RmutPhysics.com
พฤศจิกายน 21, 2020, 06:13:00 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เครื่องยนต์ ไฮโดรเจน  (อ่าน 3948 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2009, 05:44:54 pm »

การศึกษาการใช้พลังงานไฮโดรเจน 

           การศึกษาการใช้พลังงานไฮโดรเจน จากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นงานวิจัยการการดัดแปลงเครื่องยนต์

           เบนซิน 4 สูบ ให้สามารถใช้กับเชื้อเพลิงไฮโดรเจน จากผลการวิเคราะห์เชิงคำนวณ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮโดรเจน

           สามารถวิ่งได้บนพื้นราบ โดยมีความเร็วสูงสุดประมาณ 103 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตร

           ต่อชั่วโมง ภายในเวลา 15 วินาที สามารถวิ่งไต่ทางชันเกณฑ์ 10 % ด้วยความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่า

           เครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่ได้จากการดัดแปลงมีสมรรถนะเพียงพอในการ ขับเคลื่อนในเมือง โดยเครื่องยนต์ไฮโดรเจนมีข้อดีที่ไม่ทำ

           ให้เกิดมลพิษในอากาศ

 

•Liquid fuel from used polyethylene                 

            งานวิจัย ศึกษาปฏิกิริยาไฮโดรแครกกิ้งของโพลิเอทิลีนที่ใช้แล้ว โดยการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาประเภท 2 หน้าที่ ต่างๆกันได้แก่

            แพลตินัม-ฟลูออไรด์บนอะลูมินา แพลตินัม-ดีบุก-คลอไรด์-ฟลูออไรด์บนอะลูมินา นิเกิล-ดีบุก-คลอไรด์-ฟลูออไรด์บนอะลูมินา

            และโคบอลต์-ดีบุก-คลอไรด์-ฟลูออไรด์บนอะลูมินา ซึ่งจากการศึกษา พบว่า ภาวะที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาไฮโดรแครกกิ้ง

            ของโพลิเอทิลีนที่ใช้แล้ว คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ประกอบด้วย แพลตินัม 0.6 เปอร์เซ็นต์ ดีบุก 0.15 เปอร์เซ็นต์ คลอไรด์ 1.21

            เปอร์เซ็นต์ และฟลูออไรด์ 0.5 เปอร์เซ็นต์ บนอะลูมินา โดยใช้ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยา 40 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก อุณหภูมิ

            400 องศาเซลเซียส ความดัน 600 ปอนด์ต่อลูกบาศก์นิ้ว และเวลา 12 ชั่วโมง ผลที่ได้คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติเป็นน้ำมัน

            ก๊าซโซลีน ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่ได้เท่ากับ 94.8 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก โดยมีจำนวนคาร์บอน 10-16 อะตอม

 

•GM Sequel Concept รถเซลล์เชื้อเพลิงอนาคต

           ซีเควล คือ ผลงานล่าสุด ของจีเอ็ม ในการผสมผสานเทคโนโลยี Fuel Cell วัสดุอันล้ำหน้า ระบบควบคุมแบบอีเล็กโทรนิกส์

           ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยี่ระบบขับเคลื่อนชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน เป้าหมายของจีเอ็ม คือการออกแบบ

           พัฒนาและปรับปรุงระบบขับเคลื่อนด้วยพลัง Fuel Cell ให้มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับเครื่องยนต์แบบสันดาปทั้งเบนซินและ

           ดีเซลในปัจจุบัน ทั้งในด้านความทนทาน สมรรถนะ และสามารถผลิตออกทำตลาดได้จำนวนมาก ในราคาที่ทุกคนสามารถ

           เป็นเจ้าของได้ ภายในปี 2010 ซีเควลมีขนาดตัวรถเทียบเท่ากับเอสยูวีขนาดกลางอย่าง แคดิลแล็ค เอสอาร์เอ็กซ์ (Cadillac SRX)

           สามารถเดินทางได้ไกลถึง 300 ไมล์ โดยใช้พลังงานจากไฮโดรเจนล้วนๆ แต่ให้อัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์/ชม. (0-96 กม./ชม.)

