Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
Coperniciumธาตุที่ 112 ซึ่งมีมวลมากที่สุดในโลก PDF พิมพ์

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งตรงกับ 537 ปีแห่งชาตกาลของ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ผู้พบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของระบบสุริยะ สมาคม International Union of Pure and Applied Chemistry (IUPAC) ได้กำหนดชื่อของธาตุใหม่ว่า Copernicium (โคเปอร์นิชิอุม) ซึ่งมีสัญลักษณ์ Cn มีเลขเชิงอะตอม 112 และมีมวลเชิงอะตอม 278 Cn จึงเป็นธาตุที่มีมวลมากที่สุดในโลก

ธาตุที่พบในธรรมชาติมี 92 ชนิด โดยมี uranium (ยูเรเนียม) เป็นธาตุที่มีมวลเชิงอะตอมมากที่สุด เพราะนิวเคลียสของยูเรเนียมมีโปรตอน 92 ตัว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงกำหนดให้เลขเชิงอะตอมของยูเรเนียมเท่ากับ 92 และยูเรียมเป็นธาตุที่ 92 ในตารางธาตุ (Periodic Table of Elements)



ในปี ค.ศ. 1934 Enrico Fermi (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี 1938) ได้เสนอแนะให้นักวิทยาศาสตร์สร้างธาตุใหม่โดยวิธียิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยนิวตรอนที่เป็นกลาง (คือไม่มีประจุทั้งบวกและลบ) ความเป็นกลางของนิวตรอนทำให้สามารถทะลุเข้าไปฝังตัวอยู่ในนิวเคลียสได้ แต่นิวเคลียสใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเสถียรหรือไม่เสถียรก็ได้ และถ้าเป็นกรณีหลังนิวเคลียสใหม่นั้นก็จะสลายตัวเมื่อนิวตรอนตัวหนึ่งในนิวเคลียสได้สลายตัวและปล่อยอิเล็กตรอนกับแอนตินิวทริโนออกมา แล้วนิวตรอนตัวนั้นก็กลายเป็นโปรตอน ซึ่งอิเล็กตรอนที่พุ่งออกมาจากนิวเคลียส คือรังสีบีตา ดังนั้นในภาพรวมการดูดกลืนนิวตรอนเข้าไปในนิวเคลียสใหม่จะทำให้เกิดรังสีบีตา และนิวเคลียสใหม่มีจำนวนโปรตอนเพิ่มขึ้น 1 ตัว และเลขเชิงอะตอมของธาตุจึงเพิ่มขึ้น 1 ด้วย ซึ่งนี่ก็คือหลักการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสร้างธาตุใหม่ในยุคแรกๆ

ในปี 1941 Glenn T. Seaborg (นักเคมีรางวัลโนเบลปี 1951) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กลีย์ในสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคนิคที่ Fermi เสนอแนะ สังเคราะห์ธาตุใหม่ที่หนักกว่ายูเรเนียม โดยการระดมยิงนิวเคลียสของยูเรเนียมด้วยนิวตรอน ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เพราะถ้านิวตรอนมีความเร็วสูงไป นิวเคลียสของยูเรเนียมจะแตกกระจัดกระจาย และธาตุใหม่ก็ไม่เกิด การคำนวณทางฟิสิกส์ทำให้ Seaborg รู้พลังงานของนิวตรอนที่เหมาะสม และพบว่าเมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียมรับนิวตรอนเข้าไป 1 ตัว ภายในเวลาไม่นาน มันจะปล่อยอิเล็กตรอนและแอนตินิวทริโนออกมา แล้วมีโปรตอนเกิดขึ้นในนิวเคลียสนั้น 1 ตัว แต่ถ้ารับนิวตรอนเข้าไป 2 ตัว โปรตอนที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะมี 2 ตัวด้วย ทำให้ได้ธาตุใหม่ที่มีเลขเชิงอะตอมเท่ากับ 94 ซึ่งมีชื่อว่า plutonium และมีสัญลักษณ์เป็น Pu



สำหรับหลักเกณฑ์การตั้งชื่อธาตุใหม่นี้ IUPAC ได้กำหนดให้ผู้พบธาตุใหม่เป็นคนตั้งชื่อ ซึ่งอาจเรียกตามชื่อของสถานที่พบธาตุใหม่ หรือชื่อดาว หรือชื่อนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่เสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้าง plutonium ซึ่งเป็นธาตุที่ 94 แล้ว Seaborg ได้ขยายขนาดของตารางธาตุ โดยสร้างธาตุที่มีมวลมากกว่ายูเรเนียม 8 ธาตุ อันได้แก่
1. neptunium (Np) ธาตุที่ 93 ตั้งตามชื่อดาวเนปจูน ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดยูเรนัส (ที่มาของชื่อธาตุยูเรเนียม) ออกไป
2. plutonium (Pu) ธาตุที่ 94 ตั้งตามชื่อดาวพลูโต
3. americium (Am) ธาตุที่ 95 ตั้งตามชื่อประเทศสหรัฐอเมริกา
4. curium (Cm) ธาตุที่ 96 ตั้งตามชื่อของ Marie Curie
5. berkelium (Bk) ธาตุที่ 97 ตั้งตามชื่อวิทยาเขตเบิร์กลีย์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
6. californium (Cf) ธาตุที่ 98 ตั้งตามชื่อรัฐแคลิฟอร์เนีย
7. einsteinium (Es) ธาตุที่ 99 ตั้งตามชื่อของ Albert Einstein
8. fermium (Fm) ธาตุที่ 100 ตั้งตามชื่อของ Enrico Fermi

หลังจากที่ Seaborg ได้ทำให้โลกรู้จักธาตุมากถึง 100 ธาตุแล้ว ความลำบากในการสร้างธาตุใหม่เริ่มมีอีกจน Niels Bohr นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี 1922 ถึงกับปรารภว่า นี่คงเป็นจุดสิ้นสุดของการสร้างธาตุใหม่ เพราะเทคนิคที่ใช้ยิงนิวตรอนให้พุ่งชนนิวเคลียสของธาตุหนักเริ่มไม่ได้ผล นักฟิสิกส์และนักเคมีจึงต้องคิดหาวิธีใหม่ โดยใช้กระสุนที่เป็นนิวเคลียสของธาตุเบา เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ฮีเลียม ฯลฯ แทน ทำให้พบธาตุใหม่เพิ่มคือ
mendelevium (Md) ธาตุที่ 101 ตั้งตามขื่อของ Dmitri Mendeleev ผู้พบตารางธาตุ
nobelium (No) ธาตุที่ 102 ตั้งตามชื่อของ Alfred Nobel ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบล

สำหรับในกรณีการสร้าง mendelevium ซึ่งเป็นธาตุที่ 101 นั้น Seaborg และคณะได้ใช้นิวเคลียสของฮีเลียมอันเป็นธาตุที่ 2 ยิงนิวเคลียสของ einsteinium อันเป็นธาตุที่ 99
เพราะเทคโนโลยีการสร้างธาตุสมัยใหม่สลับซับซ้อนและยุ่งยากมาก จึงมีราคาแพงมาก ดังนั้นในระหว่างปี 1958-1974 โลกจึงมีห้องปฏิบัติการเพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่สามารถแปลงธาตุได้ นั่นคือที่ Lawrence Berkeley National Laboratory ในสหรัฐอเมริกา และที่ Joint Institute for Nuclear Research ที่เมือง Dubna ในรัสเซีย โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั้งสองชาติจะทำงานแข่งขันกัน และตรวจสอบกันและกัน เพื่อยืนยันหรือหักล้างการอ้างพบธาตุใหม่ของอีกทีมหนึ่ง

การแข่งขันสร้างธาตุใหม่เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ และรางวัลโนเบลทำให้พบธาตุใหม่เพิ่มอีกดังต่อไปนี้ คือ
lawrencium (Lr) ธาตุที่ 103 ตั้งตามชื่อของ Ernest Lawrence ผู้สร้างเครื่องเร่งอนุภาค cyclotron
rutherfordium (Rf) ธาตุที่ 104 ตั้งตามชื่อของ Ernest Rutherford ผู้พบนิวเคลียสในอะตอม
dubnium (Db) ธาตุที่ 105 ตั้งตามชื่อเมือง Dubna ในรัสเซีย
และ seaborgium (Sg) ธาตุที่ 106 ตั้งตามชื่อของ Glenn T. Seaborg

หลังจากการพบธาตุที่ 106 แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มประสบอุปสรรคอีก เพราะเทคนิคการหลอมรวมนิวเคลียสของธาตุหนักกับธาตุเบาเริ่มไม่ทำงาน โดยโปรตอนที่มีในนิวเคลียสคู่กรณีจะมีแรงผลักทางไฟฟ้าทำให้นิวเคลียสใหม่ไม่เสถียร นักวิทยาศาสตร์จึงต้องกันไปใช้เทคนิคใหม่ โดยการยิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยนิวเคลียสอื่นที่ค่อนข้างหนัก การทดลองที่บุกเบิกโดยสถาบัน Institute for Heavy Ion Research หรือ GSI (Gesellschaft für Schwerionenforschung) ที่ Darmstadt ในเยอรมนี ที่สร้างในปี 1969 ทำให้ได้ธาตุใหม่คือ

bohrium (Bh) ธาตุที่ 107 ตั้งตามชื่อของ Niels Bohr ผู้สร้างทฤษฎีอะตอม โดยเฉพาะอะตอมไฮโดรเจน

hassium (Hs) ธาตุที่ 108 ตั้งตามชื่อรัฐ Hesse ที่เมือง Darmstadt ตั้งอยู่

meitnerium (Mt) ธาตุที่ 109 ตั้งตามชื่อของ Lise Meitner นักฟิสิกส์สตรีผู้อธิบายปรากฏการณ์ nuclear fission

darmstadtium (Ds) ธาตุที่ 110 ตั้งตามชื่อเมือง Darmstadt ในเยอรมนี

roentgenium (Rg) ธาตที่ 111 ตั้งตามชื่อของ Wilhelm Röntgen ผู้พบรังสีเอกซ์

เช่นในกรณีธาตุที่ 110 นั้น นักวิจัยได้ยิงนิวเคลียสของตะกั่ว (ธาตุที่ 82) ด้วยนิวเคลียสของนิกเกิล (ธาตุที่ 28) และเมื่อยิงนิวเคลียสของบิสมัท (ธาตุที่ 83) ด้วยนิวเคลียสของนิกเกิล (ธาตุที่ 28) ก็ได้ธาตุที่ 111 เป็นต้น

ความยากลำบากที่เกิดจากความพยายามจะสังเคราะห์ธาตุใหม่ๆ คือโอกาสที่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นมีน้อยมาก เช่นนักวิจัยต้องเดินเครื่องยิงอนุภาคล้าน ล้านตัวตลอดเวลา 2 สัปดาห์ จึงจะได้ธาตุ meitnerium 1 อะตอม และจะต้องทดลองนานถึง 6 สัปดาห์ จึงจะเห็นธาตุ roentgenium 1 อะตอม และความจริงก็เป็นที่ประจักษ์ว่าธาตุยิ่งหนัก ยิ่งสร้างยาก ยกตัวอย่างในกรณี plutonium (ที่ใช้ทำระเบิดปรมาณู) ปัจจุบันนี้โลกมีธาตุนี้ 1,000 ตัน แต่มี fermium เพียง 1 กรัมเท่านั้นเอง

นอกจากธาตุซูเปอร์หนักเหล่านี้จะเกิดยากแล้ว อายุขัยของธาตุใหม่ก็ยังสั้นมากด้วย เช่นในกรณี rutherfordium, dubnium, seaborgium, bohrium, hassium, meitnerium, darmstadtium และ roentgenium มีครึ่งชีวิตนาน 1.3 ชั่วโมง, 16 ชั่วโมง, 1.9 นาที, 61 วินาที, 16.5 นาที, 1.1 วินาที, 11วินาที และ 3.6 วินาทีตามลำดับ เพราะอายุขัยของธาตุใหม่สั้นมาก ดังนั้นเครื่องตรวจจับนิวเคลียสของธาตุจึงต้องทำงานอย่างฉับไว เพื่อสังเกต ตรวจวัดสมบัติของนิวเคลียสใหม่ให้ได้ก่อนที่จะหายวับไปต่อหน้าต่อตา
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน GSI ที่เมือง Darmstadt ในเยอรมนี ภายใต้การนำของ S. Hofmann ได้รายงานการเห็นนิวเคลียสของธาตุใหม่ โดยการระดมยิงนิวเคลียสของตะกั่ว (ธาตุที่ 82) ด้วยสังกะสี (ธาตุที่ 30) ดังปฏิกิริยา



อะตอมที่เกิดนี้เป็นธาตุใหม่ที่มีเลขมวล 278 ซึ่งสลายให้ธาตุใหม่ที่มีเลขมวล 277 และอนุภาคนิวตรอน จากนั้นนิวเคลียสของธาตุใหม่ก็สลายตัวอีก 5 ครั้ง โดยการปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมา การวัดพลังงานของอนุภาคแอลฟาครั้งสุดท้ายทำให้รู้ว่ามันถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของธาตุ nobelium ซึ่งเป็นธาตุที่ 102 ด้วยเหตุที่อนุภาคแอลฟามีโปรตอน 2 ตัว ดังนั้นธาตุต้นกำเนิดต้องมีโปรตอน 112 ตัว มันจึงเป็นธาตุที่ 112

การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ RIKEN ที่เมือง Wako ในญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000 ซึ่งพบลักษณะการสลายตัวของธาตุใหม่แบบเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์เยอรมันพบ
ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 ทีมวิจัยจาก GSI จึงเสนอชื่อธาตุใหม่ว่า copernicium และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปีกลายนี้เอง

ธาตุ copernicium ซึ่งเกิดจากการแข่งขันเชิงวิชาการและความสามรถทางเทคโนโลยีนี้ มีโปรตอนมากกว่าธาตุยูเรเนียม 20 ตัว มันจึงเป็นธาตุประดิษฐ์ที่หนักที่สุดในโลก
เพราะธาตุใหม่อยู่ในคอลัมน์เดียวกับสังกะสี แคดเมียม และปรอทในตารางธาตุ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงรู้ว่าถ้ามี copernicium ในปริมาณมาก สสารที่ได้จะเป็นของเหลวและมีจุดเดือดที่ 300 องศาเซลเซียส และสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ดีกว่าปรอท
ขั้นตอนการสร้างธาตุใหม่ยังไม่สิ้นสุด นับถึงวันนี้คณะนักฟิสิกส์และนักเคมีบางทีมได้อ้างว่าประสบความสำเร็จในการสร้างธาตุที่ 113, 114, 115, 116 และ 117 แล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นๆ ดังนั้นธาตุที่อ้างว่าพบใหม่เหล่านั้นจึงยังไม่มีชื่อ เพราะอาจจะไม่มีจริง

คำถามที่น่าสนใจคือ นักวิทยาศาสตร์สร้างธาตุใหม่ๆ เพื่อประโยชน์อันใด
คำตอบก็คือ เพื่อให้ได้ความรู้บริสุทธิ์ว่ามนุษย์สามารถสร้างธาตุได้กี่ชนิด และตารางธาตุมีขนาดจำกัดหรือไม่
นอกจากนี้นักฟิสิกส์ก็รู้ว่า เมื่อใดที่พบธาตุที่ 126 ซึ่งนิวเคลียสของธาตุนั้นจะมีโปรตอน 126 ตัว นิวเคลียสจะเสถียรและไม่สลายตัวเป็นเวลานานถึง 100 ล้านปี และธาตุใหม่นี้อาจเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานรูปแบบใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างขึ้นได้ ในห้องปฏิบัติการบนโลก แต่ไม่สามารถหาได้จากนอกโลก

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ International Union of Pure and Applied Chemistry (IUPAC) และ International of Pure and Applied Physics (IUPAP) ได้ยอมรับการพบธาตุใหม่ที่หนักกว่าธาตุ copernicium คือธาตุที่ 114, 116 ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ununquadium และ ununhexium ตามลำดับ ส่วนธาตุที่ 113,115 และ 118 นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับว่ามี

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ความคิดเห็นแรก | Views: 933

บทความรวมวิทยาศาสตร์ของผู้จัดการออนไลน์  กรกฎาคม 54 PDF พิมพ์

สารบัญ

     

 

เนื่อเรื่อง

หน้า
ทานตะวัน 1
ประกวดภาพจาก “กล้องแรงอะตอม” 2
รู้ไหมว่า? “หินเป็น” คืออะไร 3
โลกเพิ่งผ่านจุดไกล “ดวงอาทิตย์” 4
เหลือเชื่อ! ในทะเลก็มี “เห็ด" 5
“ผ้าคลุมล่องหน” กำลังเป็นรูปเป็นร่าง 6
อยู่อย่างไร? ถ้าขยับได้แค่ “กลอกตา” ไปมา 7
เฟซบุ๊กสวนหมัดกูเกิล 8
ฟ้าผ่าฐานปล่อยแต่นาซายังเดินหน้าส่ง “กระสวยอวกาศ” ลำสุดท้าย 9
Samuel F.B. Morse กับโทรเลขที่โลกเลิกใช้ 10
รู้ไหมว่า? เราส่งมนุษย์ไปอวกาศได้ไกลแค่ไหนแล้ว 12
ปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ” 13
เคลียร์ความเชื่อ “ดาวนิบิรุ” พุ่งชนโลกดับ 14
พรรณไม้ในเมืองก็ดูดซับ “คาร์บอน” ได้ 15
ครั้งแรก! เผยภาพจุดจบ “ดาวหาง” ปลายทางที่ดวงอาทิตย์ 16
Coperniciumธาตุที่ 112 ซึ่งมีมวลมากที่สุดในโลก 17
7 ปัจจัยเสริมให้เกิดเรื่องลวงๆ จากท้องฟ้า 18
“คางคกสายรุ้ง” 19
เผยภาพ "กีวีขาว" สิ่งเคารพชาวเมารี-สัญลักษณ์พิทักษ์สัตว์ 20
เรื่องน่ายินดีหลังไทยเป็นเจ้าภาพ “ฟิสิกส์โอลิมปิก” 21
ยานนาซาเผยภาพแรกหลังเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อย “เวสตา” 22
เซอร์ไพรส์! พบดวงจันทร์ใหม่อีกดวงของ “พลูโต” 23
อังคาร: ดาวเพื่อนบ้านที่น่าสนใจ 24
“แมลงกิ่งไม้” ในอเมริกาดำรงอยู่มาล้านปีไม่เคยมี “เซ็กซ์” 25
ย้อนดูเหตุการณ์สำคัญ “ยุคกระสวยอวกาศ” 26
ดับฝันแฟนไซ-ไฟ พิสูจน์ “เดินทางข้ามเวลา” เป็นไปไม่ได้ 27
ใช้ “น้ำมะพร้าวหมัก” ช่วยน้ำยางพาราจับตัวดีกว่า “กรด” 8 เท่า 28
“นับดาวล้านดวง” มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์เมืองไทย 29
พบโลกมี “โทรจัน” ใช้วงโคจรร่วมกัน 30
Sonya Kovalevskaya สตรีนักคณิตศาสตร์ 31

ความคิดเห็นแรก | Views: 6570

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
โลกาภิวัฒน์ กรกฎาคม 54 ไทยรัฐ PDF พิมพ์

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทานตะวัน

 

เทพนิยายกรีกมีเล่ากำเนิดของทานตะวันว่า นางไม้ชื่อ Clytie ได้ตกหลุมรักสุริยเทพ Apollo แต่รักของนางมิได้รับการตอบสนอง นางจึงตั้งหน้าทอดสายตาจ้องดูเทพบุตรสุดที่รักของนางตั้งแต่วินาทีแรกที่ Apollo ปรากฏ จนกระทั่งองค์เทพตกลับขอบฟ้า การชะเง้อเพ้อคอยทั้งวันและทุกวันเช่นนี้ ได้ทำให้ร่างของนางกลายสภาพเป็นต้นทานตะวันในที่สุด โดยใบหน้ากลมกลายเป็นดอก และผมสีทองกลายเป็นกลีบสีเหลือง เมื่อตำนานเรื่องเล่าเป็นเช่นนี้ Malthias de Lobd Dodoens จึงได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของทานตะวันว่า Helianthus ซึ่งเป็นคำที่ได้จากการสนธิคำ helios ในภาษากรีกซึ่งแปลว่า ดวงอาทิตย์ กับคำ anthos ซึ่งแปลว่า ดอกไม้ ดังนั้น Helianthus จึงแปลว่า ดอกไม้แห่งดวงอาทิตย์ หรือ ทานตะวันนั่นเอง



เมื่อ 400 ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ชื่อ Rembert Dodoens ได้เคยศึกษาค้นหาที่มาของทานตะวันจนทำให้รู้ว่า ทานตะวันเป็นพืชท้องถิ่นของทวีปอเมริกากลางและใต้ที่ชาวพื้นเมืองนิยมปลูกและใช้เมล็ดเป็นยาสมุนไพรมานานแล้ว การขุดพบซากแห้งของทานตะวันในบริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปีในแอริโซนาและนิวเม็กซิโก แสดงให้นักมานุษยวิทยารู้ว่าชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือเทิดทูน และยกย่องทานตะวันว่าเป็นดอกไม้แห่งสุริยเทพที่ศักดิ์สิทธิ์ คนเผ่านี้จึงนิยมใช้ดอกทานตะวันตกแต่งเรือนผมของสาวพรหมจารี

ประวัติศาสตร์ยังได้จารึกอีกว่าในปี 2124 นายพล Caravel คือ บุคคลแรกที่นำทานตะวันจากเปรูและเม็กซิโกไปปลูกในยุโรป ทำให้ชาวยุโรปนิยมชมชอบดอกทานตะวันมากเพราะดูสวยสง่าและให้ดอกดก แม้แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสก็ทรงโปรดทานตะวันจนถึงกับสร้างสวนทานตะวันส่วนพระองค์ เพราะทรงเห็นว่า เวลาทานตะวันทั้งทุ่งบานดอกทุกดอกจะหันดอกหาพระองค์เสมือนถวายความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อ Oscar Wild จัดตั้งสมาคม Aesthetic Movement ที่ลอนดอน เขาก็ใช้ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของสมาคม ความสดใสอย่างมีชีวิตชีวาของดอกทานตะวัน ทำให้ฟินเซนต์ ฟาน ก๊อก จิตรกรชาวดัตซ์ชื่นชมมาก จนถึงกับวาดภาพดอกทานตะวันในแจกันไว้หลายภาพ และภาพเหล่านี้ได้ทำให้ ฟาน ก๊อก และทานตะวันเป็นของคู่กันมาจนกระทั่งวันนี้

