrared)   หรือแสงอินฟราเรดก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
oOGIG...k}
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 119


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #114 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 09:40:32 pm »

นาย ชำนาญกิจ ศิริยานนท์ วิศวกรรมโยธา 115330411004-8เลขที่ 4sec.04 วันที่ 20/1/54 เวลา09:39:49 pm ณ.ที่หอเศรษฐบุตร
ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Meena
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #115 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 10:32:32 pm »

นายพสิษฐ์  แดงอาสา   นศ.วิศวกรรมโยธา  รหัส 115330411011-3  Sec 4    ณ บ้านเลขที่ 231/135


ด้วยอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ   เชื่อหรือไม่ว่าในคืนเดือนมืดคุณสามารถมองเห็นได้ไกลเป็นระยะทางกว่า  200 เมตร   กล้องพวกนี้แยกเทคโนโลยีออกเป็น   2  แบบ  คือ

   1. Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
   2. Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
pichet
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 144


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #116 เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 11:39:43 pm »

กล้องมองในที่มืดแยกเทคโนโลยีออกเป็น  2  แบบ  คือ
กระผม นายพิเชษฐ์  จันทร์โสภา   นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา sec 4 รหัสประจำตัว 115330411044-4 เลขที่ 37 วันที่ 20/01/54 เวลา 23.42 น.
เรียนกับอาจารย์ ผศ.จรัส บุณยธรรมา
1.Image enhancement ใช้วิธีการเก็บกักแสง แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด ขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2.Thermal imaging ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน  ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน  วัตถุยิ่งมีความร้อนมากจะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kangsachit
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 134


ดูรายละเอียด
« ตอบ #117 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 03:29:36 am »

นายกังสชิต จิโน  นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา รหัส 115330411017-0 sec 4 เลขที่ 14 เข้ามาตอบกระทู้วันที่ 21/1/54 เวลา 03.29 น. หอมาลีแมนชั่น
ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
mypomz
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 121


ดูรายละเอียด
« ตอบ #118 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 10:00:29 am »

นายนพรัตน์  โตอิ่ม    คณะวิศวกรรมโยธา
รหัส 115330411040-2  เลขที่ 33    sec 4   
ตอบกระทู้วันที่  21 ม.ค. 54  เวลา  10.00 สถานที่ หอพัก

ระบบการสร้างภาพด้วยความร้อน  มีหลักการทำงานดังนี้
1. ใช้เลนส์พิเศษรวมแสงอินฟาเรด ที่เปล่งออกมาจากวัตถุ
2. ดีเทคเตอร์ทำการกวาดจุดและตำแหน่งต่างๆ ที่มีความร้อน  สร้างเป็นแผนภาพความร้อน
3. จุดความร้อน ถูกเปลี่ยนเป็นสํญญาณทางไฟฟ้า
4. การแปลสัญญาณเป็นภาพสีบนจอขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอินฟาเรดที่วัตถุเปล่งออกมา  ภาพสีที่ปรากฎบนจอมอนิเตอร์จึงแสดงให้เห็นถึงความร้อนของวัตถุนั้นๆได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
tongchai
อภิมหาเทพโพสเก่ง
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 124


ดูรายละเอียด
« ตอบ #119 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 01:44:22 pm »

ผมนาย ธงชัย ฉิมสุด นักศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการ-การจัดการ (สมทบ) sec 17 รหัส 115340441240-1  เข้ามาตอบกระทู้วันที่  21 มกราคม 2554 ณ หอพักโพธิ์ทอง  เวลา 13.42 น

1.Image  enhancement   ใช้วิธีการเก็บกักแสง  แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด  เป็นแสงที่อยู่ในย่านที่ตามองไม่เห็น แต่ไม่ใช่ย่านอินฟาเรด  โดยใช้วิธีการขยายสัญญาณแสง และแปลงออกเป็นภาพ
2.Thermal  imaging   เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีจับแสงในย่านอินฟราเรด ซึ่งเป็นย่านที่ให้ความร้อน   ความร้อนที่จับได้จากวัตถุไม่ได้เกิดจากการสะท้อน   วัตถุยิ่งมีความร้อนมาก  จะเปล่งแสงได้ดีกว่าวัตถุที่มีความร้อนน้อย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.305 วินาที กับ 22 คำสั่ง