           ในเวลาต่ำกว่า 10 วินาที ซึ่งถือว่าให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่าระบบ Fuel Cell ในปัจจุบัน ที่สามารถแล่นได้ในระยะทาง

           ระหว่าง 170-250 ไมล์ และมีอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชม.ระหว่าง12-16วินาทีขึ้นอยู่กับประเภทแบตเตอรี่ที่ใช้

 

•Biohydrogen พลังงานสะอาดจากเทคโนโลยีชีวภาพ
           (ตอนที่ 1: เทคโนโลยีชีวภาพพลังแสงอาทิตย์ – Solar Biotechnology)

              “ก๊าซไฮโดรเจน” ได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวเลือกที่จะมาทดแทนน้ำมันในอนาคตด้วยคุณสมบัติเด่นหลายประการ

           เช่น ให้พลังงานต่อหน่วยได้สูงสุดในบรรดาเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ จึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในจรวดขับดันสำหรับส่งยานอวกาศ

           และสามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษอันเป็นจุดเด่นของการเป็น “พลังงานสะอาด” (clean energy)

           ผลิตผลที่เกิดจากการเผาไหม้มีเพียงน้ำเท่านั้น กระบวนการผลิตก๊าซไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรมมีด้วยกันหลายวิธี

           แต่ที่ใช้กันมากและมีต้นทุนต่ำมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกเรียกว่า “steam hydrocarbon reforming” โดยจะฉีดพ่นไอน้ำอุณหภูมิสูง

           เข้าผสมกับก๊าซธรรมชาติ ทำให้โมเลกุลไฮโดรคาร์บอนเกิดการแตกตัวและปลดปล่อยไฮโดรเจนออกมา อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า

           “Gasification” คือการเผาถ่านหินที่มีกำมะถันต่ำโดยใช้อุณหภูมิสูง แล้วดักจับก๊าซที่เกิดขึ้นไปสกัดแยกไฮโดรเจนจากก๊าซอื่นๆ

           เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์อีกทีหนึ่ง แต่ถ้าต้องการก๊าซไฮโดรเจนที่มีความบริสุทธิ์สูงก็จะใช้วิธี

           “Electrolysis” คือการแยกน้ำด้วยกระแสไฟฟ้า ไฮโดรเจนที่ได้จากวิธีการที่กล่าวมายังมีต้นทุนที่สูงกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่มาก 

              งานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าสามารถจะใช้สิ่งมีชีวิตบางชนิดมาผลิตก๊าซไฮโดรเจน (Biohydrogen)

           ในปริมาณมากได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไม่หมด เช่น แสงแดดและน้ำ และยังผลิตได้จากกากของเสียที่เป็นชีวมวล (Biomass)

           หรือจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียได้อีกด้วย เป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัว การผลิตก๊าซไฮโดรเจนด้วยกระบวนการ

           ทางเทคโนโลยีชีวภาพจึงเป็น “เทคโนโลยีสีเขียว” (green technology) สำหรับอนาคต แนวคิดของการผลิตก๊าซไฮโดรเจน

           ด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ แยกออกเป็น 2 แบบ แบบแรกจะใช้สิ่งมีชีวิตมาเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ไปสังเคราะห์

           ก๊าซไฮโดรเจน ส่วนอีกแบบจะใช้การสังเคราะห์ก๊าซไฮโดรเจนเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย หรือใช้ประโยชน์

           จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 

 

•Quantum ได้รับสิทธิบัตรสำหรับระบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เคลื่อนย้ายได้

           บริษัท Quantum Fuel Systems Technologies ได้รับสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา สำหรับระบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน

           ที่เคลื่อนย้ายและพกพาได้ โดยรวมระบบการผลิตไฮโดรเจนภายในให้สามารถผลิตระบบย่อยหรือรับไฮโดรเจนความดันต่ำ

           จากแหล่งภายนอก รวมทั้งมีความสามารถในการอัดและจ่ายที่ความดัน 5,000 หรือ 10,000 psi (350 or 700 บาร์)

           เป็นระบบการพัฒนาโครงสร้างการเติมเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางทหาร ปัจจุบัน Quantum

           ได้จำหน่ายเครื่องผลิตเชื้อเพลิงออกไปแล้วสองรุ่นคือ HyHauler และ HyHauler Plus

 

•Nissan ประกาศความสำเร็จในการประดิษฐ์ชุดเชลล์เชื้อเพลิงภายในเครื่องแรก

           Nissan ประกาศความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนาชุดเชลล์เชื้อเพลิงและระบบการจัดเก็บไฮโดรเจน

           ถึง 700 บาร์ด้วยตนเองได้ หลังจากที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงของ United Technologies โดยการเพิ่มกำลัง

           แต่ขนาดเล็กลงถึง 60%  สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอายุการใช้งานมากกว่าเดิม

           กว่า 2 เท่า และขีดความสามารถในการจัดเก็บเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ทำให้สามารถขับขี่ได้ระยะทาง

           ยาวขึ้นถึง 350  กิโลเมตร Nissan ได้เริ่มทดสอบบนถนน ในสหรัฐและในญี่ปุ่น โดยให้เช่ารถรุ่น X-TRAIL FCV

           แก่ลูกค้าในจำนวนจำกัด ซึ่งจะเริ่มต้นจากบริษัท Cosmo Oil ในเดือนมีนาคม 2547
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.099 วินาที กับ 21 คำสั่ง