ทานตะวันเป็นพืชล้มลุกในวงศ์ Compositae เช่นเดียวกับรักเร่ ดาวเรือง และบานชื่น ลำต้นตรง สูงตั้งแต่ 0.5-5 เมตร ตามลำต้นมีขนเล็กๆ ปกคลุมลำต้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1-5 เซนติเมตร ในเบื้องต้นของการเจริญเติบโต ลำต้นจะอมน้ำได้มากจึงทำให้หักง่าย แต่เมื่อทานตะวันอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแกร่งและไม่เปราะอีกต่อไป ถึงกระนั้นลำต้นก็สามารถบิดตัวหันดอกให้เผชิญหน้าดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา และเมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าแล้ว ลำต้นก็จะบิดตัวกลับตรงอีกครั้งหนึ่ง ใบของทานตะวันมีสีเขียว รูปหัวใจ มีความยาวตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร ทานตะวันหนึ่งต้นอาจมีใบได้ตั้งแต่ 8-70 ใบ โดยมันจะแตกใบเป็นคู่ในทิศที่ทำมุม 90 องศากับคู่ที่แตกใบก่อน การสลับทิศของใบเช่นนี้ก็เพื่อให้ใบทุกใบมีโอกาสรับแสงอาทิตย์มากที่สุด การแตกใบจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดอกเริ่มบานแล้ว การแตกใบก็จะน้อยลงๆ รากของทานตะวันเป็นรากแก้วที่สามารถหยั่งดินได้ลึกตั้งแต่ 1.5-2.7 เมตร การมีรากแขนงมากมายช่วยให้ทานตะวันมีลำต้นที่สูงและเหยียดตรงได้อย่างมั่นคง

ดินที่เหมาะสำหรับปลูกทานตะวัน คือดินที่มีความเป็นกรด-ด่างในช่วง 5.7-8.0 ถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินร่วน เวลาที่เหมาะสำหรับปลูกคือเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน แต่ถ้าดินเป็นดินร่วนปนทราย เวลาที่ดีคือช่วงกลางฤดูฝน ถ้าไร่ทานตะวันมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เป็นเวลาที่เหมาะที่สุด ตามปรกติทานตะวันชอบขึ้นในบริเวณที่ไม่มีน้ำขัง และอากาศมีอุณหภูมิตั้งแต่ 18-25 องศาเซลเซียส ทานตะวันที่ออกในหน้าร้อน ดอกมักมีขนาดต่างๆ กันตามสายพันธุ์ ดอกที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 30 เซนติเมตร ดอกทานตะวันที่สมบูรณ์อาจมีดอกย่อยได้นับพันเรียงรายแน่นบนช่อดอก การเป็นดอกสมบูรณ์ที่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องอาศัยแมลงในการสืบพันธุ์

ทานตะวันแพร่พันธุ์โดยใช้เมล็ดซึ่งตามปกติมีสีต่างๆ กันเช่น ดำ ดำแกมเทา ดำแกมขาว หรือแดงแกมเทา ทานตะวันหนึ่งดอกมีเมล็ดได้ตั้งแต่ 250-1,500 เมล็ด และทุกเมล็ดจะเรียงตัวกันเป็นเกลียวเต็มหน้าดอก เมล็ดมีความยาวตั้งแต่ 7-25 มิลลิเมตรและกว้างตั้งแต่ 4-13 มิลลิเมตรนี้ เป็นสารอาหารที่มีโปรตีนสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก

แม้ทานตะวันจะเป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลใส่ใจมาก แต่ชาวไร่ก็ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย และกำจัดวัชพืชในไร่เป็นครั้งคราว โดยใช้ยากำจัด alachlor ในสัดส่วน 300-400 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อน้ำ 4 ปิ๊บ แล้วฉีดพ่นที่ใบ ซึ่งจะทำให้ไร่ทานตะวันปลอดวัชพืชได้นานประมาณ 2 เดือน โรคที่คุกคามทานตะวันมากที่สุดคือโรคราสนิมและโรคเหี่ยว ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญคือ แมลงเต่าทอง ซึ่งชอบกัดกินใบทานตะวันเป็นอาหาร แต่ถ้าชาวไร่ฉีดพ่นยา Furadon ที่ลำต้นและใบ ภัยคุกคามจากแมลงเต่าทองก็จะลดความรุนแรงลง

หลังจากที่ดอกทานตะวันบานได้นานประมาณ 1 เดือน กลีบดอกก็จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล และนั่นเป็นสัญญาณว่ามันพร้อมให้ชาวไร่เก็บเกี่ยวแล้ว ชาวไร่จะตัดดอกนำไปวางผึ่งแดด และจัดเพื่อให้ดอกแห้งสนิท ส่วนลำต้นนั้นนำไปทำกระดาษและเชื้อเพลิง รากนำไปแปลงเป็นแป้ง
ในปี 2259 Arthur Bunyan ได้พบว่าน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวันสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้ นอกจากคุณประโยชน์นี้แล้ว น้ำมันทานตะวันยังใช้ทำเนยเทียม น้ำสลัด น้ำมันปรุงอาหาร สี และพลาสติก ส่วนกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมันก็นำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ และเมื่อนักโภชนาการพบว่าน้ำมันทานตะวันมีกรดไขมันที่สามารถลดโคเลสเทอรอลในร่างกายได้ ผู้คนจึงหันมาบริโภคน้ำมันทานตะวันกันมากจนกลายเป็นน้ำมันพืชที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากน้ำมันถั่วเหลือง

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั่วโลกมีไร่ทานตะวันประมาณ 2 ล้านไร่ สามารถผลิตน้ำมันทานตะวันได้ประมาณปีละ 1 แสนตัน ปัจจุบันรัสเซียเพียงประเทศเดียวมีไร่ทานตะวัน 32 ล้านไร่ อาร์เจนตินามี 7 ล้านไร่ จึงทำให้โลกสามารถผลิตน้ำมันทานตะวันได้มากถึง 10 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะนี้นักเทคโนโลยีชีวภาพก็กำลังพยายามหาวิธีทำให้ทานตะวันมีดอกใหญ่ขึ้นและเมล็ดทานตะวันมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย

เมื่อมีการพบว่า น้ำมันทานตะวันสามารถใช้แทนน้ำมันดีเซลได้แม้ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า ทานตะวันจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่ง

การศึกษาศักยภาพของน้ำมันทานตะวันเพื่อนำมาใช้เป็นน้ำมันเครื่องยนต์ได้ ทำให้นักวิชาการ ณ วันนี้รู้ว่า มันให้พลังงานความร้อนน้อยกว่าน้ำมันดีเซล ความหนืดที่สูงทำให้ปฏิกิริยาสันดาปในเครื่องจักรกลที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเชื้อเพลิงเกิดขึ้นช้าและไม่สมบูรณ์ ทำให้มีฝุ่นและกากตะกอนที่เกิดจากการสันดาปตกค้างในเครื่องจักร และนั่นก็หมายความว่าเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเวลานาน จะทำงานบกพร่องบ่อยขึ้นๆ จนในที่สุดเครื่องยนต์จะชำรุดเพราะถ่านที่ไม่ถูกสันดาปจะผสมกับน้ำมันหล่อลื่นเป็นตะกอนอุดตันท่อทำงาน

ส่วนข้อดีของน้ำมันทานตะวันในฐานะน้ำมันเชื้อเพลิง คือ มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบค่อนข้างน้อย ดังนั้นผลิตผลที่ได้จากการสันดาปเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะมีน้อย มีผลทำให้ความรุนแรงอันเนื่องจากปรากฏการณ์เรือนกระจกน้อยลงด้วย

การตระหนักในข้อจำกัดต่างๆ ของน้ำมันทานตะวันทำให้นักเทคโนโลยีชีวภาพปัจจุบันมุ่งหวังจะพัฒนาน้ำมันทานตะวันให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้รวดเร็วขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น และให้น้ำมันคงสภาพเป็นของเหลวในอากาศเย็น เพื่อให้เจ้าของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทานตะวันเป็นเชื้อเพลิงสามารถขับรถยนต์ได้ในยามอุณหภูมิอากาศลดต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

ประเทศไทยมีไร่ทานตะวันขนาดใหญ่ที่สระบุรี สระแก้ว กาญจนบุรี ราชบุรี และจันทบุรี รวมเนื้อที่ประมาณ 4 แสนไร่ เก็บเกี่ยวเมล็ดทานตะวันได้โดยเฉลี่ยประมาณ 140 กิโลกรัมต่อไร่ทำรายได้มูลค่า 1,400 บาท จากการลงทุนประมาณ 800 บาทต่อไร่ ปัญหาที่เกษตรกรมักประสบ คือ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทานตะวันจากต่างประเทศมาปลูกด้วยราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้รายรับ/รายจ่ายไม่คงที่ ซึ่งหากแก้ไขปัญหานี้ได้ ทานตะวันก็จะเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ทำเงินเข้าประเทศได้มาก

ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 J.M. Burke แห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในสหรัฐอเมริกาและคณะได้รายงานว่า เขาได้ประสบความสำเร็จในการตัดต่อพันธุกรรมทานตะวันโดยการเปลี่ยนแปลงยีนของ Helianthus annus ให้มีภูมิคุ้มกันโรคเน่าเนื่องจากรา S. sclerotiorum ซึ่งตามปรกติราชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในดินแต่สปอร์ของราซึ่งเป็นพาหนะนำเชื้อโรคสามารถลอยไปมาในอากาศได้ ดังนั้นเวลาสปอร์ลอยปะทะดอกทานตะวัน ราจะแพร่กระจายไปทั่วดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและใบหุบ จนในที่สุดทานตะวันทั้งต้นก็จะเน่า

Burke ได้วิจัยพบว่า พืชใดก็ตามที่สามารถผลิตเอนไซม์ oxalate oxidase (OxOx) ซึ่งสามารถทำลาย oxalate ได้ แล้วให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับ hydrogen peroxide พืชต้นนั้นจะไม่เป็นโรคเน่า ดังนั้น Burke และคณะจึงตัดต่อยีน โดยการนำยีนใหม่ใส่ในยีนของทานตะวัน เพื่อให้ยีนนี้บังคับยีนทานตะวันให้สร้างเอนไซม์ oxalate oxidase ซึ่งจะทำให้ทานตะวันไม่เป็นโรคเน่าอีกต่อไป

ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 A.V. Harter แห่งมหาวิทยาลัย Indiana ในสหรัฐอเมริกากับคณะ ได้รายงานประวัติความเป็นมาของการทำเกษตรกรรมทานตะวันในทวีปอเมริกาเหนือว่า การขุดพบซากแห้งของต้นทานตะวันอายุ 4,130 ± 40 ปีที่ San Andres ในเมือง Tabasco ของเม็กซิโกเมื่อปี 2544 และการพบซากทานตะวันอายุ 2,850 ± 85 ปี ที่เมือง Tennessee เมื่อปี 2549 ทำให้ Harter สามารถวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของทานตะวันต่างๆ จนรู้ว่า แหล่งกำเนิดเกษตรกรรมทานตะวันในทวีปอเมริกาเหนือมีหลายแห่ง หาได้เกิดขึ้น ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวแล้วแพร่กระจายสู่ส่วนต่างๆ ของทวีป นอกจากนี้ Harter ยังได้สรุปอีกว่า ทานตะวันที่เกษตรกรโบราณใช้ปลูกนั้น ได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างทานตะวันป่าที่ขึ้นในบริเวณนั้นๆ ซึ่งข้อมูลนี้ก็ตรงกับประวัติศาสตร์การทำเกษตรกรรมพืชชนิดอื่นในทวีปอื่นว่าได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายๆ สถานที่


สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

หน้า 2

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประกวดภาพจาก “กล้องแรงอะตอม” เปิดโลกวิทย์สู่โลกศิลป์

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (นาโนเทค)

 

สำหรับนักวิจัยในห้องทดลองทางด้านนาโนเทคโนโลยีคงคุ้นเคยกันดีกับภาพถ่ายจาก “กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม” แต่สำหรับคนทั่วไปภาพเหล่านั้นไม่ได้มีให้ชมกันง่ายๆ จึงเกิดโครงการประกวดภาพถ่ายที่จะเผยให้โลกภายนอกได้เห็นความงามจากโลกวิทยาศาสตร์ขึ้น

ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการ
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า ได้เปิดโครงการประกวดภาพถ่ายทางวิทยาศาสตร์ (Micro-Nano 2011 Photo Contest) ในหัวข้อ “จากงานวิจัยสู่งานศิลปะ” (From research to visual art) ซึ่งเป็นการประกวดภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) หรือกล้องเอเอฟเอ็ม

รองผู้อำนวยการนาโนเทคอธิบายว่ากล้องจุลทรรศน์แรงอะตอมบันทึกภาพโดยอาศัยแรงยกของอะตอม โดยมีปลายเข็มลากไปบนพื้นผิววัสดุที่สนใจศึกษา คล้ายกับคนเราหลับตาแล้วเอามือลูบไปบนพื้นผิว จากนั้นแปลผลเป็นภาพว่าพื้นผิวเรียบหรือขรุขระ ซึ่งภาพถ่ายประเภทนี้มีบทบาทสมคัญต่อการศึกษาพื้นผิว โดยใช้ศึกษาวัสดุได้ทุกประเภททั้งที่เป็นตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า

“เราอยากให้คนทั่วไปได้มองเห็นโลกที่พวกเขาไม่เคยเห็น ให้เขาได้เห็นว่าพื้นผิวที่พวกเขาสัมผัสนั้นมีลักษณะอย่างไร โดยภาพที่ส่งเข้าประกวดนั้นต้องเป็นภาพที่ใช้ในงานวิจัย และเราจะตัดสินโดยพิจารณา 2 หลักเกณฑ์สำคัญ คือ ความสวยงาม และ การใช้งาน ทั้งนี้ ภาพที่ส่งเข้าประกวดสามารถปรับแต่งให้สวยงามด้วยเทคนิคใดก็ได้ แต่ห้ามตัดต่อ” ดร.ศิรศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 2 ส.ค.54 และตัดสินการประกวดในวันที่ 5 ส.ค. ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.nanotec.or.th/th/?p=1222

 

หน้า 3

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้ไหมว่า? “หินเป็น” คืออะไร

เห็ดหูช้างยึดเกาะบน "หินเป็นเทียม"

สำหรับใครไม่ได้เลี้ยงสัตว์น้ำอาจไม่รู้จัก “หินเป็น” (Live Rock) วัสดุธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศน์ของตู้ปลา ซึ่ง อลงกต อินทรชาติ หัวหน้าสถานีวิจัยประมงศรีราชา อธิบายว่า หินเป็นส่วนใหญ่เกิดจากซากปะการังที่ตายแล้ว และมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น สาหร่ายบางชนิด หรือปะการังเคลือบ เป็นต้น ไปเกาะอยู่ และยังเป็นที่ยึดเกาะของเห็ดทะเล ดังนั้น ในการเพาะเลี้ยงจึงต้องผลิต “หินเป็นเทียม” ขึ้นมาเลียนแบบธรรมชาติให้เป็นที่ยึดเกาะของเห็ดทะเลที่เพาะเลี้ยง

 

หน้า 4

วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โลกเพิ่งผ่านจุดไกล “ดวงอาทิตย์” มากที่สุดในวันชาติสหรัฐฯ

โลกเพิ่งโคจรผ่านจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด แต่วันดังกล่าวบางพื้นที่ของโลกกลับร้อนจัด ทั้งนี้เป็นผลจากแกนโลกเอียง (สเปซด็อทคอม/นาซา)

ในวันชาติของชาวอเมริกันคือวันที่โลกเพิ่งโคจรผ่านตำแหน่งไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด แต่นักพยากรณ์อากาศระบุว่าในวันดังกล่าวพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ กลับมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง

โลกเพิ่งผ่านตำแหน่งไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดที่เรียกว่า “จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุด” (aphelion) เมื่อเวลา 22.00 น.ของวันที่ 4 ก.ค.54 ตามเวลาประเทศไทย หรือตรงกับวันชาติสหรัฐฯ ซึ่งที่ตำแหน่งดังกล่าวโลกอยู่ห่างดวงอาทิตย์ประมาณ 152 ล้านกิโลเมตร มากกว่าระยะห่างเมื่อโลกอยู่ในตำแหน่ง “จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด” (perihelion) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค.54 ประมาณ 4.9 ล้านกิโลเมตร

ข้อมูลจากสเปซด็อทคอมระบุว่าผลต่างระหว่างระยะห่างในจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดและจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ที่ 4,996,435 กิโลเมตร หรือมีระยะต่างกัน 3.28% ซึ่งทำให้มีความแตกต่างในการรับพลังงานความร้อนอยู่ที่ 7% ด้วย ทั้งนี้ ระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกและดวงอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร

หากแต่สภาพอากาศร้อนๆ บนโลกไม่ได้สัมพันธ์กับระยะทางใกล้-ไกลดวงอาทิตย์และถ้าเราถามคนทางซีกโลกในเขตอบอุ่นจะได้คำตอบว่าช่วงเดือน มิ.ย. ก.ค.หรือ ส.ค. คือเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ซึ่งเป็นเช่นนี้เพราะแกนโลกเอียง 23.5 องศา ซึ่งมีผลให้ดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้านานแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู และยังมีผลต่อมุมที่รังสีของดวงอาทิตย์ตกกระทบยังโลกว่าอยู่ในมุมต่ำหรือพุ่งกระทบโดยตรง

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่โลกเข้าเคลื่อนเข้าสู่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ในช่วงวันที่ 1-5 ม.ค.ส่วนช่วงเวลาที่โลกจะเคลื่อนเข้าสู่จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ในช่วงวันที่ 2-6 ก.ค.ของแต่ละปี

หน้า 5

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เหลือเชื่อ! ในทะเลก็มี “เห็ด"

เห็ดสนิมขอบเขียว (แผ่นวงกลม) ในตู้ปลาการ์ตูน

หลังจากลองเลียบๆ เคียงๆ ถามเพื่อนร่วมงานว่ารู้จัก “เห็ดทะเล” หรือไม่? เสียงสะท้อนกลับมามีทั้งประหลาดใจ บ้างไม่เชื่อ บ้างย้อนว่าทีมข่าววิทยาศาสตร์เพี้ยนไปแล้ว แต่สิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นมีอยู่จริงและต่างไปจากเห็ดที่อยู่ในหม้อต้มยำกุ้ง

เห็ดหูช้างที่ยึดเกาะบน “หินเป็นเทียม”

แม้ชื่อว่าเห็ดและมีรูปร่างคล้ายเห็ดที่เราบริโภคกัน แต่ “เห็ดทะเล” (Muchroom anemone) จัดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลเดียวกับดอกไม้ทะเลและปะการัง และพบอยู่ตามแนวปะการังน้ำตื้นในเขตร้อนทั่วโลก ลักษณะภายนอกคล้ายดอกไม้ทะเล ซึ่งข้อมูลจากสถานีวิจัยประมงศรีราชา คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า นักชีววิทยาจึงตั้งชื่อสามัญของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ในความหมายเดียวกับดอกไม้ทะเล

เห็ดสนิมขอบเขียว



ลักษณะโครงสร้างของเห็ดทะเลมีแผ่นปาก (Pedal dish) อยู่ด้านบน ซึ่งมีช่องปากอยู่ตรงกลาง และรอบๆ ปากมีหนวดที่อาจสังเกตไม่ได้ในเห็ดทะเลบางชนิด และด้านล่างมีฐาน (Oral dish) ทำหน้าที่ยึดเกาะกับวัสดุใต้น้ำ เช่น ก้อนหินหรือซากปะการังที่ตายแล้วที่เรียกว่า “หินเป็น” ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ เช่น ปะการัง สาหร่ายไปอาศัยอยู่ และจากการศึกษาทางสรีรวิทยาพบว่าเห็ดทะเลคล้ายปะการังมากกว่าดอกไม้ทะเล แต่เห็ดทะเลไม่สามารถสร้างโครงสร้างหินปูนได้เหมือนปะการัง นักวิทยาศาสตร์จึงแยกออกมาเป็นอันดับ* (order) ใหม่

เห็ดแดงขนเขียว

การกินอาหารของเห็ดทะเลนั้นอาศัยสาหร่ายเซลล์เดียวที่ติดอยู่ตามเนื้อเยื่อร่างกายชื่อ “ซูแซนทาลลี” (Zooxanthallae) ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและให้สารอาหารแก่เห็ดทะเล และบางครั้งหากมีสาหร่ายชนิดนี้เจริญเติบโตมากเกินไป เห็ดทะเลจะจับกินเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าเห็ดทะเลบางชนิดสามารถจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา เป็นต้น เป็นอาหารได้

เห็ดหูช้าง (วงกลมใหญ่ๆ ด้านซ้าย) และ เห็ดสองปากผิวย่น (อยู่ติดกันทางด้านขวา)

อลงกต อินทรชาติ หัวหน้าสถานีวิจัยประมงศรีราชา ให้ข้อมูลทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เห็ดทะเลเป็นที่รู้จักในวงการสัตว์ทะเลสวยงามมานานแล้ว และเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ไม่ห้ามการเลี้ยงสัตว์ทะเล จึงมีเห็ดทะเลถูกจับจากแหล่งธรรมชาติออกมาจำหน่ายจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอาจสูญพันธุ์ได้ ดังนั้น ทางสถานีจึงได้ทำโครงการขยายพันธุ์เห็ดทะเลขึ้นมา

บ่ออนุบาลเห็ดทะเล

“ทำไมเราต้องศึกษาเห็ดทะเล? ตอนนี้มีการนำออกมาจากธรรมชาติเยอะมาก เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ จัดอยู่ในประเภทสัตว์ทะเลสวยงาม และเมื่อนำออกมาแล้วมักมีสิ่งที่เห็ดทะเลยึดเกาะติดมาด้วย ทั้งซากปะการัง ปะการัง และหินเป็น ซึ่งการนำสิ่งเหล่านี้ออกมาด้วยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ล่าสุดเราออกสำรวจที่เกาะกูด บริเวณหน้าผาลึก 8-10 เมตร ต้องดำน้ำถึง 3 ไดฟ์ แต่เจอแค่ 5-6 ดอก ตอนนี้เริ่มหายากมากขึ้น หากไม่อนุรักษ์ไว้ต้องหมดไปแน่ๆ” อลงกตผู้ดูแลโครงการขยายพันธุ์เห็ดทะเลกล่าว

บ่อเพาะเลี้ยงเห็ดทะเลระบบปิด

ทั้งนี้ สถานีวิจัยประมงศรีราชาสามารถขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงเห็ดทะเลได้สำเร็จ และยังจัดจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจได้ หลังจากเริ่มโครงการนี้ได้เพียงปีกว่าๆ ซึ่งอลงกตบอกว่าการนำเห็ดทะเลจากธรรมชาติมาขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงนั้นช่วยตอบโจทย์ได้หลายอย่าง ส่วนหนึ่งคือทางสถานีต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง จึงเลือกโครงการที่ใช้พื้นที่ในการเพาะพันธุ์ไม่มาก อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์เห็ดทะเล เพราะจะช่วยลดการนำออกมาจากธรรมชาติลง

การขยายพันธุ์เห็ดทะเลนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โดยทีมวิจัยได้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากทะเลมาผ่าหรือตัดแบ่งเป็นชิ้นส่วนเพื่อขยายพันธุ์ เนื่องจากเห็ดทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เมื่อถูกตัดออกจึงสามารถเจริญเติบโตเป็นตัวใหม่ได้ โดยทีมวิจัยได้ตัดแบ่งเห็ดทะเลที่มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมออกเป็นชิ้นส่วนเหมือนขนมเค้ก ตั้งแต่ 4-8 ชิ้น ขึ้นอยู่กับขนาดของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และเห็ดทะเลจะค่อยๆ เจริญเติบโตจนมีรูปร่างเป็นวงกลมอีกครั้ง

ข้อมูลจากสถานีวิจัยประมงศรีราชาระบุว่า เห็ดทะเลสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ดี ซึ่งส่วนมากจะพบการขยายพันธุ์แบบแตกหน่อ โดยเห็ดทะเลจะย้ายตัวเองจากตำแหน่งเดิมแล้วทิ้งชื้นส่วนเนื้อเยื่อไว้เล็กน้อย และเนื้อเยื่อเหล่านั้นจะค่อยๆ พัฒนาเป็นเห็ดทะเลตัวใหม่ หรืออีกวิธีคือการปล่อยตัวเองจากวัสดุยึดเกาะแล้วลอยล่องไปกับกระแสน้ำ เมื่อตกอยู่ในสถานที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตต่อไปได้

สาโรจน์ เริ่มดำริห์ นักวิชาการประมง ประจำสถานีวิจัยประมงศรีราชา ผู้มีหน้าที่หลักในการดูแลและเพาะเลี้ยงเห็ดทะเลในโครงการ เล่าถึงขั้นตอนการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลชนิดนี้ว่า เริ่มจากการออกไปเสาะหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในธรรมชาติ ซึ่งทีมวิจัยได้ดำน้ำสำรวจในทะเลที่มีกองหินหรือมีลักษณะเป็นกองหินลาดชัน ซึ่งจะพบเห็ดทะเลอาศัยอยู่ โดยได้ออกสำรวจที่เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี และเกาะกูด จ.ตราด และนำเห็ดขนาดใหญ่ๆ กลับมา ซึ่งแต่ละชนิดก็มีขนาดต่างกัน

ขั้นตอนการเก็บเห็ดทะเลออกมาจากแหล่งธรรมชาตินั้น สาโรจน์บอกว่าต้องระมัดระวังไม่ให้บอบช้ำ หากเห็ดทะเลยึดเกาะหินปะการังจะใช้มีดเลาะออกมา แต่หากยึดติดกับก้อนหินหรือเปลือกหอยก็จะเก็บกลับมาทั้งก้อน ซึ่งเห็ดทะเลจะห่อตัวหลังเก็บออกมาจากแหล่งธรรมชาติ จึงต้องพักฟื้นให้พร้อมขยายพันธุ์ 1-2 อาทิตย์ แต่หากไม่ฟื้นตัวก็จะห่อเหี่ยวแล้วตายในที่สุด ทั้งนี้ อัตรารอดหลังนำออกมาจากแหล่งธรรมชาติอยู่ที่ 80%

ทีมเพาะเลี้ยงเห็ดทะเลได้ผลิต “หินเป็นเทียม” ขึ้นมาเป็นวัสดุสำหรับยึดเกาะ และทดลองเปรียบเทียบการเลี้ยงในระบบปิดซึ่งไม่มีการเปลี่ยนน้ำทะเลที่ใช้เพาะเลี้ยง กับการเพาะเลี้ยงในระบบเปิดซึ่งมีการเปลี่ยนน้ำทะเลที่เพาะเลี้ยง ผลปรากฏว่าการเลี้ยงในระบบปิดมีอัตรารอดมากกว่า โดยพบว่าระหว่างเปลี่ยนน้ำทะเลในระบบเปิดนั้นเห็ดทะเลที่เลี้ยงไว้ตายทั้งหมด อลงกตจึงสรุปว่าการเลี้ยงระบบปิดดีที่สุด นอกจากมีอัตรารอดมากกว่าแล้วยังช่วยประหยัดต้นทุนน้ำทะเลด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลทะเล

ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ (ซ้าย) และ อลงกต อินทรชาติ (ขวา)

ทางสถานีวิจัยประมงศรีราชาได้ศึกษาเห็ดทะเลจากอ่าวไทย 23 ชนิด และสายพันธุ์ต่างประเทศอีก 5 ชนิด และพบว่าเห็ดทะเลสายพันธุ์ไทย 6 ชนิดมีศักยภาพต่อยอดทางการค้า อย่างไรก็ดี อลงกตกล่าวว่ายังไม่มีงานวิจัยจำแนกชนิดเห็ดทะเลอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาอาศัยการอ้างอิงจากลักษณะภายนอก ไม่ได้ลงลึกถึงระดับโมเลกุล แต่สามารถจำแนกเป็นกลุ่มได้อย่างชัดเจน โดยแบ่งเห็ดทะเลได้เป็น 5 กลุ่มคือ เห็ดขน เห็ดสนิม เห็ดสองปาก เห็ดเรียบ และเห็ดหูช้าง โดยเห็ดกลุ่มหลังนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดและค่อนข้างหายาก แต่จากการเพาะเลี้ยงพบว่าขยายพันธุ์ได้ง่าย

ด้าน ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการ สวก.ให้ความเห็นแนะนำต่อโครงการขยายพันธุ์เห็ดทะเล 2-3 แนวทางว่า อยากให้ทางสถานีวิจัยประมงเพาะเห็ดทะเลเพื่อจำหน่ายต่อไป อยากให้มีการอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายพันธุ์แก่ผู้ที่สนใจเพาะเลี้ยงเห็ดทะเลเป็นธุรกิจโดยไม่จำกัดจำนวนผู้เข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และอยากให้มีงานวิจัยที่ศึกษาลึกลงไปในระดับโมเลกุลเพื่อรวบรวมสายพันธุ์เห็ดทะเลพื้นเมืองของไทย

“เห็ดทะเลมีความสำคัญต่อระบบนิเวศเหมือนปะการัง ในบางทีปากะรังขึ้นไม่ได้ แต่เห็ดทะเลขึ้นได้ ก็จะเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำได้ อีกทั้งเห็ดทะเลยังช่วยกรองน้ำโดยธรรมชาติได้เหมือนปะการัง ตอนนี้พบว่าหาเห็ดทะเลในธรรมชาติได้ยากมากขึ้น และจะหมดไปหากเราไม่อนุรักษ์ไว้ ซึ่งโครงการขยายพันธุ์เห็ดทะเลนี้จะช่วยให้มีอยู่ในธรรมชาติตลอดไป เพราะเราจะได้ไม่ต้องนำออกมาจากธรรมชาติ อยากให้มีการศึกษาเห็ดทะเลทุกชนิดแล้วเพาะขยายพันธุ์ต่อไป” ดร.นภาวรรณให้ความเห็น

*อันดับ เป็นการจำแนกสิ่งมีชีวิตตามหลักชีววิทยา โดยแยกสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ (Animalia Kingdom) จากกลุ่มใหญ่ไปกลุ่มย่อย ได้ดังนี้ ไฟลัม (Phylum) ชั้น (Class) อันดับ (Order) วงศ์ (Family) สกุล (Genus) และชนิดหรือสปีชีส์ (Species)

หน้า 6

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“ผ้าคลุมล่องหน” กำลังเป็นรูปเป็นร่าง

ภาพแแสดงการสะท้อนเสียงบนวัตถุต่างๆ (บน) เสียงสะท้อนบนพื้นผิวเรียบ (กลาง) เสียงสะท้อนเมื่อมีวัตถุ (ล่าง) เสียงสะท้อนเมื่อมีวััสดุล่องหนคลุมวัตถุไว้

จากทฤษฎีที่เสนอเมื่อปี 2008 ตอนนี้แนวคิดในการพัฒนา “ผ้าคลุมล่องหน” กำลังเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนออุปกรณ์ที่ทำให้มองไม่เห็นวัตถุ โดยเปลี่ยนไปใช้คลื่นเสียงแทน ซึ่งงานนี้หยิบยืมหลายๆ แนวคิดที่พยายามซ่อนวัตถุจากแสง

นับแต่มีแนวคิดเสนอขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2006 ว่า เราทำ “ผ้าคลุมล่องหน” อย่างในภาพยนตร์เรื่อง “แฮร์รี พอตเตอร์” (Harry Potter) ได้ ก็มีงานวิจัยจำนวนมากที่ส่งสัญญาณว่าเราทำแนวคิดดังกล่าวให้เป็นจริงได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับการออกแบบอภิวัตถุ (meta material) ที่บังคับให้แสงเดินทางไปรอบๆ วัตถุก่อนเดินทางไปถึงผู้สังเกต แล้วทำให้เห็นราวกับว่าวัตถุไม่ีอยู่ตรงนั้น

วัสดุล่องที่ชั้นพลาสติกเจาะรูเรียงเป็นชั้นๆ (ภาพทั้งหมดจากบีบีซีนิวส์)

อย่างไรก็ดี บีบีซีนิวส์รายงานว่า นักวิจัยพบคณิตศาสตร์เบื้องหลังหลักการสร้างวัสดุล่องหนที่สามารถเปลี่ยนจากการใช้แสงไปใช้เสียงได้ โดย ดร.สตีเฟน คัมเมอร์ (Dr.Steven Cummer) จาก
มหาวิทยาลัยดุค (Duke University) สหรัฐฯ อธิบายว่า เรารับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยูในรูปของคลื่น ไม่ว่าจะเป็นการได้ยินหรือการมองเห็น แต่คลื่นเสียงและคลื่นแสงนั้นมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งเขาแนะนำว่าสิ่งสำคัญในการพัฒนาวัสดุล่องหน คือการสร้างพฤติกรรมสำหรับทิศทางการเดินของแสงผ่านวัตถุให้หลากหลาย

ทั้งนี้ เมื่อปี 2008 ดร.คัมเมอร์ ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับวัสดุล่องหนที่อาศัยการแปลงเสียงนี้ แล้วตีพิมพ์ลงวารสารฟิสิคัลรีวิว (Physical Review Letters) และเมื่อต้นปี 2011 กลุ่มวิจัยจาก
มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์บานา-แคมเปญจน์ (University of Illinois Urbana-Champaign) สหรัฐฯ เป็นกลุ่มแรกที่สาธิตทฤษฎีดังกล่าวในทางปฏิบัติได้ และตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการฉบับเดียวกัน โดยผลงานพวกเขาได้แสดงการล่องหนบนชั้นผิวน้ำให้เป็นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวน์ ซึ่งอยู่เหนือความถี่เสียงที่เราได้ยิน

มาถึงตอนนี้ ดร.คัมเมอร์และคณะได้แสดงเทคนิคการล่องหนที่ทำงานได้ในอากาศ โดยแปลงภาพให้เป็นความถี่เสียงระหว่าง 1-4 กิโลเฮิรตซ์ พวกเขาทำได้โดยใช้แผ่นพลาสติกที่เรียงกันเป็นชั้นๆ และมีรูเรียงกัน ซึ่งขนาดและตำแหน่งจัดวางของรูในแผ่นพลาสติก รวมทั้งระยะห่างระหว่างแผ่นพลาสติกนั้น มีผลต่อการกำหนดรูปแบบคลื่นเสียงที่จะออกมา ซึ่งเมื่อนำไปวางบนพื้นเรียบๆ แผ่นพลาสติกที่เรียงเป็นชั้นดังกล่าว จะเปลี่ยนทิศทางของคลื่นเสียงให้สะท้อนออกมา ราวกับว่าไม่มีแผ่นชั้นพลาสติกนั้นอยู่

นั่นหมายความว่า ในการทดลองของพวกเขานั้นวัตถุที่อยู่ใต้ชั้นแผ่นพลาสติกจะไม่สามารถ “รับรู้” ถึงเสียงได้ และไม่สามารถใช้คลื่นเสียงค้นหาตำแหน่งวัตถุใต้แผ่นพลาสติกเช่นกัน ทั้งนี้ พวกเขาใช้ก้อนไม้ที่ยาว 10 เซ็นติเมตรเป็นวัสดุทดลองวางไว้ใต้ชั้นแผ่นพลาสติก ซึ่ง ดร.คัมเมอร์กล่าวว่าวัสดุคลุมล่องหนของพวกเขานั้นสะท้อนเสียงได้ราวกับเป็นพื้นผิวเรียบๆ

ด้าน ออร์ทวิน เฮสส์ (Ortwin Hess) ผู้อำนวยการศูนย์พลาสโมนิกส์และอภิวัสดุ (Centre for Plasmonics and Metamaterials) มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) อังกฤษ กล่าวถึงงานวิจัยดังกล่าวว่าเป็น “การสาธิตการทดลองที่น่าจดจำอย่างยิ่ง” ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า แม้คลื่นเสียงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แสง) จะมีธรรมชาติที่ต่างกันมาก แต่การแปลงรูปในทางคณิตศาสตร์ของแสงและเสียงนั้นเหมือนกัน

อย่างไรก็ดีการทดลองนี้ยังทำได้ในทาง 2 มิติเท่านั้น และจะมีความท้าทายยิ่งกว่าในการล่องหนวัตถุ 3 มิติ ทั้งนี้ งานวิจัยของ ดร.คัมเมอร์แสดงให้เห็นว่าวัตถุสามารถซ่อนตัวจากเสียงได้และยังกันเสียงที่มากระทบได้อีก ซึ่งหลักการเดียวกันนี้ยังนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นได้ด้วย เช่น การเก็บเสียงรบกวน หรือ การปรับแต่งเสียงในห้องแสดงคอนเสิร์ต เป็นต้น

หน้า 7

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อยู่อย่างไร? ถ้าขยับได้แค่ “กลอกตา” ไปมา

อุปกรณ์ครอบศีรษะที่ติดตั้งอุปกรณ์วัดสัญญาณไฟฟ้าอ่อนจากสมองและเส้นประสาทตา

 

ลำพังแค่แขนขาหักก็สร้างความลำบากในการเคลื่อนไหวร่างกายมากแล้ว และหากวันหนึ่งเราไม่สามารถขยับร่างกายส่วนใดได้เลย นอกจากกลอกกลิ้งดวงตาไป-มา เสรีภาพในการใช้ชีวิตคงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ และถ้า “สตีเฟน ฮอว์กิง” ไม่มีรถเข็นอำนวยความสะดวก เราคงไม่อาจดึงความสามารถทางด้านฟิสิกส์ของเขาออกมาได้

แม้ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีอาจไม่ได้เสี้ยวรถเข็นของ “สตีเฟน ฮอว์กิง” (Stephen Hawking) แต่ความพยายามในการพัฒนาระบบบังคับรถเข็นไฟฟ้าด้วยสมองหรือ “เบรน-คอนโทรล วีลแชร์” (Brain-Control Wheelchair) ของทีมนักศึกษาจากห้องปฏิบัติการการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นก้าวเล็กๆ ที่จะช่วยปลดปล่อยเสรีภาพให้แก่ผู้พิการได้

นายยรรยงศ์ พันสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาเอกวิศวกรรมชีวการแพทย์มหิดล หนึ่งในสมาชิกทีมผู้พัฒนาระบบบังคับรถเข็นไฟฟ้าอธิบายให้ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ กล่าวว่า พวกเขาพัฒนาระบบดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขา หรือพิการตั้งแต่ช่วงคอลงไป โดยยึดหลักสำคัญคือ ผู้พิการต้องใช้งานได้ง่ายและระบบต้องมีความปลอดภัยต่อผู้พิการ

ทีมพัฒนาระบบสำหรับสั่งการรถเข็นไฟฟ้าด้วยสมอง (ซ้ายไปขวา) นายเจษฎา อานิล, นายยรรยงค์ พันสวัสดิ์ , นายสิทธิชัย เอี่ยมเพชร และ นายคุณาวัฒน์ ล่วงรัตน์ (บนรถเข็น)

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของยรรยงศ์ได้พัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับรถเข็นไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์เสริมในแบบ “ปลั๊กอิน” (Plug-in) โดยมีอุปกรณ์สำหรับครอบศีรษะที่วัดสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ จาก 2 ส่วน คือ สัญญาณจากสมอง ซึ่งจะวัดความต่างศักย์ระดับต่ำ (ในหน่วยไมโครโวลต์) ที่เกิดจากการสื่อสารระหว่างเซลล์ในสมอง และสัญญาณจากเส้นประสาทตา โดยการควบคุมระบบจากสัญญาณเส้นประสาทตาจะมากกว่าการควบคุมจากสัญญาณสมอง

สัญญาณที่วัดได้จะส่งไปยังระบบประมวลผลที่แปรผลไปสู่การเคลื่อนที่ของรถเข็นไฟฟ้า โดยหากมีการใช้ความคิดระดับหนึ่งจะทำให้รถเข็นไฟฟ้าเคลื่อนไปข้างหน้า แต่หากกลอกตาซ้าย-ขวา รถจะหันไปตามทิศทางของดวงตา และนอกจากระบบที่ผู้พิการบังคับเองแล้ว ยังมีระบบที่ควบคุมโดยผู้ดูแลผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งทีมวิจัยได้ติดตั้งกล้องที่ส่งสัญญาณตามเวลาจริงกลับไปให้ผู้ควบคุมทราบว่ารถเข็นดังกล่าวเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด

เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้พิการทีมวิจัยจากมหิดลได้ติดตั้งเซนเซอร์อัลตราโซนิก 4 จุดรอบ คือ บริเวณที่เท้าของรถเข็นแขนด้านซ้ายและขวา และบริเวณที่รองเท้า ซึ่งติดเซนเซอร์สำหรับวัดระยะจากพื้นด้านล่างและเซนเซอร์สำหรับวัดระยะสิ่งกีดขวางด้านหน้า หากรถเข็นเคลื่อนไปเจอสิ่งกีดขวาง จะหยุดนิ่ง และหากเคลื่อนไปหลุมหรือบันไดก็จะหยุด แล้วถอยหลัง

ผลงานดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นเวลาปีกว่าและได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 9 ผลงานของนักศึกษาที่เข้าร่วมประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการของนักศึกษา (Student Design Challenge: SDC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายในการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 5 (The fifth International Convention for Rehabilitation Engineering & Assistive Technology: i-CREATe 2011) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ก.ค.54 ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ

สำหรับการจัดงาน i-CREATe 2011 นั้น ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงศ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานดังกล่าวระบุว่า จัดการประชุมนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดยเริ่มต้นจัดครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อปี 2550 และไทยได้สลับจัดงานประชุมนี้ในปี 2551 แล้วกลับไปจัดที่สิงคโปร์อีกครั้งในปี 2552 และเมื่อปีที่ผ่านมาได้จัดขึ้นที่นครเซียงไฮ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินร่วมงานทุกครั้ง และทรงสนพระทัยสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการของนักศึกษา ด้วยทรงงานด้านคนพิการมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

“ตอนนี้มีเด็กพิการไม่มีแขนขาอยู่ในพระราชูปถัมภ์ 4 ราย โดยรายแรกเป็นเด็กผู้หญิงซึ่งได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเด็กชายที่ไม่มีแขนขา ซึ่งอยู่ในพระราชูปถัมภ์ด้วยเช่นกัน ต้องขอบอกว่าอุปกรณ์เพื่อคนพิการนั้นแพงมาก อย่างขาเทียมดีๆ ราคาข้างละล้าน ราคาพอๆ กับเอารถยนต์มาใส่ไว้ที่ขา ซึ่งโจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้อุปกรณ์เพื่อคนพิการนั้นขายได้และขายได้ในราคาที่ถูกลง” ศ.ดร.ไพรัชกล่าว

ทางด้าน ศ.ดร.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ในฐานะผู้พิการทางสายตากล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีว่า ต้องออกแบบมาให้ทุกคนใช้ได้ ซึ่งรวมถึงคนพิการด้วย เช่น โทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่ออกแบบมาให้คนตาบอดสามารถใช้งานได้ด้วยโปรแกรมที่บอกการทำงานด้วยเสียง หรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใส่ซอฟต์แวร์ออกเสียงช่วยให้คนพิการทางสายตาเข้าถึงข้อมูลได้ แต่สำหรับคนหูหนวกยังมีปัญหาอยู่มากเนื่องจากขาดแคลนล่ามภาษามือ

“ค่าใช้จ่ายสำหรับล่ามภาษามืออยู่ที่ชั่วโมงละ 600 บาท หากคนหูหนวกไปโรงพยาบาลต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมาก แต่หากคนหูหนวกพกแทบเล็ต (Tablet) ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึงศูนย์บริการล่ามทางไกล ก็จะใช้ล่ามช่วยสื่อสารกับแพทย์แค่ 10 นาที ต่อไปคนหูหนวกจะติดต่อกับคนอื่นได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ เราจะเปิดศูนย์บริการล่ามทางไกลอย่างเป็นทางการวันที่ 22 ก.ค. ภายในงาน i-CREATe 2011” ศ.ดร.วิริยะเผย

หน้า 8

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เฟซบุ๊กสวนหมัดกูเกิล+ ปล่อยสนทนากลุ่ม-วิดีโอคอลทันควัน

มาร์ก ขณะโชว์ ฟีเจอร์วิดีโอคอล

เฟซบุ๊ก โวผู้ใช้กว่า 750 ล้านคนจะสามารถใช้งานวิดีโอคอล และสนทนาเป็นกลุ่ม พร้อมปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์เล็กน้อย โดยการใช้งานฟีเจอร์เด่นอย่างวิดีโอคอล เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเฟซบุ๊ก และสไกป์ที่เพิ่งถูกซื้อไปด้วยไมโครซอฟท์เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ขึ้นให้ข้อมูลในงานแถลงข่าวครั้งล่าสุดที่สำนักงานใหญ่เฟซบุ๊ก พร้อมเปิดหน้าแฟนเพจพิเศษเพื่อรายงานสดการแถลงข่าวแบบเรียบง่ายครั้งนี้แบบเหน็บๆคู่แข่งรายสำคัญอย่างกูเกิลว่า "บริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมเหนือกว่าอีกบริษัทที่พยายามทำทุกอย่าง"

ความร่วมมือระหว่างเฟซบุ๊กและสไกป์



ทั้งนี้ ในการใช้งานฟีเจอร์ใหม่อย่างวิดีโอคอลนั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องมีการติดตั้งเว็บแคมทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากนั้นสามารถเข้าไปที่หน้าต่างแชตและกดเครื่องหมายวิดีโอเพื่อเปิดการใช้งานวิดีโอคอลได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามฟีเจอร์วิดีโอคอลดังกล่าว ยังไม่รองรับการสนทนาแบบกลุ่มเช่นเดียวกับใน Hangout ของ Google+

นอกจากนี้ การพัฒนาบริการสนทนาแบบกลุ่มของเฟซบุ๊กนั้น ก็ถูกมองว่าพัฒนาขึ้นมาในทิศทางเดียวกับการสนทนาแบบกลุ่ม (Huddle) ใน Google+ อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งหลักการทำงานคล้ายๆกับในวินโดวส์ไลฟ์แมสเซนเจอ ที่ผู้ใช้สามารถคลิกที่ไอคอนเพื่อเลือกเพิ่มเพื่อนเข้ามาในการสนทนาได้

ปัจจุบันผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมีพฤติกรรมการแชร์ เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากกว่าจำนวนอัตรผู้เข้าใช้งาน โดยมีการแชร์ รูปภาพ สเตตัส ลิงก์ ผ่านเฟซบุ๊กกว่า 4 พันล้านครั้งต่อวัน

ขณะที่ความร่วมมือกับสไกป์ในการพัฒนาวิดีโอคอลบนเฟซบุ๊กนั้น มาร์ก ให้ข้อมูลว่าเกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งเฟซบุ๊กเองก็มีข่าวลือออกมาว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยื่นซื้อสไกป์ในเวลานั้น แต่สุดท้ายไมโครซอฟท์ก็สามารถซื้อสไกป์ไปได้ในราคา 8.5 พันล้านเหรียญ เท่ากับว่าความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ไมโครซอฟท์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเฟซบุ๊กไปในทันที

หน้า 9

วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฟ้าผ่าฐานปล่อยแต่นาซายังเดินหน้าส่ง “กระสวยอวกาศ” ลำสุดท้าย

ภาพจากวิดีโอของนาซาเผยปรากฏการณ์ฟ้าผ่าบริเวณฐานปล่อยจรวด (นาซา)

กำหนดการส่ง “แอตแลนติส” กระสวยอวกาศลำสุดท้ายของนาซาในคืนวันที่ 8 ก.ค.นี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป แม้สภาพอากาศดูจะไม่เป็นใจและมีฟ้าผ่าลงมาบริเวณฐานปล่อยจรวด แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันไม่พบปัญหา แต่หากไม่สามารถส่งได้จริงๆ ต้องเลื่อนวันส่งไปอีก 2 วันเพื่อให้ลูกเรือได้พักผ่อน

แอตแลนติสจอดรอที่ฐานปล่อยจรวดรอเวลาปล่อย (รอยเตอร์)



องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) รายงานว่าพบฟ้าผ่า 2 ครั้งบริเวณฐานปล่อยจรวด 39เอ (39A) ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดส่งแอตแลนติส (Atlantis) กระสวยอวกาศลำสุดท้ายก่อนปลดระวาง ตามกำหนดเวลา 22.26 น.ของวันที่ 8 ก.ค.2011 ตามเวลาประเทศไทย

สภาพอากาศที่ดูเหมือนไม่เป็นใจเหนือฐานปล่อยจรวด (รอยเตอร์)



ฟ้าผ่าทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นเวลา 23.31 น.ของวันที่ 7 ก.ค.ตามเวลาประเทศไทย โดยฟ้าได้ผ่าลงแทงก์เก็บน้ำที่อยู่ห่างจากฐานปล่อยจรวดออกไป 157 เมตร และฟ้าผ่าอีกครั้งเกิดขึ้นในเวลา 23.40 น.ในวันเดียวกัน ซึ่งสายฟ้าได้ฟาดลงบริเวณชายหาดที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฐานปล่อยจรวด แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไม่พบปัญหาใดๆ ต่อระบบส่งกระสวยอวกาศ นาซาจึงยังคงเดินหน้ายิงจรวดต่อไป โดยมีสภาพอากาศเอื้ออำนวยเพียง 30%

ลูกเรือกระสวยอวกาศเที่ยวสุดท้าย (ซ้ายไปขวา) เรกซ์ วอเลม, ดัก ฮัวร์เลย์, คริส เฟอร์กูสัน และ แซนดรา แมกนัส (นาซา/สเปซไฟล์ทนาว)



สำหรับการส่งกระสวยอวกาศครั้งสุดท้ายของนาซาก่อนปิดตำนานส่งยานอวกาศที่เวียนกลับมาใช้ใหม่ได้นี้ เป็นการส่งกระสวยอวกาศเที่ยวที่ 135 และเป็นการปฏิบัติภารกิจเที่ยวที่ 33 ของยานแอตแลนติส ซึ่งครั้งนี้มีระยะเวลาปฏิบัติภารกิจนาน 12 วัน โดยมีเป้าหมายการเดินทางอยู่ที่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS)

ข้อมูลจากสเปซไฟล์ทนาว (SpaceFlightNow) ระบุว่า เที่ยวบินเอสทีเอส-135 (STS-135) ของนาซามีช่วงเวลาปล่อยจรวดได้เพียง 10 นาที เมื่อโลกหมุนเข้าไปในตำแหน่งที่ฐานปล่อยจรวดอยู่ในระนาบเดียวกับวงโคจรของสถานีอวกาศ โดยเวลาที่เหมาะสมเรียกว่า “เวลาในระนาบ” (in-plane) แต่หากนาซาไม่สามารถส่งกระสวยอวกาศได้ในคืนวันศุกร์นี้บีบีซีนิวส์รายงานว่า นาซาจะพยายามปล่อยจรวดอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. นี้

เจฟฟ์ สปอลดิง (Jeff Spaulding) ผู้อำนวยการฝ่ายการทดสอบของนาซากล่าวว่า หากต้องเลื่อนยิงจรวดในช่วงเวลาจวนๆ ปล่อยตามกำหนด นาซาต้องให้เวลาลูกเรือและทีมของเรากลับไปพักผ่อน 48 ชั่วโมงงก่อนกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการบอกให้มหาชนซึ่งคาดว่ามีมากถึง 5-7 แสนรายที่เฝ้ารอชมการส่งกระสวยอวกาศครั้งสุดท้ายกลับบ้านไปก่อน

ทั้งนี้ นาซามีช่วงเวลาที่ส่งกระสวยอวกาศได้ระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.นี้ หากไม่สามารถส่งได้ในช่วงนี้ต้องรอจนถึงวันที่ 16 ก.ค. เพราะในช่วงวันที่ 11-15 ก.ค.เป็นคิวของการส่งจรวดเดลตา 4 (Delta 4) จรวดพาณิชย์ซึ่งในกิจการของเอกชน

สำหรับลูกเรือที่จะเดินทางไปในเที่ยวสุดท้ายของแอตแลนติสนี้มีเพียง 4 คน ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดความเสียหายกับกระสวยอวกาศจนไม่สามารถกลับโลกได้ ลูกเรือจะได้โดยสารยานโซยุซ (Soyuz) ของรัสเซียกลับโลก โดยลูกเรือในเที่ยวบินนี้เป็นชาย 3 คน และ หญิง 1 คน ได้แก่ คริส เฟอร์กูสัน (Chris Ferguson) ผู้บังคับการประจำเที่ยวบิน ดัก ฮัวร์เลย์ (Doug Hurley) นักบินประจำเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญประจำเที่ยวบิน แซนดรา แมกนัส (Sandra Magnus) และ เรกซ์ วอเลม (Rex Walheim)

ชมคลิปฟ้าผ่าบริเวณฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี (คลิปจากนาซา)

หน้า 10

วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Samuel F.B. Morse กับโทรเลขที่โลกเลิกใช้

แสตมป์ภาพ Samuel F.B. Morse และผลงาน

 

เพราะมนุษย์ต้องการติดต่อสื่อสารกันแต่สมัยโบราณ ดังนั้นจึงได้คิดหาวิธีต่างๆ เพื่อให้บรรลุความประสงค์นี้ เช่น จุดกองไฟบนยอดเขาในเวลากลางคืนเพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนที่อยู่ไกล ได้รู้ว่าขณะนี้กองทัพศัตรูกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาแล้ว หรือฝูงสัตว์ที่ต้องการจะล่านั้นได้หลบหนีไปแล้ว ในพุทธศตวรรษที่ 22 ชาวอังกฤษได้เคยส่งข้อความถึงกันโดยใช้สัญญาณ semaphore ด้วยการถือธงในมือทั้งสองข้างแล้วให้ตำแหน่งของธงที่ยื่นจากมือบอกตัวอักษรให้เพื่อนอ่านจนรู้ความหมายของคำ แล้วเพื่อนก็ส่งข้อความนั้นต่อให้คนต่อไปอ่าน ในปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสร้างเสาสูงให้คนที่มีหน้าที่ส่งสัญญาณขึ้นไปบนเสาและให้คนรับสัญญาณใช้กล้องส่องทางไกลอ่านอักษรที่ส่งมาจนกระทั่งสัญญาณหมด แล้วเขาก็จะส่งสัญญาณต่อไปเรื่อยๆ เมื่อความต้องการด้านนี้มีมากขึ้น รัฐบาลอเมริกันจึงคิดสร้างเครือข่ายส่งข้อความทางไกลด้วยงบประมาณ 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ให้ติดตั้งเสาสูงเรียงเป็นระยะทางยาวประมาณ 1,500 กิโลเมตร แต่ไม่มีนักวิชาการหรือนักประดิษฐ์ใดสนใจเทคนิคนี้ ในปี 2380 มีชายคนหนึ่งได้นำเสนอโครงการ telegraph (โทรเลข) เขาคือ Samuel Finley Breese Morse

ภาพโทรเลขต้นแบบของ Samuel F.B. Morse



Samuel F.B. Morse เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2334 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ที่เมืองชาร์ลส์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ในสหรัฐอเมริกา บิดา Jedidish Morse มีอาชีพเป็นนักเทศน์ และมารดา Elizabeth Breese เป็นแม่บ้าน Morse เป็นคนเคร่งศาสนาตลอดชีวิตเหมือนพ่อ เมื่ออายุ 16 ปี เขาได้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเยล ขณะเรียนที่นั่นคนอเมริกันทั้งประเทศกำลังตื่นเต้นกับเรือกลไฟที่ Robert Fulton ประดิษฐ์ ซึ่งเดินทางรับส่งผู้โดยสารระหว่างออลบานีกับนิวยอร์ก

เมื่ออายุ 20 ปี Morse ได้เดินทางไปอังกฤษกับ Washington Allston เพื่อศึกษาศิลปะที่ Royal Academy of Art เพราะยุโรปยุคนั้นถือว่าคนที่ไม่ซาบซึ้งในศิลปะคือคนเถื่อนที่ไม่ได้รับการศึกษา ดังนั้นบรรดาคนมีฐานะสังคมสูงจึงนิยมมีภาพวาดประดับประดาเต็มบ้าน แต่คนอเมริกาคิดว่าศิลปะเป็นเรื่องของคนชั้นต่ำ ดังนั้นเมื่อ Morse กลับถึงบ้านเกิดเมืองนอนในอีก 5 ปีต่อมา เขาจึงรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าคนอเมริกันหันมาสนใจศิลปะการวาดภาพเหมือน ในขณะที่คนยุโรปกลับคิดว่าภาพประวัติศาสตร์มีคุณค่ายิ่งกว่าภาพเหมือน เมื่อสังคมมีรสนิยมเช่นนั้น Morse จึงยึดอาชีพจิตรกรภาพเหมือน โดยคิดราคาวาดภาพละ 60 ดอลลาร์ การวาดภาพได้ สัปดาห์ละ 4 ภาพ ทำให้เขามีรายได้ค่อนข้างดี

เมื่ออายุ 27 ปี Morse ได้สมรสกับ Lucretia Walker แห่งเมืองคองคอร์ด แล้วอพยพครอบครัวไปอยู่ที่เมืองชาร์ลส์ตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา และเลิกอาชีพจิตรกรวาดภาพเหมือน ไปรับงานจ้างวาดภาพประวัติศาสตร์เพื่อประดับห้องประชุมของสภาผู้แทนราษฎรที่วอชิงตัน เวลา 18 เดือนผ่านไปภาพที่วาดก็เสร็จแต่ไม่มีคนซื้อภาพเลย เมื่อเงินสะสมร่อยหรอไปทุกวัน ครอบครัวจึงต้องย้ายไปนิวยอร์ก เพื่อรับจ้างวาดภาพเหมือนของนายพล Lafayette ซึ่งขณะนั้นกำลังเยือนสหรัฐฯ แต่ Morse ไม่รู้สึกภูมิใจในภาพที่วาดนั้นเลย ทั้งๆ ที่อีก 2 ปีต่อมาชาวอเมริกันได้ยอมรับว่าเขาเป็นจิตรกรหนุ่มชั้นนำของประเทศผู้ได้วาดภาพ The Gallery of the Louvre ซึ่งเป็นภาพหนึ่งในบรรดาภาพที่มีชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

เมื่ออายุ 38 ปี Morse ได้เดินทางไปยุโรปอีกเพื่อศึกษาศิลปะ และหนีความยากจนในอเมริกา หลังจากใช้เวลา 3 ปีในยุโรป Morse กับภรรยาได้เดินทางกลับอเมริกาด้วยเรือโดยสารชื่อ Scully ขณะอยู่บนเรือ Morse ได้เอ่ยกับกัปตันเรือว่า “เมื่อก้าวลงเรือคุณผมมีอาชีพเป็นจิตรกร แต่เมื่อก้าวขึ้นจากเรือผมจะเป็นนักประดิษฐ์” ทั้งนี้เพราะขณะอยู่บนเรือ Morse ได้สนทนากับเพื่อนโดยสาร เรื่องปรากฏการณ์การเหนี่ยวนำไฟฟ้าของ Faraday แล้ว Morse ก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขาสามารถใช้สัญญาณไฟฟ้าในการสื่อสารได้ แต่ตนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้เลย

เมื่อกลับถึงอเมริกา Morse ได้เริ่มทดลองเรื่องไฟฟ้าเป็นงานอดิเรกที่บ้านของน้องชาย ส่วนงานประจำนั้นคือเป็นศาสตราจารย์ศิลปะและการออกแบบที่มหาวิทยาลัย City of New York เพราะเงินเดือนที่ได้รับไม่มาก Morse จึงต้องหาเงินเพิ่มเติม โดยการสร้างเครื่องส่งสัญญาณและได้นำแบตเตอรี่ แท่งเหล็ก และลวดมาต่อเป็นวงจร แต่ไม่ได้ผลอะไร จึงไปขอความช่วยเหลือจาก Leonard Gale แห่งภาควิชาเคมี ผู้คุ้นเคยกับผลงานของ Joseph Henry ผู้พบวิธีเหนี่ยวนำไฟฟ้าพร้อมๆ กับ Faraday อุปกรณ์ส่งสัญญาณของ Morse ส่งกระแสไฟฟ้าเป็นจังหวะๆ แต่ Morse ใช้แบตเตอรี่เพียงตัวเดียวจึงส่งสัญญาณได้ไม่ชัดและไม่ไกล คือประมาณ 500 เมตรเท่านั้นเอง

ต่อมา Morse ได้รู้จักกับ Stephen Vail ผู้เป็นเจ้าของโรงงานถลุงเหล็กที่นิวเจอร์ซีย์ และเป็นคนที่เลื่อมใสในความเป็นนักประดิษฐ์ของ Morse มาก Vail จึงมอบเงินแก่ Morse ในการวิจัยโดยมีเงื่อนไขว่า Morse ต้องอนุญาตให้ลูกชายที่ชื่อ Alfred Vail ผู้มีความสามารถด้านการออกแบบมาช่วย Vail จึงออกแบบเครื่องโทรเลขให้ Morse แต่พ่อของเขาได้ขอให้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ในนามของ Morse

ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2380 Morse วัย 46 ปี ได้ขอทุนวิจัยจากประธานรัฐสภาสหรัฐฯ Francis O.J. Smith เพื่อประดิษฐ์เครื่องโทรเลข ต่อมา Smith ได้ลาออกจากตำแหน่งมาช่วย Morse ทำงาน อีกทั้งได้นำ Morse ไปจดสิทธิบัตรของสิ่งที่เขาประดิษฐ์ด้วย

เมื่อเดินทางถึงอังกฤษ Morse ได้รับการบอกกล่าวว่า Charles Wheatstone ก็ประดิษฐ์เครื่องโทรเลขได้แล้ว และในฝรั่งเศสมีข่าวว่า Carl August von Steinheil ประดิษฐ์ได้เช่นกัน ส่วนในรัสเซีย Baron Pavel Luovich Schilling ก็สร้างเครื่องโทรเลขได้ตั้งแต่ปี 2468 แต่พระเจ้าซาร์ทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนที่อยู่ไกลกันติดต่อกัน เพราะเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความเป็นเอกราชของชาติ และราชบัลลังก์ พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการห้ามสร้างเครื่องมือที่จะใช้ทำลายความมั่นคงของชาติอย่างเด็ดขาด

Morse เดินทางกลับอเมริกา และประสบความลำบากมาก เพราะไม่มีเงินถึงขนาดต้องอดมื้อกินมื้อ Morse จึงกล่าวเตือนบรรดาศิษย์ว่าอย่าริเป็นจิตรกร เพราะนั่นคือการคิดจะเป็นขอทานที่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำใจของคนที่ไม่เคยรู้จักความงามของศิลปะ และแม้แต่สุนัขเลี้ยงในบ้านก็ยังกินดีอยู่ดีกว่าจิตรกรมาก ต่อมาเมื่อ Gale ขอลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วย Morse จึงเดินทางไปขอความอนุเคราะห์จาก Joseph Henry ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และ Henry ก็ได้มอบแนวคิดและอุปกรณ์ที่ได้ออกแบบให้ Morse นำไปปรับใช้ในเครื่องส่งสัญญาณจนส่งไปได้ไกลเป็นกิโลเมตร โดยที่ความดังของสัญญาณไม่ลดเลย ถึงกระนั้นรัฐสภาสหรัฐฯ ก็ยังไม่สนับสนุนโครงการนี้ Morse วัย 52 ปี รู้สึกทนไม่ได้กับเสียงหัวเราะเยาะของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อรู้สึกผิดหวังมากจึงเดินทางกลับนิวยอร์กโดยมีเงินติดกระเป๋าเพียง 37 เซ็นต์เท่านั้นเอง

ที่นิวยอร์ก Morse ได้ทราบข่าวว่าประธานาธิบดี John Tyler แห่งสหรัฐฯ ได้อนุมัติโครงการโทรเลขของเขาแล้วด้วยงบประมาณ 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ติดตั้งเสาโทรเลขระหว่างบัลติมอร์กับวอชิงตันซึ่งเมืองทั้งสองอยู่ห่างกัน 70 กิโลเมตร Morse จึงออกแบบอุปกรณ์ให้ตัวส่งสัญญาณมีแป้นเคาะแบบคานโยก สำหรับเปิดและปิดกระแสไฟฟ้า ส่วนตัวรับสัญญาณมีลักษณะเป็นแผ่นจานที่มีลูกตุ้มติดดินสอที่แขวนอยู่เหนือแถบกระดาษที่เลื่อนไปๆ ขณะเครื่องทำงาน ลูกตุ้มนี้สามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้ด้วยแท่งแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ดินสอสามารถเขียนจุดหรือขีดบนกระดาษให้ผู้รับเห็น อ่านและแปลรหัสเป็นตัวอักษรต่อไป จากนั้น Morse ได้นำอุปกรณ์ของเขาไปทดลองให้วุฒิสมาชิกและผู้พิพากษาหลายคนที่วอชิงตันดูเขาติดต่อสื่อสารกับ Vail ที่บัลติมอร์

ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2387 Morse ได้ส่งประโยคอมตะว่า “What hath God Wrought”ถึง Vail ได้สำเร็จ อีก 2 สัปดาห์ต่อมา เมื่อพรรคเดโมแครตจัดการประชุมพรรคที่เมืองบัลติมอร์ Morse ได้ส่งข่าวการประชุมทางโทรเลขไปลงหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่นั้นใครๆ ก็หันมาใช้โทรเลขส่งข่าวสารถึงกัน เช่นในปี 2391 คนอเมริกันได้อ่านข่าวสงครามในเม็กซิโกอย่างรวดเร็ว การสื่อสารด้วยโทรเลขทำให้ Morse กลายเป็นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ของโลก ถึงจะมีการฟ้องร้องเรื่องสิทธิบัตรจากนักประดิษฐ์หลายคนเช่น Charles Wheatstone และ William Crooke แต่ Morse ก็ชนะความหมด

แม้ Morse จะเอาชนะนักประดิษฐ์คนอื่นๆ ในแง่ของกฎหมายได้ แต่เมื่อ Vail เขียนบทความลงในหนังสือชื่อ The American Electro-Magnetic Telegraph โดยไม่กล่าวถึงความช่วยเหลือที่ได้รับจาก Henry เลย ทำให้ Henry รู้สึกไม่พอใจมากจึงได้กล่าวท้วงติง แต่ Morse ก็ไม่นำพาที่จะให้เครดิตแก่ Henry Henry จึงประกาศตัดสัมพันธ์กับ Morse เพราะรู้สึกเจ็บใจมาก จึงได้ขอให้รัฐสภาสหรัฐฯ สอบสวนเรื่องนี้ในปี 2401 รัฐสภาได้ออกแถลงการณ์ตำหนิ Morse เรื่องไม่ให้เครดิตแก่ Henry เมื่อ Morse เสียชีวิตในปี 2415 ทั้งๆ ที่รัฐสภาให้เกียรติจัดงานศพให้แก่ Morse แต่ Henry ก็ปฏิเสธที่จะไปคารวะศพของ Morse ที่โลกรู้จักในนามบุรุษผู้ประดิษฐ์เครื่องรับ-ส่งโทรเลข

ณ วันนี้โลกยังจดจำรหัสมอร์สที่สำคัญคือ SOS (Save Our Ship หรือ Save Our Souls) รหัสของคำนี้คือ (..._ _ _ ...) โดย S แทนด้วยจุด 3 จุด และ O แทนด้วยขีด 3 ขีด อันเป็นรหัสสากลสำหรับขอความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ ได้ใช้หลังเกิดอุบัติภัยเรือ Titanic จมในปี 2455 ลุถึงปี 2538 หน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งทะเลของสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกการใช้อุปกรณ์สื่อสารทางทะเลด้วยรหัสมอร์ส เพราะช้าและไม่สะดวกในการส่งสัญญาณ

ในปี 2418 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) คนไทยเริ่มรู้จักโทรเลขและได้ใช้ในอีก 8 ปีต่อมา เมื่อโลกมีโทรศัพท์ใช้ในปี 2419 หลังจากนั้นโทรเลขก็เริ่มลดบทบาทลงเรื่อยๆ ครั้นเมื่อมีโทรศัพท์ทางไกลใช้ โทรเลขก็ลดยิ่งความนิยมลงไปอีก จนในที่สุดการสื่อสารด้วยโทรเลขแทบไม่มีเลย ในปี 2523 เมื่อมีการพัฒนาระบบโทรศัพท์ให้สามารถส่งแฟกซ์ รวมถึงการพัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จนสามารถส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ข้อที่เคยดีของโทรเลขคือการมีหลักฐานการติดต่อที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็หมดความหมาย จากในปี 2528 ที่คนไทยส่งโทรเลข 8.32 ล้านฉบับ เมื่อถึงปี 2551 สถิติการส่งโทรเลขของคนไทยลดลงเหลือ 36,000 ฉบับเท่านั้นเอง และเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 2552 ประเทศไทยก็ได้ประกาศยกเลิกระบบการสื่อสารด้วยโทรเลขแล้ว หลังจากที่สิ่งประดิษฐ์ของ Morse ได้รับใช้คนไทยมานาน 125 ปี

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

หน้า 11

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้จัก 4 มนุษย์ชุดสุดท้ายของ “กระสวยอวกาศ”

\

4 มนุษย์ชุดสุดท้ายที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศ (ซ้ายไปขวาหน้า) ฮัวร์เลย์ และ เฟอร์กูสัน (ซ้ายไปขวาหลัง) แมกนัส และวอเลห์ม (เอเยนซี)

จากนี้จะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะได้ทะยานฟ้าไปพร้อมกับ “กระสวยอวกาศ” ของนาซาอีกแล้ว เขาทั้ง 4 คน คือ มนุษย์ชุดสุดท้ายที่จะปิดตำนานการเดินทางสู่อวกาศด้วยยานที่ออกแบบให้สามารถใช้งานได้ซ้ำๆ และมีภาระงานรัดตัวรอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า ไปทำความรู้จักพวกเขา

คริส เฟอร์กูสัน (Chris Ferguson) ดัก ฮัวร์เลย์ (Doug Hurley) แซนดรา แมกนัส (Sandra Magnus) และ เรกซ์ วอเลห์ม (Rex Walheim) คือ มนุษย์อวกาศ 4 คนสุดท้ายที่จะได้เดินทางไปกับยานแอตแลนติส (Atlantis) ซึ่งเป็นกระสวยอวกาศลำสุดท้ายของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินที่ 135 และเป็นเที่ยวบินที่ 33 ของกระสวยอวกาศลำนี้ และสเปซด็อทคอมได้นำประวัติของพวกเขามาให้เราได้รู้จัก

คริส เฟอร์กูสัน (รอยเตอร์)

คริส เฟอร์กูสัน, ผู้บังคับการบิน
เฟอร์กูสัน อายุ 49 ปี เป็นกัปตันของกองทัพสหรัฐฯ เคยบินไปพร้อมปฏิบัติการกระสวยอวกาศแล้ว 2 ครั้ง ทั้งนี้ เขาเริ่มต้นชีวิตนักบินอวกาศโดยเข้ารับการฝึกที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ของนาซา ในเมืองฮุสตัน สหรัฐฯ เมื่อปี 1998 และได้เดินทางไปกับกระสวยอวกาศครั้งแรกโดยรับหน้าที่เป็นนักบินประจำยานแอตแลนติสในเที่ยวบินเอสทีเอส-115 (STS-115) เมื่อเดือน ก.ย.2006 และได้เป็นผู้บังคับการบินของยานเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ที่ปลดระวางไปแล้วในเที่ยวบินเอสทีเอส-126 และระหว่างเดือน พ.ย.2009 -ก.ย. 2010 เขารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานนักบินอวกาศ (Astronaut Office) ของนาซา

ดัก ฮัวร์เลย์ (รอยเตอร์)

ดัก ฮัวร์เลย์, นักบิน
ฮัวร์เลย์ อายุ 44 ปี เป็นผู้พันกองทัพเรือสหรัฐฯ ผู้มีชั่วโมงบินสูงกว่า 4,000 ชั่วโมง และขับเครื่องบินมาแล้วมากกว่า 25 ชนิด เขาได้รับเลือกให้ร่วมงานกับนาซาเมื่อปี 2000 และเข้ารับการฝึกที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน เขาได้ขับกระสวยอวกาศครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค.2009 ในฐานะนักบินของกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ในเที่ยวบินเอสทีเอส-127 และเมื่อเร็วๆ นี้เขารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกความปลอดภัยของสำนักงานนักบินอวกาศด้วย
 

แซนดรา แมกนัส โบกมืออยู่หน้า เรกซ์ วอเลห์ม (รอยเตอร์)

แซนดรา แมกนัส, ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำเที่ยวบิน
แมกนัส อายุ 46 ปี เป็นวิศวกรที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมงานกับนาซาเมื่อเดือน เม.ย.1996 และได้เดินทางไปกับกระสวยอวกาศเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค.2002 ในฐานะลูกเรือแอตแลนติสในเที่ยวบินเอสทีเอส-112 และเมื่อปี 2005 ได้เริ่มฝึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจอันยาวนานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) เมื่อปี 2005 และเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2008 เธอได้เดินทางไปพร้อมกับยานเอนเดฟเวอร์ในเที่ยวบินเอสทีเอส-126 เพื่อประจำอยู่บนสถานีอวกาศเป็นเวลา 133 วัน ก่อนจะกลับโลกด้วยยานดิสคัฟเวอร์ในเที่ยวบินเอสทีเอส-119 ซึ่งลงจอดบนพื้นโลกเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2009
 

เรกซ์ วอเลห์ม โบกมืออยู่ข้าง แซนดรา แมกนัส (รอยเตอร์)

เรกซ์ วอเลห์ม, ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำเที่ยวบิน
วอเลห์ม อายุ 48 ปี เป็นผู้พันกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเกษียณออกมาแล้ว โดยได้รับคัดเลือกจากนาซาเมื่อเดือน มี.ค.1996 และเข้ารับการฝึกที่ศูนย์อวกาศจอห์นสัน เขาใช้ชีวิตในอวกาศมากกว่า 565 ชั่วโมง และผ่านการเดินอวกาศ (Space walk) มาแล้ว 5 ครั้งเป็นเวลาทั้งหมด 36 ชั่วโมง ทั้งนี้ เขาเดินทางไปกับกระสวยอวกาศเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในฐานะลูกเรือของยานแอตแลนติสประจำเที่ยวบินเอสทีเอส-110 และเขาได้เดินทางไปพร้อมแอตแลนติสอีกครั้งในเที่ยวบินเอสทีเอส-122

แอตแลนติสจอดอยู่ที่ฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รอทะยานฟ้า (เอพี)

“หอยทากจิ๋ว” รอดตายแม้ถูกนกกลืนกิน

หอยทากจิ๋วสายพันธุ์ที่รอดตายจากทางเดินอาหารนก (บีบีซีนิวส์)

นักวิทยาศาสตร์พบ “หอยทากจิ๋ว” ในเกาะญี่ปุ่นรอดตายแม้ถูกนกกลืนกิน โดยพบหอยทากจิ๋วมีชีวิตปะปนอยู่ในกองอึนก นักวิทยาศาสตร์ชี้เป็นหลักฐานว่า นักล่ามีปีกคือปัจจัยหลักที่ทำให้ประชากรหอยทากแพร่กระจาย เช่นเดียวกับเมล็ดพืชที่ถูกนกกิน

นักวิทยาศาสตร์พบหอยทากจิ๋วที่ตกเป็นเหยื่อนกแว่นตาขาวหลังเขียว (Japanese white-eyes) ในเกาะฮาฮาจิมะของญี่ปุ่นนั้น รอดตายจากระบบทางเดินอาหารของนกถึง 15% บีบีซีนิวส์ระบุว่านักวิจัยพบหอยทากที่โชคดีเหล่านั้นอยู่ในมูลของนกที่ขับถ่ายไว้ ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า นกนักล่านั้นอาจเป็นปัจจัยหลักในการแพร่กระจายพันธุ์ของประชากรหอยทาก

นกแว่นขาวหลังเขียวที่พบมากในเกาะฮาฮาจิมะ (บีบีซีนิวส์)



ทั้งนี้ ทราบกันดีอยู่แล้วว่านกสามารถแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์พืชได้จากการกินผลไม้ แต่การค้นพบล่าสุดของนักวิจัยจาก
มหาวิทยาลัยโตโฮกุ (Tohoku University) ในญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังก็สามารถแพร่กระจายด้วยวิธีการเดียวกันนี้ได้ และได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ลงวารสารไบโอจีโอกราฟี (Biogeography) และยังมีงานวิจัยอื่นก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าหอยทากในแหล่งน้ำก็รอดตายจากการถูกปลากินในวิธีเดียวกันนี้ด้วย

หอยทากที่รอดตายอยู่ในมูลของนก (บีบีซีนิวส์)



งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการกินอาหารของนกแว่นตาหลังเขียวในเกาะฮาฮาจิมะที่ชอบกินหอยทากบก “ทอร์นาเทลลิเดส โบนิงไจ” (Tornatellides boeningi) โดยการทดลองในห้องปฏิบัติการนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเลี้ยงนกด้วยหอยทากจิ๋วพันธุ์ดังกล่าว เพื่อดูว่าหอยทากจะมีชีวิตรอดจากระบบทางเดินอาหารของนกหรือไม่

“เราแปลกใจที่มีอัตราการรอดสูง โดยประมาณ 15% ของหอยทากยังคงมีชีวิตรอดหลังจากผ่านกระเพาะของนกไปแล้ว” ชินิจิโร วาดะ (Shinichiro Wada) ผู้วิจัยอธิบาย โดยเขาและทีมยังศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรหอยทากที่พบทั่วเกาะ และพบว่ามีความหลากหลายของหอยทากอย่างชัดเจน แต่แทนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์เฉพาะหาอทากที่อยู่ใกล้ๆ กัน ผลการทดลองยังชี้ว่าประชากรต่างชิดยังมีการติดต่อถึงได้ แม้ถิ่นที่อยู่จะแยกกันก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าปัจจัยสำคัญที่หอยทากรอดชีวิตคือขนาดที่เล็กมาก โดยเฉลี่ยหอยทากชนิดนี้มีขนาดเพียง 2.5 มิลลิเมตร ทำให้โชคดีกว่าหอยหากสปีชีส์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งเปลือกที่คอยปกป้องจะเสียหายเมื่อหอยทากขนาดใหญ่กว่าถูกกิน ทั้งนี้ มร.วาดะและขณะยังจะศึกษาต่อไปอีกว่า หอยทากจิ๋วชนิดนี้ยังรอดตายจากนักล่าชนิดอื่นอีกหรือไม่
 

หน้า 12

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้ไหมว่า? เราส่งมนุษย์ไปอวกาศได้ไกลแค่ไหนแล้ว

เราส่งมนุษย์ออกไปไกลสุดแค่ดวงจันทร์ (ภาพประกอบจาก NASA)

 

การเดินทางสู่อวกาศไกลที่สุดของมนุษย์คือการเดินไปสำรวจดวงจันทร์ซึ่งมีระยะทางไกล 400,171 กิโลเมตร แต่หากไม่นับการเดินทางไปยังบริวารของโลก ปฏิบัติการในโครงการเจมินี (Gemini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องก่อนส่งคนไปดวงจันทร์คือระยะทางไกลสุดที่เราออกไปสัมผัสอวกาศ โดยมนุษย์อวกาศได้ออกไปโคจรรอบโลกที่ความสูง 1,374.1 กิโลเมตร

นับจากปฏิบัติการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศครั้งแรกเมื่อ 50 ปีก่อน มาถึงยุคที่เรามีสถานีอวกาศให้มนุษย์ขึ้นไปประจำการ ผู้ที่ทำสถิติเป็นมนุษย์ที่อยู่ในอวกาศนานที่สุดคือ "วาเลรี พอลีอาค็อฟ" (Valery Polyakov) โดยข้อมูลจากสเปซด็อทคอมระบุว่า เขาเป็นมนุษย์อวกาศรัสเซียผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจำสถานีอวกาศมีร์ (Mir) ของรัสเซียนานถึง 437.7 วัน ระหว่างปี 1994-1995

หน้า 13

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ”

แอตแลนติสทะยานฟ้าครั้งสุดท้ายปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ” (AFP)

 

การส่งกระสวยอวกาศครั้งสุดท้ายของนาซาผ่านไปได้ด้วยดี และเมื่อยาน “แอตแลนติส” แลนดิงกลับสู่โลกจะเป็นการปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ” ที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ และเป็นการเปิดตำนานการสำรวจอวกาศก้าวใหม่ที่ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้ประกาศยุติการดำเนินโครงการกระสวยอวกาศภายในปี 2011 นี้ และได้ทยอยปลดระวางกระสวยอวกาศที่เหลืออยู่ไปก่อนหน้านี้แล้ว 2 ลำ คือ ยานดิสคัฟเวอรี (Discovery) และยานเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ส่วนกระสวยอวกาศลำสุดท้ายที่นาซาได้ส่งขึ้นไปคือยานแอตแลนติส (Atlantis)

นักท่องเที่ยวถ่ายรูปหน้ายานแอตแลนติสซึ่งจอดรอที่ฐานปล่อยจรวดก่อนทะยานฟ้า (AFP)



ส่งกระสวยอวกาศลำสุดท้าย
แอตแลนติสทะยานจากฐานปล่อยจรวด 39 เอ (39A) ของศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) ในแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา เมื่อคืนวันที่ 8 ก.ค.2011 ตามเวลาประเทศไทย โดยมีภารกิจมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) พร้อมกับลำเลียงลูกเรือ 4 คนและสัมภาระหนัก 3,600 กิโลกรัม ซึ่งรวมถึงเสบียงที่เพียงพอสำหรับใช้ชีวิตในอวกาศนาน 1 ปีขึ้นไปด้วย

หลังจากนั้นกระสวยอวกาศเที่ยวสุดท้ายของนาซาจะนำปั้มแอมโมเนียที่ใช้การไม่ได้จากสถานีอวกาศกลับมา และลงจอดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในวันที่ 20 ก.ค.เมื่อครบกำหนดภารกิจ 12 วันบนอวกาศ แต่เอพีรายงานว่าเป็นไปได้ที่ภารกิจจะถูกยืดออกไปเป็น 13 วัน และทันทีที่แอตแลนติสสัมผัสรันเวย์ก็จะเป็นการปิดฉากโครงการกระสวยอวกาศอย่างสมบูรณ์ และคาดว่าเมื่อโครงการนี้สิ้นสุดจะสูญการจ้างไปกว่า 8,000 ตำแหน่ง

มนุษย์อวกาศชุดสุดท้ายของกระสวยอวกาศ (AFP)



“เรายังไม่ยุติโครงการยานอวกาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ เรากำลังทบทวนตัวเองต่อก้าวที่จำเป็นและยากลำบากในวันนี้ เพื่อรับรองความเหนือกว่าของอเมริกาในการสำรวจอวกาศโดยมนุษย์ในอีกหลายปีข้างหน้าที่จะมาถึง” ชารล์ส โบลเดน (Charles Bolden) ผู้อำนวยการนาซาแถลง และย้อนรำลึกถึงการสูญเสียเพื่อนดีๆ ไปในอุบัติเหตุกระสวยอวกาศระเบิด

หลังจากนี้ นาซาต้องพึ่งพายาน “โซยุซ” (Soyuz) แคปซูลอวกาศ 3 ที่นั่งของรัสเซียเพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศ โดยมีค่าใช้จ่ายตกที่นั่งละกว่า 1,500 ล้านบาท จนกว่าบริษัทเอกชนจะแข่งขันกันสร้างแคปซูลอวกาศที่มีประสิทธิภาพดีกว่ากระสวยอวกาศสำเร็จ และสามารถขนส่งมนุษย์อวกาศขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเร็วกว่าปี 2015

ปลายทางกระสวยอวกาศอยู่ที่พิพิธภัณฑ์
ทั้งนี้ นาซามีกระสวยอวกาศที่ใช้ปฏิบัติภารกิจในอวกาศทั้งหมด 5 ลำ แต่ระเบิดไป 2 ลำ คือ ยานชาเลนเจอร์ (Challenger) ที่ระเบิดหลังทะยานขึ้นฟ้าได้เพียง 73 วินาทีในปี 1986 และยานโคลัมเบีย (Columbia) ที่ระเบิด หลังกลับสู่โลกเมื่อปี 2003 โดยมีผู้เสียชีวิตจาก 2 เหตุการณ์รวม 14 คน ซึ่งเอเอฟพีรายงานว่าเหตุขัดข้องทางเทคนิคและปัญหาด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยในคนงานของนาซาถูกกล่าวโทษให้เป็นต้นตอของอุบัติเหตุ

ภาพมุมสูงขณะแอตแลนติสทะยานฟ้า (นาซา)



สำหรับกระสวยอวกาศ 3 ลำที่เหลืออยู่เมื่อถูกปลดระวางแล้วจะถูกส่งไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ โดยยานดิสคัฟเวอรีจะถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศสมิทโซเนียน (Smithsonian Air & Space Museum) ในวอชิงตัน ดี.ซี. ส่วนยานเอนเดฟเวอร์กระสวยอวกาศน้องเล็กที่ถูกสร้างมาทดแทนยานชาเลนเจอร์จะถูกส่งไปจัดแสดงที่ศูนย์วิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนีย (California Science Center) ในลอสแองเจลิส ขณะที่ยานแอตแลนติสไม่ต้องไปไกลเพราะจะถูกจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เยี่ยมชมของศูนย์อวกาศเคนเนดี ซึ่งเอพีระบุว่ากระสวยอวกาศกลายเป็นของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่แพงกว่าภาพวาดใดๆ

นอกจากนี้นาซายังสร้างยานเอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) ขึ้นมาเป็นลำแรกในโครงการกระสวยอวกาศเพื่อทำการพิสูจน์ว่าแนวคิดกระสวยอวกาศนั้นใช้งานได้จริง และมีการขับยานลำนี้ทดสอบการบินและลงจอดทั้งหมด 16 ครั้ง ปัจจุบันกระสวยลำนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศสมิทโซเนียน เมื่อยานดิสคัฟเวอรีถูกนำไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์เดียวกัน ยานเอนเตอร์ไพรส์จะถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อินเตอร์พิดซี แอร์ แอนด์สเปซ (Intrepid Sea, Air & Space Museum) ในนิวยอร์ก

3 ทศวรรษแห่งการทะยานฟ้า
โครงการกระสวยอวกาศนี้เอพีระบุว่า เริ่มต้นจากแนวคิดแผนสำรวจอวกาศตามลำดับ 3 ขั้น ซึ่งมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ดาวอังคาร โดย จอร์จ มูลเลอร์ (George Mueller) อดีตผู้บริหารระดับสูงของนาซาผู้ได้รับการขนานนามให้เป็นบิดาของโครงการกระสวยอวกาศกล่าวว่า นาซาจำเป็นต้องมีสถานีอวกาศที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางไปถึงดาวอังคาร และการจะไปให้ถึงสถานีอวกาศนั้นนาซาต้องมีกระสวยอวกาศที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่อย่างสมบูรณ์

หากแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อนุมัติให้สร้างเฉพาะกระสวยอวกาศเมื่อปี 1971 และต้องรอจนกระทั่งในปี 1998 จึงได้เริ่มสร้างสถานีอวกาศขึ้น แต่มูลเลอร์กล่าวว่าสิ่งที่แย่ที่สุดคือแผนในการทำให้ทุกชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศสามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ต้องหยุดชะงัก งบประมาณในการสร้างกระสวยอวกาศถูกหั่นลงตามคำสั่งจากทำเนียบขาว นั่นหมายถึงถังเชื้อเพลิงและจรวดบูสเตอร์จะถูกทิ้งลงทะเล หลังจากปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งแม้ว่าจะประหยัดเงินได้ในช่วงแรก แต่กลายเป็นว่าได้เพิ่มค่าใช้จ่ายมหาศาลในการส่งกระสวยอวกาศแต่ละครั้ง

ปฏิบัติการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่ฟ้าครั้งแรกในการส่งยานโคลัมเบียเมื่อวันที่ 12 เม.ย.1981 หลังจากรัสเซียได้ส่งมนุษย์คนแรกขึ้นสู่อวกาศแล้วถึง 20 ปี ทั้งนี้ นาซาได้ส่งกระสวยอวกาศทั้งหมด 135 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้มีภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติ 37 ครั้ง โดยปฏิบัติการในโครงการกระสวยอวกาศได้ช่วยให้เกิดการค้นพบสำคัญๆ หลายครั้ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในโครงการอวกาศระหว่างประเทศด้วย

ยานแอตแลนติสจอดรอที่ฐานปล่อยจรวดก่อนทะยานฟ้า (AFP)



เฉพาะยานแอตแลนติสซึ่งปฏิบัติภารกิจเป็นลำสุดท้ายในโครงการกระสวยอวกาศได้รับหน้าที่สำคัญมากมาย อาทิ ในยุคที่สหรัฐฯ และรัสเซียหันมาให้ความร่วมมือกันทางด้านอวกาศ กระสวยอวกาศลำนี้ได้เดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศมีร์ (Mir) ถึง7 ครั้ง เพื่อลำเลียงเสบียงและขนส่งมนุษย์อวกาศของสหรัฐฯ ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศ

เมื่อมาถึงโครงการสถานีอวกาศนานาชาติยานแอตแลนติสมีส่วนช่วยในการต่อเติมชิ้นส่วนสำคัญๆ หลายส่วน ทั้งโมดูลห้องปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยุโรปและรัสเซีย รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ในปฏิบัติการปรับปรุงและซ่อมบำรุงครั้งสุดท้าย ซึ่งนำไปสู่การค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ ในอวกาศ

ปิดฉากความล้มเหลว
อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าการยุติโครงการกระสวยอวกาศนี้คือการยุติโครงการอวกาศที่ล้มเหลวของสหรัฐฯ เพราะโครงการอวกาศที่เคยเสนอต่ออเมริกาว่าจะเป็นโครงการที่ปลอดภัยและราคาถูก กลับกลายเป็นโครงการที่อันตรายและมีค่าใช้จ่ายบานปลายไปจากที่เสนอไว้มากกว่าเท่าตัว โดยเบื้องต้นนาซาคำนวณค่าใช้จ่ายในโครงการไว้ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงกลับพุ่งสูงขึ้นไปมากกว่า 5.8 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของเอพีพบว่าสหรัฐฯ ใช้จ่ายในโครงการนี้มากกว่าค่าใช้จ่ายในการสำรวจดวงจันทร์ โครงการระเบิดปรมาณู และโครงการขุดคลองปานามารวมกันเสียอีก และจำนวนเที่ยวบินสูงสุดที่โครงการนี้ทำได้คือ 9 เที่ยวใน 1 ปี ซึ่งห่างจากที่ตั้งเป้าไว้ปีละ 50 เที่ยวไปมากโข และการโคจรรอบโลก 20,830 รอบก็เป็นการวนอยู่บนเส้นทางและเป้าหมายเดิมๆ นอกจากนี้ยังสูญเสียกระสวยอวกาศไปในโศกนาฏกรรมถึง 2 ลำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระยะทางกับจำนวนชีวิตที่ต้องสูญเสียแล้ว กระสวยอวกาศมีความเสี่ยงมากกว่าเครื่องบินโดยสาร 138 เท่า

ยานอวกาศในอนาคต
สำหรับยานสำรวจอวกาศต่อไปในอนาคตของนาซานั้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนาของเอกชน โดยยาน “ดรีม เชสเซอร์” (Dream Chaser) ที่มีลักษณะคล้ายกระสวยอวกาศย่อส่วนของเซียร์รา เนวาดา คอร์ป (Sierra Nevada Corp.) เป็นหนึ่งในยานอวกาศที่อาจจะได้ขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ โดยนาซาได้ให้งบกว่า 2,400 ล้านบาทแก่เอกชนรายนี้เพื่อพัฒนายานขนส่งอวกาศต่อไป ซึ่งปีหน้าจะมีการทดสอบส่งยานอวกาศของเอกชนรายนี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

นอกจากนี้ยังมีเอกชนอีก 3 รายที่ร่วมแข่งขันการพัฒนายานขนส่งอวกาศและได้รับทุนสนับสนุนจากนาซา คือ บลูออริจินออฟเคนท์ (Blue Origin of Kent) สเปซ เอกซ์พลอเรชัน เทคโนโลยี (Space Exploration Technologies) หรือสเปซเอกซ์ (SpaceX) และ โบอิง (Boeing) โดยสเปซเอกซ์เป็นเอกชนรายเดียวที่ได้ทดสอบส่งยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจร ทั้งนี้ นาซาคาดหวังว่าเอกชนเหล่านี้จะพร้อมดำเนินโครงการขนส่งอวกาศในปี 2015
 

หน้า 14

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เคลียร์ความเชื่อ “ดาวนิบิรุ” พุ่งชนโลกดับ

แนวคิดเรื่องดาวนิบิรุพุ่งชนโลกระบาดอยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่่งสร้างความตระหนกแก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือกับแหล่งข้อมูลที่หลอกลวงได้

 

นักวิทยาศาสตร์นาซาเคลียร์ความเชื่อ “ดาวนิบิรุ” พุ่งชนโลกดับ กวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หายเกลี้ยงในปี 2012 ชี้ไม่มีดาวดังกล่าวอยู่ในระบบสุริยะวงนอก คาดจุดเริ่มต้นความเชื่อมาจากหญิงผู้อ้างว่ารับสัญญาณจากเอเลี่ยนมาเตือนผู้คน และเคยทำนายว่าโลกจะพบจุดในปี 2003 แต่กลับไม่เป็นจริง

ความเชื่อเรื่องโลกจะถึงจุดจบเมื่อถูกดาว “นิบิรุ” (Nibiru) พุ่งชนแพร่กระจายอยู่ในโลกออนไลน์มาระยะหนึ่ง กระทั่งสเปซด็อทคอมได้หยิบประเด็นนี้มาไขข้อเท็จจริง โดยได้ความเห็นจาก เดวิด มอร์ริสัน (David Morrison) นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์จากศูนย์วิจัยเอมส์ (Ames Research Center)
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำสถาบันชีววิทยาอวกาศ (Astrobiology Institute) ของนาซา

บ้างว่าโลกจะถูกดาวเคราะห์ดังกล่าวพุ่งชนในปี 2012 บ้างก็บอกว่าในปี 2011 ซึ่งมอร์ริสันประมาณว่ามีเว็บไซต์ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ราว 2 ล้านเว็บไซต์ ส่วนตัวเขาเองยังได้รับอีเมลที่สอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเฉลี่ยถึงวันละ 5 ฉบับ โดยได้รับข้อความจากเด็กๆ ที่บางคนอายุเพียง 11 ขวบ บอกว่าพวกเขากำลังไม่สบายใจและกำลังตัดสินใจฆ่าตัวตาย เนื่องจากวันโลกาวินาศที่กำลังจะมาถึง

ภาพแนวคิดเกี่ยวกับข่าวลือนิบิรุพุ่งชนโลก ( สเปซด็อทคอม/gilderm/sxc.hu)



แล้วอะไรคือต้นตอของความตระหนกต่อ “ดาวนิบิรุ” ที่นักดาราศาสตร์ทั้งหลายยืนยันว่าไม่มีอยู่จริง? ทางสเปซด็อทคอมระบุว่า แนวคิดเรื่องวันโลกแตกเนื่องจากถูกดาวเคราะห์พุ่งชนนี้น่าจะเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1995 โดย แนนซี ไลเดอร์ (Nancy Lieder) ที่ขนามนามตัวเองว่า “ผู้รับการติดต่อ” (contactee) ซึ่งอ้างว่าเธอสมองของเธอสามารถรับข้อความของมนุษย์ต่างดาวจากระบบดาวเซตาเรติคูลิ (Zeta Reticuli) ได้

ในเว็บไซต์ของไลเดอร์ชื่อ “เซตาทอล์ก” (ZetaTalk) นั้นได้แถลงว่า เธอคือผู้ถูกเลือกให้มาเตือนมนุษยชาติถึงการพุ่งชนของดาวเคราะห์ที่จะมาถึงในไม่ช้า ซึ่งจะกวาดล้างมนุษย์โลกไปในหมดในปี 2003 แต่สเปซด็อทคอมระบุว่า เมื่อหายนะดังกล่าวไม่เกิดขึ้น สาวกของเธอก็เลือกเอาปี 2012 เป็นกำหนดเวลาที่ดาวนิบิรุจะพุ่งชนโลก และตรงกับคำทำนายอื่นๆ ซึ่งให้ความสำคัญกับการสิ้นสุดของปฏิทินชาวมายา

เดิมทีไลเดอร์เรียกดาวเคราะห์ที่จะนำพาหายนะมายังโลกว่า “ดาวเคราะห์เอ็กซ์” (Planet X)และตอนหลังได้โยงดาวเคราะห์ดังกล่าวเข้ากับดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ในระบบสุริยะ ตามที่ระบุในหนังสือ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 12” (The 12th Planet) ของนักเขียนอเมริกันชื่อ เซชาเรีย ซิทชิน (Zecharia Sitchin) ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์ (Harper) เมื่อปี 1976

ในหนังสือของซิทซินนักเขียนผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1920-2010 อ้างถึงชาวสุเมเรียนโบราณว่า ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ชื่อ “นิบิรุ” ว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ของระบบสุริยะ และเหวี่ยงเข้าใกล้โลกทุก 3,600 ปี ซึ่งแท้จริงแล้วมนุษย์นั้นมีวิวัฒนาการมาจากดาวดวงนี้ และได้มาตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์โลกระหว่างที่ผ่านเข้าใกล้โลก

อย่างไรก็ดี ปราชญ์ทางด้านประวัติศาสตร์และภาษากล่าวว่า ซิทชินนั้นได้แปลอักษรโบราณผิดเพี้ยนอย่างมาก โดยชาวสุเมเรียนเชื่อว่ามีดาวเคราะห์เพียง 5 ดวงเท่านั้น ไม่ใช่ 12 ดวง และพวกเขาไม่ได้เชื่อว่ามนุษย์กระโดดจากดาวที่เรียกว่า “นิบิรุ” มาตั้งถิ่นฐานบนโลก ยิ่งกว่านั้นนักดาราศาสตร์ยังได้บ่งชัดว่า วงโคจรดาวเคราะห์ของดาวนิบิรุแบบที่ซิทชินเสนอนั้นไม่มีอยู่จริง ไม่มีวัตถุในอวกาศไหนที่มีวงโคจรซึ่งเหวี่ยงเข้ามายังระบบสุริยะชั้นในทุกๆ 3,600 ปี และยังอยู่ถัดจากดาวพลูโต ซึ่งหากมีจริงดาวเคราะห์ดวงนั้นควรจะถูกดูดเข้ามาหรือไม่ก็ถูกผลักออกไปจากระบบสุริยะ

ถึงอย่างนั้นหนังสือของซิทชินก็แปลออกมาถึง 25 ภาษา และขายได้ทั่วโลกหลายล้านเล่ม และทฤษฎีดาวเคราะห์พุ่งชนโลกของไลเดอร์ก็รับเอาชื่อดาวนิบิรุไปเป็นชื่อดาวเคราะห์ที่จะทำลายล้างโลก หลายคนที่เชื่อว่าวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดปฏิทินชาวมายาในปี 2012 ก็ผูกโยงคำทำนายเรื่องดาวเคราะห์นิบิรุพุ่งชนโลกให้เป็นหายนะที่จะนำพาเราไปพบจุดจบ

สิ่งที่เป็นจุดบอดสำหรับคำพยากรณ์วันโลกาวินาศก็คือดาวเคราะห์นิบิรุเอง เพราะไม่มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่และมีลักษณะรุกรานโลกอยู่ในระบบสุริยะวงนอกที่จะเป็นดาวนิบิรุตามความเชื่อ ขณะที่นักทฤษฎีสมคบคิด (conspiracy theorist) ได้ตัดสินว่า แท้จริงแล้วดาวหางขนาดเล็กที่ชื่อ “อีเลนิน” (Elenin) ซึ่งจะผ่านใกล้โลกที่สุดในเดือน ต.ค.2011 คือดาวนิบิรุ แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนระบุว่า ดาวหางอีเลนินจะไม่เข้าใกล้โลกเกินกว่าระยะ 100 เท่าของระยะทางระหว่างโลกและดวงจันทร์

“ความจริงคือคนเหล่านี้ได้เปลี่ยนเรื่องราวของชาวสุเมเรียนไปหมด ตัวอย่างเช่น นิบิรุไม่ใช่เทพเจ้าของชาวสุเมเรียนอย่างที่กล่าวอ้าง หรือไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่คาดกันว่าจะโคจรกลับมาใกล้โลกในปลายปี 2012 แต่ชื่อดาวดวงนี้ก็ได้กลายเป็นคำติดปากสำหรับหายนะที่มาจากนอกโลกไปแล้ว” มอร์ริสันแจงแก่สเปซด็อทคอมผ่านอีเมล

ข่าวลือเรื่องดาวหางอีเลนินได้แพร่กระจายเมื่อต้นปีนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากนาซากล่าวว่า การที่ดาวหางดวงนี้เข้ามาใกล้โลกได้ถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุให้แกนโลกขยับไป 3 องศาเมื่อเดือน ก.พ. และกระตุ้นให้เกิดแผนดินไหวที่ชิลี จากนั้นทำให้ขั้วโลกขยับมากพอที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มคนที่เชื่อข่าวลือยังเพิกเฉยต่อต้อเท็จจริงว่าแผ่นเปลือกโลกคือสาเหตุของแผ่นดินไหว และยังบอกอีกว่าดาวหางดังกล่าวส่งแรงโน้มถ่วงและสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารุนแรงมายังโลกของเรา

“เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่า ดาวหางดังกล่าวซึ่งเป็นน้ำแข็งก้อนกลมๆ ที่มีความกว้างประมาณ 5 กิโลเมตรนั้นไม่มีสนามแม่เหล็กและจะไม่ผ่านเข้าใกล้โลกมากนัก อีกทั้งแผ่นเปลือกโลกต่างหากที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว ไม่ใช่ ดาวหาง ก็มีข่าวลืออีกว่านาซาปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับดาวหางอีเลนิน กล่าวอย่างประชดนะ สำหรับใครที่มั่นใจว่าดาวหางดวงนี้เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว นั่นแสดงว่าอีเลนินไม่ใช่ดาวหาง แต่เป็นดาวรุกรานที่มีมวลมหาศาลและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” มอร์ริสันกล่าว

นักทฤษฎีสมคบคิดยังคงคาดเดาต่อไปว่าดาวหางก็คือดาวเคราะห์นิบิรุที่อำพรางมา โดยอาจเป็นดาวเคราะห์หรือดาวแคระน้ำตาลขนาดมหึมา ขณะที่ความจริงนั้นเราสามารถมองเห็น “โคมา” (coma) ที่ปกคลุมนิวเคลียสของดาวหาง รวมถึงนิวเคลียสและหางยาวๆ ที่ระเหิดจากน้ำแข็งของดาวหางอีเลนินได้ ซึ่งหากดาวหางดวงนี้เป็นดาวแคระน้ำตาลอย่างที่กล่าวอ้าง มอร์ริสันกล่าวว่า มันต้องไม่มีโคมาหรือหาง เพราะก๊าซจะไม่สามารถหนีออกจากแรงโน้มถ่วงของดาวได้

ยิ่งกว่านั้นหากดาวหางอีเลนินมีขนาดใหญ่โตมากจริงๆ เราควรจะได้เห็นผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวงโคจรของดาวเคราะห์โดยเฉพาะดาวอังคารและโลก แต่มอร์ริสันกล่าวว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในวงโคจรของดาวเคราะห์เหล่านั้น และถ้าเป็นดาวแคระน้ำตาลจริงก็ยิ่งง่ายที่จะถูกพบด้วยเทคโนโลยีสำรวจอวกาศต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แม้ดาวดวงนั้นอยู่ในระบบสุริยะชั้นนอกก็ตาม เขายังบอกไปถึงคนที่กังวลต่อเรื่องนี้ว่า หากเป็นเรื่องจริงควรจะเป็นข่าวในสื่อทั่วไป ไม่ใช่แค่โพสต์ในบางเว็บไซต์

“ไม่ใช่ทุกคนที่กล่าวอ้างในยูทูบ (YouTube) จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือทำงานในนาซา แต่เราก็ไม่มีวิธีง่ายๆ ที่จะแยกแยะความจริงออกจากเรื่องเท็จ ผมแปลกใจที่มีคนเชื่อเรื่องดาวนิบิรุซึ่งไร้เหตุผลนี้ เพราะหลายเว็บไซต์ที่เผยแพร่เรื่องนี้ก็ขายทั้งหนังสือและเทปเกี่ยวกับดาวดวงนี้ หรือแม้แต่อุปกรณ์เอาตัวรอดด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการหาประโยชน์จากคนที่ไม่สามารถแยกแยะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือกับคนที่หลอกลวงได้ และนี่เป็นปัญหามากในเยาวชน และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงโกรธคนเหล่านั้นมากที่เล็งเป้าหมายไปยังเด็กๆ” มอร์ริสันกล่าว

ศัพท์เทคโนโลยีใหม่ ภาษาไทยเดินตามโลกของราชบัณฑิตยสถาน

'ภาษา' เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสาร และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าภาษานั้นเป็นสิ่งที่มีพัฒนาการไปตามวันและเวลาที่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อโลกมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น ถ้อยคำที่จะเอามาใช้เรียกสิ่งนั้นๆ ก็ต้องมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

และเมื่อไม่นานมานี้ หลายๆ คนคงได้ยินข่าวคราวของศัพท์ใหม่ๆ ที่เหล่าราชบัณฑิตได้สรรค์สร้างขึ้นเพื่อทดแทนหรือเพิ่มทางเลือกให้แก่ศัพท์ต่างประเทศและศัพท์สแลงที่ใช้กันจนชินปากในปัจจุบัน นัยว่าเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่คนไทย ได้หันมาใช้คำศัพท์ภาษาไทยที่ถูกต้อง

ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ราชบัณฑิตฯ มีความพยายามในการสร้างคำศัพท์ใหม่ๆ โดยก่อนหน้านี้ทางราชบัณฑิตฯท่านก็เคยบัญญัติคำว่า 'คณิตกร' มาใช้เรียกสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมอย่างคอมพิวเตอร์ แต่ครั้งนั้นนับได้ว่าทางฝั่งราชบัณฑิตฯแพ้หมดรูป เพราะในชีวิตจริงแทบจะไม่มีใครเรียกคอมพิวเตอร์ว่าคณิตกรเลย หนำซ้ำคนในสังคมยังมีการคิดคำใหม่ๆ ขึ้นมาล้อเลียนการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตฯ

เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นคำว่า 'ละมุนภัณฑ์' ที่หมายถึง ซอฟต์แวร์ 'กระด้างภัณฑ์' ที่หมายถึงฮาร์ดแวร์

แต่คำที่ดูจะเรียกรอยยิ้มจากคนในสังคมมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นคำว่า 'แท่งหรรษา' ที่จะเอามาแทนคำว่าจอยสติ๊ก

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศัพท์อย่างเป็นทางการที่คิดค้นกันมาเพื่อทดแทนภาษาปากหรือภาษาต่างประเทศที่ใช้กันอยู่ หลายๆ คำดูจะไม่ได้รับความนิยมชมชอบและยินยอมพร้อมใจนำไปใช้นัก

นั่นเป็นเพราะอะไร หรือถ้าจะถามกันตั้งแต่ก็ต้นก็คงต้องถามกันว่าแล้วเหตุใดจึงต้องคิดค้นคำศัพท์ใหม่ๆ นั้นขึ้นมา


เป็นคนไทยน่าจะใช้ภาษาไทย

จากคำถามข้างต้น แน่นอนว่าคงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ นอกจากคนจากราชบัณฑิตฯเอง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ในฐานะราชบัณฑิตผู้มีส่วนในการดูแลสอดส่อง สังเกตการณ์ และสร้างคำใหม่ให้แก่ศัพท์บางคำ ได้อธิบายว่า ถ้าคำบางคำนั้นอาจเกิดจากการรับเข้ามาแล้วไม่สามารถอธิบายเป็นคำไทยให้เข้าใจชัดเจนตามความหมายเดิมได้ก็จะใช้คำนั้นเป็นคำยืม (จากต่างประเทศ) ซึ่งสังคมเข้าใจตรงกันดีอยู่แล้ว แต่หากศัพท์คำใดที่มีการสะกดผิด เขียนผิด หรือใช้ความหมายผิดเพี้ยนไปราชบัณฑิตฯก็จะเข้ามาจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายทางภาษา

“คำใหม่ที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากรับเข้ามา และถ้าภาษาไทยมีคำที่ตรงกันก็ใช้คำภาษาไทย แต่ถ้าใช้คำภาษาไทยแล้วไม่เข้าใจหรือใช้แล้วไม่ได้ความหมายอย่างที่ต้องการอาจจะคิดคำขึ้นมาใหม่ที่เป็นคำบาลีสันสกฤตมาประกอบสร้างคำใหม่ขึ้น หรือไม่ก็ใช้การยืมคือใช้คำต่างประเทศนั้นเลย เช่น สึนามิ ที่มีการแปลกันว่าคลื่นยักษ์หรือคลื่นใหญ่ แต่จริงๆ มันมีความหมายมากกว่าจะเป็นเพียงคลื่นทั่วๆ ไป ต้องบอกว่าที่มาเป็นยังไงจึงจะเป็นสึนามิ จึงใช้คำว่าสึนามิไปเลย เพราะสังคมเข้าใจตรงกันอยู่แล้ว

“ทั้งนี้ราชบัณฑิตฯจะเป็นคนดูแลว่าคำที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นคำอะไร มีความหมายอย่างไร ถ้าหากมีปัญหาเรื่องการเขียน การสะกดการันต์ หรือการให้ความหมาย ราชบัณฑิตฯก็จะคอยดูแลในเรื่องนั้น เพื่อจะไม่ให้เกิดความวุ่นวายในการใช้ภาษาจะมีระเบียบวิธีในเรื่องของศัพท์ ไวยกรณ์ ถ้อยคำ และความหมาย ดูว่ารวมๆ แล้วถูกต้องหรือไม่ ยอมรับได้หรือไม่ บางคำก็มีที่ราชบัณฑิตยังไม่เห็นด้วย ก็จะบอกไปว่ามันอาจจะยังไม่ค่อยถูกนะ เป็นคำที่ใช้ผิดความหมายไป เช่นภาษาของกลุ่มย่อยๆ ที่เป็นศัพท์สแลง ซึ่งถ้ามีการใช้ไปนานๆ จนเคยชินคำที่ไม่ถูกก็กลายเป็นถูกไปได้”

ในส่วนของหลักเกณฑ์การประเมินที่จะประเมินว่าศัพท์คำใดเหมาะสมที่จะใช่ต่อไปหรือศัพท์คำใดที่ควรหาคำอื่นมาทดแทนนั้น ดร.กาญจนา กล่าวว่าศัพท์แต่ละกลุ่มจะมีคณะกรรมการควบคุมดูแลตามสาขาวิชานั้นๆ

“ในการบัญญัติก็จะมีคณะกรรมการแต่ละสาขาวิชา เช่น คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ก็มีคณะกรรมการทางวิทยาศาสตร์ คำศัพท์ทางภูมิศาสตร์ก็มีคณะกรรมการทางภูมิศาสตร์ หรือทางสื่อสาร ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เราก็จะมีคณะกรรมการอย่างละชุดเพื่อจะดูแลศัพท์ทั้งหลายเหล่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ดร.กาญจนา ก็เข้าใจถึงความเคลื่อนไหวของสังคมซึ่งพาให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และแม้แต่ในวงการวิชาการ และนักภาษาศาสตร์เองก็ยังมีบางส่วนที่เห็นไม่ตรงกันในเรื่องคำศัพท์บางคำ โดยกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคำไหนจะอยู่คำไหนจะไป สุดท้ายแล้วก็คือสังคมส่วนใหญ่นั่นเอง

ภาษา กับการต่อรองเชิงอำนาจ

ในเรื่องของพัฒนาการของภาษานั้น ชลเทพ ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกับกับ ดร.กาญจนา แต่ทว่าน้ำหนักของประเด็นที่เขาให้นั้นแตกต่างออกไป เพราะเขามองไกลไปถึงเรื่องของการใช้ภาษาในเชิงอำนาจด้วย

“เรื่องมันมีอยู่ว่าภาษาของราชบัณฑิตฯนั้น มีต้นกำเนิดจากภาษาที่เป็นทางการ แต่ชีวิตจริงๆ เราไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องแบบนี้มากนัก แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของตนเองมากกว่า ดังนั้นคนที่สร้างภาษาขึ้นมาใหม่นั้น ก็เป็นการสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองตัวเขาเอง”

“ดังนั้นคำบางคำที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดภาษาสร้างขึ้นมานั้น ถ้ามันไม่สามารถทำให้คนทั่วไปจินตนาการได้ว่ามันคืออะไร มันก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่าง ภาษาไทยนั้นก็เป็นภาษาที่มีการหยิบยืมที่อื่นมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นจีน ชวา บาลี - สันสกฤต ดังนั้นถ้าจะมีใครนำคำใหม่ๆ ที่มาจากที่อื่นมาใช้ในปัจจุบันก็ไม่น่าเป็นเรื่องแปลก”

นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมก็เป็นตัวกำหนดประสบการณ์ที่แตกต่างกันของคนแต่ละยุคสมัยที่มีประสบการณ์ร่วมกัน และถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

“ประการต่อมา ภาษามันมีลักษณะของวัฒนธรรมย่อยอยู่ และมีกาลเทศะของมัน อย่างคำว่าแซป แวนท์ สก๊อย ฯลฯ นั้นเป็นภาษาเฉพาะกลุ่ม ที่คนรุ่นเก่าเขาอาจจะไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็อาจจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่กับคนรุ่น 20 - 30 มันสามารถสื่อความหมายได้ และที่คำบางคำได้รับความนิยมก็เพราะภาษามีการผลิตซ้ำที่สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคโลกาภิวัฒน์นั้น ภาษาเกิดใหม่ที่ไม่ได้สร้างโดยราชบัณฑิต มันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ แต่ทั้งนี้มันก็จะมีระยะเวลาของมัน คือมันอาจจะโตเร็ว แต่สักวันมันก็จะหายไปในที่สุด”

ชลเทพมีความเห็นว่า ภาษานั้นเกี่ยวพันกับสภาพของสังคมที่เป็นไป ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาชี้เป็นชี้ตายว่าอะไรผิดอะไรถูก

“บ้านเราเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่ควรให้ราชบัณฑิตฯผูกขาดเรื่องภาษาแต่เพียงผู้เดียว คือภาษาราชการที่ถูกต้องตามความคิดของเขา มันไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของชีวิตที่ดำรงอยู่ในสังคม สังเกตว่าภาษาที่เป็นทางการของราชบัณฑิตฯ มักจะไม่ค่อยได้รับความนิยม หากแต่ภาษาที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยคนในสังคมกลับมีคนใช้มากกว่า นั่นแสดงให้เห็นถึง การต่อรองเชิงอำนาจของคนในสังคมกับรัฐผ่านเครื่องมือทางภาษานั่นเอง”

มีไว้เป็นเรื่องดีแต่นานๆ ที่จะได้ใช้

เท่าที่ผ่านมาคำศัพท์ในแวดวงเทคโนโลยีนั้น ดูจะเป็นกลุ่มที่มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ๆ มาใช้ในหลายกรนี ไม่ว่าจะเป็นการบัญญัติคำว่า คณิตรกร มาใช้แทนคำว่าคอมพิวเตอร์ หรือล่าสุดที่มีการออกคำว่า คอมพิวเตอร์วางตัก มาให้ใช้ควบคู่ไปกับการใช้คำว่าแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นคำทับศัพท์

ทว่าคำศัพท์เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่บัญญัติใหม่ขึ้นมาเหล่านี้ กลับกลายเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความนิยม และไม่ค่อยมีใครนำเอาไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นคนในแวดวงเทคโนโลยีเองหรือคนทั่วไป แต่กระนั้น ราชบัณฑิตฯก็ยังคงมีความพยายามที่จะบัญญัติศัพท์ภาษาไทยมาใช้อยู่เนืองๆ

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรรายการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในฐานะผู้คร่ำหวอดด้านไอที แสดงความคิดเห็นว่า ถูกต้องแล้วที่ราชบันฑิตยสถานจขะต้องคอยบัญญัติศัพท์ภาษาไทยออกมาใช้ควบคู่กับคำทับศัพท์ต่างๆ โดยเฉพาะคำศัพท์ทางด้านไอที

“ส่วนตัว ก็รู้สึกแฮบปี้ แล้วก็โอเคที่มีคนมาให้ความสำคัญกับคำศัพท์เหล่านี้ ทำให้คำมีความหมายที่ชัดเจนขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้นอาจจะไม่ได้ใช้ เพราะว่า ถ้าจะให้เรียกแบบนั้นจริง ๆ คงสร้างความยุ่งยาก เพราะต้องมาแปลความหมายอีก คนทั่วไปเขาน่าจะเรียกตามความเคยชินมากกว่า”

เช่นเดียวกับ ฌา ศรีสัจจัง วิศวะกรระบบเครือข่าย (network systems engineer) ซึ่งในชีวิตการทำงานของเขานั้นเต็มไปด้วยคำทับศัพท์จากภาษาอื่น แสดงความเห็นถึงเรื่องการหาคำไทยมาใช้แทนคำทับศัพท์ว่า ในหลักการแล้วมันเป็นเรื่องดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

“ในมุมมองของผมนั้น ผมว่าดีนะที่จะหันมาใช้ภาษาไทยกัน ได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว แต่คำบางคำมันไม่ได้เป็นเรื่องที่เพิ่งมากำเนิดในนี้ แต่เรารับมาจากที่อื่น ดังนั้นถ้าจะมาคิดคำเรียกใหม่ๆ เอามาใช้แทนของเดิม มันจะต้องเป็นคำที่สื่อสารเข้าใจ มีแบบแผนในการสร้างขึ้นมา ในระยะยาวนั้นอาจจะเป็นไปได้ ถ้ามีกรอบในการสร้างชัดเจนและมีการให้ข้อมูลกับคนใช้ แต่ ถ้าจะมาเปลี่ยนการใช้ปุปปับทันทีนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
“ทุกวันนี้ผมเวลาไปทำงาน ถ้าเป็นกับทางราชการผมอาจจะใช้คำว่าระบบเครือข่ายได้ แต่ถ้าเป็นลูกค้าเอกชน เขาจะใช้คำว่าระบบอินเทอร์เน็ตมากกว่า”

ในประเด็นเดียวกันนี้ ฉัตรปวีณ์ ก็แสดงความเห็นยว่าการบัญญัติคำต่างๆ ของราชบันฑิตยสถานที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตความเป็นจริงเท่าที่ควรนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มของคนที่จะต้องใช้มันอย่างจริงจัง หรือยังไม่ถึงเวลาที่เราต้องใช้ เลยมองว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมาให้ความหมายของคำเหล่านี้ อย่างไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ต้องมีประโยชน์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้เป็นคนที่ใช้คำเหล่านี้ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่สำคัญเท่านั้นเอง

…........

จริงอยู่ว่าภาษาไทย เป็นหนึ่งในมรดกที่สำคัญของชาติ และคู่ควรกับการอนุรักษ์ไว้ แต่ในบางโอกาสการอนุรักษ์ที่ว่ามันกลับสวนทางกับพัฒนาการที่เป็นไปของโลก

ดังนั้น เมื่อผู้มีอำนาจในการกำหนดภาษาอย่างราชบัณฑิตจะสร้างสรรค์ถ้อยคำใดขึ้นมา ก็จะต้องตระหนักไว้เสมอว่า สังคมจะสามารถเรียนรู้และนำคำนั้นไปใช้ได้จริงเพียงไหน เพราะไม่ว่าศัพท์ที่คิดค้นขึ้นมานั้นจะถูกต้องตามระเบียบวิธีทางภาษาหรือหลักไวยกรณ์มากเพียงใด หากสังคมส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นผู้ใช้ตัวจริงไม่ได้นำไปใช้ คำศัพท์นั้นๆ ก็จะค่อยๆ ตายลง และสูญหายไปตามกาลเวลา ดังที่นักวิชาการอิสระอย่างชลเทพ ให้ความเห็นไว้ว่า

“ภาษาถ้ามีคนใช้มันถึงจะมีชีวิตนะ ซึ่งที่ผ่านมาสิ่งที่ราชบัณฑิตกำหนดมานั้น กลับตายไปเพราะไม่ค่อยมีคนใช้ คือภาษาที่ถูกแยกออกไปไกลจากชีวิตจริงและมีความซับซ้อน มันก็จะไม่มีคนใช้นั่นเอง”

หน้า 15

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้ในเมืองก็ดูดซับ “คาร์บอน” ได้

ต้นไม้ในเมืองก็มีส่วนช่วยดูดซับคาร์บอนได้ งานวิจัยอังกฤษระบุ (ภาพประกอบจากเอพี)

นักวิจัยอังกฤษเผยผลการศึกษาพบพรรณไม้ในเมืองก็ช่วยกักเก็บ “คาร์บอน” ได้ ไม่ว่าจะเป็นพืชในสวน สนามกอล์ฟ เขตปลอดอุตสาหกรรม ริมถนน และกักเก็บได้มากขึ้นอีกถ้าปลูกต้นไม้เพิ่ม สวนทางความเข้าใจเดิมว่าพื้นที่เมืองไม่มีแหล่งชีวภาพดูดซับคาร์บอน

งานวิจัยที่ดูเหมือนจะเพิ่มความหวังให้คนเมืองว่ายังพอต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้างนี้ เป็นผลงานของนักวิจัยอังกฤษ ซึ่งเอเอฟพีระบุว่า พวกเขาได้สำรวจเมืองเลสเตอร์ (Leicester) ใจกลางของอังกฤษ ที่มีประชากรอยู่ราว 300,000 คนอาศัยอยู่ในพืนที่ 73 ตารางกิโลเมตร แล้วประเมินการดูดซับคาร์บอนจากสวนสาธารณะ สวนหย่อม พื้นที่ปลอดอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่นในโรงเรียน ริมถนนและริมแม่น้ำ

มลพิษและคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม



จากการศึกษาพวกเขาพบว่าพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้นของเมืองกักเก็บคาร์บอนไว้ถึง 231,000 ตัน หรือมากกว่า 10 เท่าของที่เคยคาดกันไว้ ซึ่งปริมาณดังกล่าวมากพอๆ กับคาร์บอนที่รถยนต์ขนาดใหญ่กว่า 150,000 คันปล่อยออกมาตลอดทั้งปี ส่วน PhysOrg ระบุว่า ปริมาณคาร์บอนที่พื้นที่สีเขียวของเมืองกักเก็บไว้นั้นคิดได้เป็น 3.16 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทั้งนี้ นักวิจัยได้ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลจากการสำรวจ

ดร.โซ เดวีส์ (Dr.Zoe Davies) จาก
มหาวิทยาลัยเคนท์ (University of Kent) ในอังกฤษ ซึ่งเป็นหัวหน้าในการศึกษาครั้งนี้ระบุว่า ต้นไม้ใหญ่นั้นมีความพิเศษต่อการกักเก็บคาร์บอน แต่คนส่วนใหญ่ในเลสเตอร์เป็นเจ้าของหรือจัดการพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นหญ้า หาก 10% ของพื้นที่เหล่านั้นปลูกต้นไม้แทนแล้ว แหล่งดูดซับคาร์บอนของเมืองน่าเพิ่มขึ้นเป็น 12%

นักอนุรักษ์แต่งชุดเป็นโมเลกุลคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อรณรงค์ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเบอร์ลิน เยอรมนีเมื่อปี 2009 (เอเอฟพี )



“ต้นไม้ขนาดใหญ่ควรได้รับการดูแลและปกป้อง และหากจะปลูกต้นไม้ในพื้นที่เมืองเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนแล้ว จะต้องปลูกพืชที่ถูกชนิดในสถานที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ต้นไม้อยู่ได้ยืนนาน และเมื่อต้นไม้เหล่านั้นตายลงก็ควรจะหาใหม่มาปลูกทดแทน” ดร.เดวีส์กล่าว

ดร.เดวีส์ยังบอกอีกว่าพื้นที่ของอังกฤษที่ระบุว่าเป็นพื้นที่เมืองได้รับการประเมินว่าไม่มีแหล่งชีวภาพดูดซับคาร์บอน แต่การศึกษาของเธอและคณะชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยเธอได้เผยแพร่ผลงานลงวารสารเจอร์นัลออฟแอพพลายด์อีโคโลจี (Journal of Applied Ecology) ของสมาคมนิเวศวิทยาอังกฤษ (British Ecological Society)

ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 80% จากปี 1990-2050 ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นอาจช่วยเหลือรัฐบาลอังกฤษให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
 

หน้า 16

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรก! เผยภาพจุดจบ “ดาวหาง” ปลายทางที่ดวงอาทิตย์

ภาพจากกล้องของหอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ที่บันทึกในย่านรังสียูวี พบเหตุการณ์ขณะดาวหางแตกสลายขณะเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ (NASA/SDO/AIA/สเปซด็อทคอม)


เผยภาพจุดจบ “ดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์” ที่มีกำเนิดมาจากดาวหางดวงเดียวก่อนแตกกระจายเป็นหลายดวง โดยยานสำรวจอวกาศของหลายองค์กรสามารถบันทึกภาพขณะที่ดาวหางประเภทแตกสลายเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้ และเป็นครั้งแรกที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้

หอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory: SDO) ของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ซึ่งโคจรรอบโลกเพื่อศึกษาดวงอาทิตย์ ได้บันทึกภาพจุดจบของดาวหาง ซึ่งพุ่งชนดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2011 ที่ผ่านมา โดยภาพความละเอียดสูงของยานอวกาศลำนี้ได้เผยให้เห็นดาวหางแตกสลายไปในเวลา 15 นาที ขณะพุ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นที่ไม่เคยสังเกตพบมาก่อน

ภาพจากกล้องโซโฮซึ่งติดตั้งอุปกรณ์โคโรนากราฟเพื่อบังแสงอาทิตย์ สามารถบันทึกภาพดาวหางขณะพบจุดจบได้เป็นครั้งแรก (SOHO/ESA/NASA/สเปซด็อทคอม)

ทั้งนี้ สเปซด็อทคอมรายงานว่า เคยมีรายงานการพบดาวหางดังกล่าวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก่อน แต่เป็นครั้งแรกที่สามารถบันทึกภาพขณะเกิดเหตุการณ์ได้ โดยเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานดูแลหอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิกส์บอกว่า ด้วยความร้อนที่เข้มมากและการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้ดาวหางระเหิดไปจนหมดเกลี้ยง

อีกภาพจากกล้องโซโฮซึ่งติดตั้งอุปกรณ์โคโรนากราฟเพื่อบังแสงอาทิตย์ สามารถบันทึกภาพดาวหางขณะพบจุดจบได้เป็นครั้งแรก (SOHO/ESA/NASA/สเปซด็อทคอม)



สำหรับดาวหางดวงนี้นักดาราศาสตร์จัดเป็น “ดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์” (sun-grazing comet) เพราะเส้นทางโคจรของดาวหางชนิดนี้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก

นอกจากนี้ หอดูดาวอวกาศโซลาร์แอนด์ฮีลิโอสเฟียริก (Solar and Heliospheric Observatory) ซึ่งเป็นยานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ก็บันทึกภาพวิดีโอของเหตุการณ์เดียวกันนี้ได้

ขณะเดียวกัน เบอร์นาร์ด เฟลค (Bernhard Fleck) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการโซโฮ (SOHO) ยานสำรวจดวงอาทิตย์อีกดวงให้ความเห็นว่า ดาวหางที่พบจุดจบนี้เป็นหนึ่งในดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์สว่างที่สุดที่ยานโซโฮ บันทึกภาพไว้ได้ โดยมีความใกล้เคียงกับดาวหางคริสตมาส (Christmas comet) ที่พบเมื่อปี 1996

เหตุที่ดาวหางดวงนี้สว่างมากนั้นเพราะมุมในการโคจรของดาวหางที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์เข้าไปครึ่งดวง และปรากฏการณ์สว่างมากขึ้นเมื่อดาวหางปะทะอนุภาคที่ร้อนกว่าซึ่งอยู่เหนือพื้นผิวดวงอาทิตย์

ดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์เป็นดาวหางที่ค่อนข้างพบได้ทั่วไป และยังเป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่าดาวหางครูทซ์ (Kreutz comets) ซึ่งตั้งชื่อตาม ไฮน์ริช ครูทช์ (Heinrich Kreutz) นักดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นรายแรกที่แสดงให้เห็นว่าดาวหางประเภทนี้มีความสัมพันธ์กัน โดยนักดาราศาสตร์คาดว่าดาวหางครูทซ์นี้เริ่มจากการเป็นดาวหางดวงเดียว แล้วแตกกระจายเมื่อหลายศตรรษก่อน

หน้า 17

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Coperniciumธาตุที่ 112 ซึ่งมีมวลมากที่สุดในโลก

 

 

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งตรงกับ 537 ปีแห่งชาตกาลของ Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ผู้พบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของระบบสุริยะ สมาคม International Union of Pure and Applied Chemistry (IUPAC) ได้กำหนดชื่อของธาตุใหม่ว่า Copernicium (โคเปอร์นิชิอุม) ซึ่งมีสัญลักษณ์ Cn มีเลขเชิงอะตอม 112 และมีมวลเชิงอะตอม 278 Cn จึงเป็นธาตุที่มีมวลมากที่สุดในโลก

ธาตุที่พบในธรรมชาติมี 92 ชนิด โดยมี uranium (ยูเรเนียม) เป็นธาตุที่มีมวลเชิงอะตอมมากที่สุด เพราะนิวเคลียสของยูเรเนียมมีโปรตอน 92 ตัว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงกำหนดให้เลขเชิงอะตอมของยูเรเนียมเท่ากับ 92 และยูเรียมเป็นธาตุที่ 92 ในตารางธาตุ (Periodic Table of Elements)



ในปี ค.ศ. 1934 Enrico Fermi (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี 1938) ได้เสนอแนะให้นักวิทยาศาสตร์สร้างธาตุใหม่โดยวิธียิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยนิวตรอนที่เป็นกลาง (คือไม่มีประจุทั้งบวกและลบ) ความเป็นกลางของนิวตรอนทำให้สามารถทะลุเข้าไปฝังตัวอยู่ในนิวเคลียสได้ แต่นิวเคลียสใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเสถียรหรือไม่เสถียรก็ได้ และถ้าเป็นกรณีหลังนิวเคลียสใหม่นั้นก็จะสลายตัวเมื่อนิวตรอนตัวหนึ่งในนิวเคลียสได้สลายตัวและปล่อยอิเล็กตรอนกับแอนตินิวทริโนออกมา แล้วนิวตรอนตัวนั้นก็กลายเป็นโปรตอน ซึ่งอิเล็กตรอนที่พุ่งออกมาจากนิวเคลียส คือรังสีบีตา ดังนั้นในภาพรวมการดูดกลืนนิวตรอนเข้าไปในนิวเคลียสใหม่จะทำให้เกิดรังสีบีตา และนิวเคลียสใหม่มีจำนวนโปรตอนเพิ่มขึ้น 1 ตัว และเลขเชิงอะตอมของธาตุจึงเพิ่มขึ้น 1 ด้วย ซึ่งนี่ก็คือหลักการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสร้างธาตุใหม่ในยุคแรกๆ

ในปี 1941 Glenn T. Seaborg (นักเคมีรางวัลโนเบลปี 1951) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กลีย์ในสหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคนิคที่ Fermi เสนอแนะ สังเคราะห์ธาตุใหม่ที่หนักกว่ายูเรเนียม โดยการระดมยิงนิวเคลียสของยูเรเนียมด้วยนิวตรอน ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เพราะถ้านิวตรอนมีความเร็วสูงไป นิวเคลียสของยูเรเนียมจะแตกกระจัดกระจาย และธาตุใหม่ก็ไม่เกิด การคำนวณทางฟิสิกส์ทำให้ Seaborg รู้พลังงานของนิวตรอนที่เหมาะสม และพบว่าเมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียมรับนิวตรอนเข้าไป 1 ตัว ภายในเวลาไม่นาน มันจะปล่อยอิเล็กตรอนและแอนตินิวทริโนออกมา แล้วมีโปรตอนเกิดขึ้นในนิวเคลียสนั้น 1 ตัว แต่ถ้ารับนิวตรอนเข้าไป 2 ตัว โปรตอนที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะมี 2 ตัวด้วย ทำให้ได้ธาตุใหม่ที่มีเลขเชิงอะตอมเท่ากับ 94 ซึ่งมีชื่อว่า plutonium และมีสัญลักษณ์เป็น Pu



สำหรับหลักเกณฑ์การตั้งชื่อธาตุใหม่นี้ IUPAC ได้กำหนดให้ผู้พบธาตุใหม่เป็นคนตั้งชื่อ ซึ่งอาจเรียกตามชื่อของสถานที่พบธาตุใหม่ หรือชื่อดาว หรือชื่อนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่เสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้าง plutonium ซึ่งเป็นธาตุที่ 94 แล้ว Seaborg ได้ขยายขนาดของตารางธาตุ โดยสร้างธาตุที่มีมวลมากกว่ายูเรเนียม 8 ธาตุ อันได้แก่
1. neptunium (Np) ธาตุที่ 93 ตั้งตามชื่อดาวเนปจูน ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดยูเรนัส (ที่มาของชื่อธาตุยูเรเนียม) ออกไป
2. plutonium (Pu) ธาตุที่ 94 ตั้งตามชื่อดาวพลูโต
3. americium (Am) ธาตุที่ 95 ตั้งตามชื่อประเทศสหรัฐอเมริกา
4. curium (Cm) ธาตุที่ 96 ตั้งตามชื่อของ Marie Curie
5. berkelium (Bk) ธาตุที่ 97 ตั้งตามชื่อวิทยาเขตเบิร์กลีย์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
6. californium (Cf) ธาตุที่ 98 ตั้งตามชื่อรัฐแคลิฟอร์เนีย
7. einsteinium (Es) ธาตุที่ 99 ตั้งตามชื่อของ Albert Einstein
8. fermium (Fm) ธาตุที่ 100 ตั้งตามชื่อของ Enrico Fermi

หลังจากที่ Seaborg ได้ทำให้โลกรู้จักธาตุมากถึง 100 ธาตุแล้ว ความลำบากในการสร้างธาตุใหม่เริ่มมีอีกจน Niels Bohr นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี 1922 ถึงกับปรารภว่า นี่คงเป็นจุดสิ้นสุดของการสร้างธาตุใหม่ เพราะเทคนิคที่ใช้ยิงนิวตรอนให้พุ่งชนนิวเคลียสของธาตุหนักเริ่มไม่ได้ผล นักฟิสิกส์และนักเคมีจึงต้องคิดหาวิธีใหม่ โดยใช้กระสุนที่เป็นนิวเคลียสของธาตุเบา เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ฮีเลียม ฯลฯ แทน ทำให้พบธาตุใหม่เพิ่มคือ
mendelevium (Md) ธาตุที่ 101 ตั้งตามขื่อของ Dmitri Mendeleev ผู้พบตารางธาตุ
nobelium (No) ธาตุที่ 102 ตั้งตามชื่อของ Alfred Nobel ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบล

สำหรับในกรณีการสร้าง mendelevium ซึ่งเป็นธาตุที่ 101 นั้น Seaborg และคณะได้ใช้นิวเคลียสของฮีเลียมอันเป็นธาตุที่ 2 ยิงนิวเคลียสของ einsteinium อันเป็นธาตุที่ 99
เพราะเทคโนโลยีการสร้างธาตุสมัยใหม่สลับซับซ้อนและยุ่งยากมาก จึงมีราคาแพงมาก ดังนั้นในระหว่างปี 1958-1974 โลกจึงมีห้องปฏิบัติการเพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่สามารถแปลงธาตุได้ นั่นคือที่ Lawrence Berkeley National Laboratory ในสหรัฐอเมริกา และที่ Joint Institute for Nuclear Research ที่เมือง Dubna ในรัสเซีย โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั้งสองชาติจะทำงานแข่งขันกัน และตรวจสอบกันและกัน เพื่อยืนยันหรือหักล้างการอ้างพบธาตุใหม่ของอีกทีมหนึ่ง

การแข่งขันสร้างธาตุใหม่เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ และรางวัลโนเบลทำให้พบธาตุใหม่เพิ่มอีกดังต่อไปนี้ คือ
lawrencium (Lr) ธาตุที่ 103 ตั้งตามชื่อของ Ernest Lawrence ผู้สร้างเครื่องเร่งอนุภาค cyclotron
rutherfordium (Rf) ธาตุที่ 104 ตั้งตามชื่อของ Ernest Rutherford ผู้พบนิวเคลียสในอะตอม
dubnium (Db) ธาตุที่ 105 ตั้งตามชื่อเมือง Dubna ในรัสเซีย
และ seaborgium (Sg) ธาตุที่ 106 ตั้งตามชื่อของ Glenn T. Seaborg

หลังจากการพบธาตุที่ 106 แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มประสบอุปสรรคอีก เพราะเทคนิคการหลอมรวมนิวเคลียสของธาตุหนักกับธาตุเบาเริ่มไม่ทำงาน โดยโปรตอนที่มีในนิวเคลียสคู่กรณีจะมีแรงผลักทางไฟฟ้าทำให้นิวเคลียสใหม่ไม่เสถียร นักวิทยาศาสตร์จึงต้องกันไปใช้เทคนิคใหม่ โดยการยิงนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยนิวเคลียสอื่นที่ค่อนข้างหนัก การทดลองที่บุกเบิกโดยสถาบัน Institute for Heavy Ion Research หรือ GSI (Gesellschaft für Schwerionenforschung) ที่ Darmstadt ในเยอรมนี ที่สร้างในปี 1969 ทำให้ได้ธาตุใหม่คือ

bohrium (Bh) ธาตุที่ 107 ตั้งตามชื่อของ Niels Bohr ผู้สร้างทฤษฎีอะตอม โดยเฉพาะอะตอมไฮโดรเจน

hassium (Hs) ธาตุที่ 108 ตั้งตามชื่อรัฐ Hesse ที่เมือง Darmstadt ตั้งอยู่

meitnerium (Mt) ธาตุที่ 109 ตั้งตามชื่อของ Lise Meitner นักฟิสิกส์สตรีผู้อธิบายปรากฏการณ์ nuclear fission

darmstadtium (Ds) ธาตุที่ 110 ตั้งตามชื่อเมือง Darmstadt ในเยอรมนี

roentgenium (Rg) ธาตที่ 111 ตั้งตามชื่อของ Wilhelm Röntgen ผู้พบรังสีเอกซ์

เช่นในกรณีธาตุที่ 110 นั้น นักวิจัยได้ยิงนิวเคลียสของตะกั่ว (ธาตุที่ 82) ด้วยนิวเคลียสของนิกเกิล (ธาตุที่ 28) และเมื่อยิงนิวเคลียสของบิสมัท (ธาตุที่ 83) ด้วยนิวเคลียสของนิกเกิล (ธาตุที่ 28) ก็ได้ธาตุที่ 111 เป็นต้น

ความยากลำบากที่เกิดจากความพยายามจะสังเคราะห์ธาตุใหม่ๆ คือโอกาสที่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นมีน้อยมาก เช่นนักวิจัยต้องเดินเครื่องยิงอนุภาคล้าน ล้านตัวตลอดเวลา 2 สัปดาห์ จึงจะได้ธาตุ meitnerium 1 อะตอม และจะต้องทดลองนานถึง 6 สัปดาห์ จึงจะเห็นธาตุ roentgenium 1 อะตอม และความจริงก็เป็นที่ประจักษ์ว่าธาตุยิ่งหนัก ยิ่งสร้างยาก ยกตัวอย่างในกรณี plutonium (ที่ใช้ทำระเบิดปรมาณู) ปัจจุบันนี้โลกมีธาตุนี้ 1,000 ตัน แต่มี fermium เพียง 1 กรัมเท่านั้นเอง

นอกจากธาตุซูเปอร์หนักเหล่านี้จะเกิดยากแล้ว อายุขัยของธาตุใหม่ก็ยังสั้นมากด้วย เช่นในกรณี rutherfordium, dubnium, seaborgium, bohrium, hassium, meitnerium, darmstadtium และ roentgenium มีครึ่งชีวิตนาน 1.3 ชั่วโมง, 16 ชั่วโมง, 1.9 นาที, 61 วินาที, 16.5 นาที, 1.1 วินาที, 11วินาที และ 3.6 วินาทีตามลำดับ เพราะอายุขัยของธาตุใหม่สั้นมาก ดังนั้นเครื่องตรวจจับนิวเคลียสของธาตุจึงต้องทำงานอย่างฉับไว เพื่อสังเกต ตรวจวัดสมบัติของนิวเคลียสใหม่ให้ได้ก่อนที่จะหายวับไปต่อหน้าต่อตา
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน GSI ที่เมือง Darmstadt ในเยอรมนี ภายใต้การนำของ S. Hofmann ได้รายงานการเห็นนิวเคลียสของธาตุใหม่ โดยการระดมยิงนิวเคลียสของตะกั่ว (ธาตุที่ 82) ด้วยสังกะสี (ธาตุที่ 30) ดังปฏิกิริยา

 



อะตอมที่เกิดนี้เป็นธาตุใหม่ที่มีเลขมวล 278 ซึ่งสลายให้ธาตุใหม่ที่มีเลขมวล 277 และอนุภาคนิวตรอน จากนั้นนิวเคลียสของธาตุใหม่ก็สลายตัวอีก 5 ครั้ง โดยการปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมา การวัดพลังงานของอนุภาคแอลฟาครั้งสุดท้ายทำให้รู้ว่ามันถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของธาตุ nobelium ซึ่งเป็นธาตุที่ 102 ด้วยเหตุที่อนุภาคแอลฟามีโปรตอน 2 ตัว ดังนั้นธาตุต้นกำเนิดต้องมีโปรตอน 112 ตัว มันจึงเป็นธาตุที่ 112

การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ RIKEN ที่เมือง Wako ในญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000 ซึ่งพบลักษณะการสลายตัวของธาตุใหม่แบบเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์เยอรมันพบ
ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 ทีมวิจัยจาก GSI จึงเสนอชื่อธาตุใหม่ว่า copernicium และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปีกลายนี้เอง

ธาตุ copernicium ซึ่งเกิดจากการแข่งขันเชิงวิชาการและความสามรถทางเทคโนโลยีนี้ มีโปรตอนมากกว่าธาตุยูเรเนียม 20 ตัว มันจึงเป็นธาตุประดิษฐ์ที่หนักที่สุดในโลก
เพราะธาตุใหม่อยู่ในคอลัมน์เดียวกับสังกะสี แคดเมียม และปรอทในตารางธาตุ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงรู้ว่าถ้ามี copernicium ในปริมาณมาก สสารที่ได้จะเป็นของเหลวและมีจุดเดือดที่ 300 องศาเซลเซียส และสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ดีกว่าปรอท
ขั้นตอนการสร้างธาตุใหม่ยังไม่สิ้นสุด นับถึงวันนี้คณะนักฟิสิกส์และนักเคมีบางทีมได้อ้างว่าประสบความสำเร็จในการสร้างธาตุที่ 113, 114, 115, 116 และ 117 แล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นๆ ดังนั้นธาตุที่อ้างว่าพบใหม่เหล่านั้นจึงยังไม่มีชื่อ เพราะอาจจะไม่มีจริง

คำถามที่น่าสนใจคือ นักวิทยาศาสตร์สร้างธาตุใหม่ๆ เพื่อประโยชน์อันใด
คำตอบก็คือ เพื่อให้ได้ความรู้บริสุทธิ์ว่ามนุษย์สามารถสร้างธาตุได้กี่ชนิด และตารางธาตุมีขนาดจำกัดหรือไม่
นอกจากนี้นักฟิสิกส์ก็รู้ว่า เมื่อใดที่พบธาตุที่ 126 ซึ่งนิวเคลียสของธาตุนั้นจะมีโปรตอน 126 ตัว นิวเคลียสจะเสถียรและไม่สลายตัวเป็นเวลานานถึง 100 ล้านปี และธาตุใหม่นี้อาจเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานรูปแบบใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างขึ้นได้ ในห้องปฏิบัติการบนโลก แต่ไม่สามารถหาได้จากนอกโลก

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี้ International Union of Pure and Applied Chemistry (IUPAC) และ International of Pure and Applied Physics (IUPAP) ได้ยอมรับการพบธาตุใหม่ที่หนักกว่าธาตุ copernicium คือธาตุที่ 114, 116 ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ununquadium และ ununhexium ตามลำดับ ส่วนธาตุที่ 113,115 และ 118 นั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับว่ามี

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

 

หน้า 18

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

7 ปัจจัยเสริมให้เกิดเรื่องลวงๆ จากท้องฟ้า

ปรากฏการณ์ “หลุมเมฆ” ที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด (Gary Beeler)

แสงประหลาดจากท้องฟ้า สัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวหรือกองทัพเอเลี่ยนบุก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และเมื่อค้นหาต้นตอและพิจารณากันดีๆ จะพบว่า เราสามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดย Life's Little Mysteries เว็บไซต์เครือข่ายของสเปซด็อทคอม ได้รวบรวมอันดับ 7 ปัจจัยที่เสริมให้เกิดเรื่องลวงๆ จากท้องฟ้า ดังนี้

อันดับ 7 ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า
ข่าวลือเรื่องพบยานบินยูเอฟโอที่เล่ากันปากต่อปากนั้น บางครั้งอาจมีต้นตอจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า “สไปรท์” (Sprite) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ฟ้าแล็บฟ้าผ่าในบรรยากาศชั้นสูงที่เกิดจากระหว่างฝนฟ้าคะนอง โดยสไปรท์เกิดขึ้นฉับพลันเมื่อฟ้าแลบฟ้าผ่าจากพายุฝนกระตุ้นสนามไฟฟ้าที่อยู่เหนือขึ้นไป แล้วทำให้เกิดแสงวูบวาบที่สว่างไสว

อันดับ 6 การทดสอบจรวดมิสไซล์
เมื่อปี 2009 เคยมีแสงปรากฏลักษณะเป็นเกลียวอยู่เหนือท้องฟ้าทางตอนเหนือของนอร์เวย์ และมีลำแสงเขียว-น้ำเงินพุ่งออกจากใจกลางเกลียวแสงนั้น ให้ท้องฟ้าเกิดแสงสว่างเป็นริ้วคลื่นคล้ายหยดน้ำกระเพื่อมอยู่บนฟ้า บางคนจินตนาการว่าเป็น “รูหนอน” เปิดสู่มิติอื่น แต่แท้จริงแล้วคือปฏิบัติการยิงจรวดมิสไซล์ของรัสเซียที่ผิดพลาด กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ออกมายอมรับเรื่องนี้

อันดับ 5 เมฆรูปทรงแปลกๆ
รูปทรงเมฆชวนให้เราจินตนาการไปได้ต่างๆ นานา และ “หลุมเมฆ” (hole-punch cloud) เป็นอีกปรากฏการณ์ที่หลายคนเข้าใจผิดเพราะมีลักษณะคล้ายจานบินมนุษย์ต่างดาว ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเมฆเซอร์รัส (cirrus) ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูง ภายในเมฆมีผลึกน้ำแข็งและละอองน้ำที่เป็นของเหลวแต่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง การรวมตัวขององค์ประกอบในก้อนเมฆเหล่านี้เป็นไปอย่างซับซ้อน และเมื่อถูกรบกวนทั้งจากลมหรือการเดินทางของเครื่องบิน จึงทำให้ละอองน้ำเหล่านั้นแข็งตัวหรือระเหิดในทันที แล้วกลายเป็นหลุมดังที่เห็น

อันดับ 4 บอลลูน
หลายครั้งความเข้าใจผิดว่ามีกองทัพมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเกิดจากบอลลูนที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วทำให้เกิดแสงสะท้อนแปลกๆ ดังเช่นกรณีบอลลูนฮีเลียม 12 ลูกหลุดจากงานเลี้ยงเฉพาะให้ครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ เมื่อปี 2010 ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องพบยูเอฟโอตามมาในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงหลังเกิดเหตุ โดยบอลลูนได้ลอยไปไกลจากจุดเดิมกว่า 20 กิโลเมตร

อันดับ 3 ดาวศุกร์
เพราะดาวเคราะห์ในลำดับที่ 2 ของระบบสุริยะนี้มีความสว่างมากบนท้องฟ้า และเรามักจะเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านนี้ส่องแสงสว่างบนท้องฟ้าในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งดูคล้ายกับแสงที่ร่อนไปมาอย่างช้าๆ ในยามเย็น ทั้งนี้เนื่องจากดาวศุกร์อยู่ในวงโคจรด้านในถัดจากวงโคจรของโลกจึงทำให้ดูคล้ายดาวเคราะห์กำลังเคลื่อนไหวไวๆ อยู่ด้านใดด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์

อันดับ 2 เครื่องบิน
บางครั้งแสงสะท้อนจากไอพ่นของเครื่องบินก็ชวนให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิด และถ้านักบินเป็นผู้พบเห็นปราฏการณ์แปลกๆ บนท้องฟ้า ย่อมปลุกเร้าให้เกิดความตื่นเต้น แต่บ่อยครั้งที่พบว่าแสงประหลาดที่นักบินเห็นนั้นเป็นเพียงแสงสะท้อนจากเครื่องบินลำอื่นหรือเป็นแสงวาบจากเครื่องบินวิจัยสภาพอากาศ

อันดับ 1 การทดลองทางการทหาร
บ่อยครั้งที่ความเข้าใจผิดเกิดจากการทดลองทางการทหาร โดยเฉพาะช่วงปลายทศวรรษ 1940 ถึงต้นทศวรรษ 1950 เป็นช่วงที่มีรายงานการพบจานบินยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวในนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ มากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเช่นนั้นเพราะกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ทำการวิจัยลับสุดยอดในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวอย่างเช่น โครงการโมกุล (Project Mogul) ที่สหรัฐฯ ปล่อยบอลลูนติดไมโครโฟนลอยขึ้นฟ้าเพื่อดักคลื่นเสียงที่เกิดจากการทดลองระเบิดปรมาณูของโซเวียต และการชนกันของบอลลูนเหล่านั้นเมื่อปี 1947 ทำให้เกิดเศษซากที่เชื่อกันว่าคือชิ้นส่วนยูเอฟโอ และเป็นจุดเริ่มต้นของ “เหตุการณ์ยูเอฟโอตกที่รอสเวลล์” (Roswell UFO Incident) เป็นต้น
 

หน้า 19

วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“คางคกสายรุ้ง” โผล่ให้เห็นอีกครั้งหลังหายไปกว่า 80 ปี

คางคกสายรุ้งขายาวที่ไม่ได้เห็นมากว่า 80 ปี (บีบีซีนิวส์)

ทีมวิจัยมาเลย์ออกสำรวจป่าในเกาะบอร์เนียว พบ “คางคกสายรุ้ง” ที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วและเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อกว่า 80 ปีก่อน และมีหลักฐานเป็นเพียงภาพวาดของคณะสำรวจจากยุโรปเมื่อเกือบศตวรรษที่ผ่านมา ชี้สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเป็นด่านหน้าที่เผชิญการสูญพันธุ์ก่อนสิ่งมีชีวิตอื่น

นักวิทยาศาสตร์จาก
มหาวิทยาลัยมาเลเซียซาราวัค (Universiti Malaysia Sarawak: UNIMAS) พบคางคกสายรุ้งขายาวที่ไม่เห็นมานานกว่า 80 ปี โดยเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1924 โดยบีบีซีนิวส์รายงานว่าพวกเขาค้นพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ไม่ได้พบมาเป็นเวลานานนี้ ระหว่างออกสำรวจตอนกลางคืนในป่าภูเขาของเกาะบอร์เนียวที่อยู่ห่างไกล

ก่อนหน้านี้เรามีเพียงภาพวาดของคางคงชนิดนี้ ซึ่งวาดขึ้นจากตัวอย่างที่เก็บรวบรวมโดยคณะสำรวจจากยุโรปในช่วงทศวรรษที่ 1920 และเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International) ได้เริ่มโครงการระดับโลกเพื่อค้นหาสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่สาบสูญ (Global Search for Lost Amphibians) และได้จัดให้คางคกชนิดนี้อยู่ในบัญชี 1 ใน 10 สัตว์จำพวกกบซึ่งเป็นที่ต้องการสูงสุด

การสำรวจครั้งนี้นำทีมโดย ดร.อินทราเนียล ดาส (Dr.Indraneil Das) ซึ่งได้ออกสำรวจเทือกเขาทางตะวันตกของรัฐซาราวัคและเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดกาลีมันตันตะวันตกของอินโดนีเซีย โดยหลังจากใช้เวลาสำรวจในช่วงกลางคืนนานหลายเดือน หนึ่งในลูกศิษย์ของ ดร.ดาสได้พบคางคงตัวเล็กๆ เกาะบนกิ่งไม้สูงโดยบังเอิญ

ภาพวาดคางคกสีรุ้งหลักฐานเดียวเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนที่มีอยู่ (บีบีซีนิวส์)



“การค้นพบอันน่าตื่นเต้นอย่างคางคงที่สวยงามนี้ และความสำคัญของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่มีต่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์นั้น เป็นแรงผลักดันให้เราคงค้นหาสิ่งมีชีวิตที่สาบสูญ พวกมันย้ำเตือนพวกเราว่าธรรมชาติยังถือครองความลับอันล้ำค่า ซึ่งเรายังค้นไม่พบ” ดร.ดาสกล่าว ทั้งนี้ พวกเขามีเพียงภาพวาดของคางคงสายพันธุ์ แอนโซเนีย ลาติดิสกา (Ansonia latidisca) เป็นข้อมูลว่าคางสายพันธุ์นี้หน้าตาเป็นอย่างไร

ด้าน ดร.โรบิน มัวร์ (Dr.Robin Moore) จากองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ผู้เริ่มโครงการสำรวจสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกระดับโลกนี้ รู้สึกปลาบปลื้มต่อการค้นพบนี้มาก และบอกว่าไม่อยากจะเชื่อเมื่อได้เห็นภาพแรกของกบสปีชีส์นี้ซึ่งสาบสูญไปเกือบ 90 ปีแล้ว

“เป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่าธรรมชาติสามารถสร้างเรื่องแปลกใจให้แก่เราเมื่อเรากำลังจะสิ้นหวัง โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตสูญพันธุ์ของโลกเราที่กำลังเพิ่มขึ้น และสัตว์สะเทินสะเทินบกก็อยู่ด่านหน้าของเหตุการณ์เลวร้ายนี้ ดังนั้น ผมคาดหวังว่าสปีชีส์จำเพาะนี้จะเป็นธงสัญลักษณ์ในการอนุรักษ์ ซึ่งจุดประกายความภาคภูมิและความหวังโดยชาวมาเลเซียและผู้คนทุกหนทุกแห่ง” ดร.มัวร์กล่าว

หน้า 20

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เผยภาพ "กีวีขาว" สิ่งเคารพชาวเมารี-สัญลักษณ์พิทักษ์สัตว์

ชมภาพน่ารักๆ "กีวีขาว" นกหายากอันเป็นที่เคารพของชาวชนเผ่าเมารี และยังเป็นสัญลักษณ์การอนุรักษ์สัตว์ประจำชาติของชาวนิวซีแลนด์

กระทรวงอนุรักษ์ทรัพยากรธรามชาตินิวซีแลนด์เผยภาพ "กีวีขาว" นกหายาก ซึ่งเป็นที่เคารพของชนพื้นเมืองเผ่าเมารี และยังเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการปกป้องสัตว์ประจำชาติไม่ให้สูญพันธุ์ โดยภาพนกหายากนี้ได้รับการบันทึกเมื่อ 2 ก.ค.2011 และเอเอฟพีได้รับแล้วนำมาเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 ก.ค.

ภาพทั้งหมดจากเอเอฟพี

 

หน้า 21

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่ายินดีหลังไทยเป็นเจ้าภาพ “ฟิสิกส์โอลิมปิก”

บรรยากาศการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกภาคทฤษฎี

 

ต้องขอแสดงความยินดีกับเยาวชนไทยในการแข่งขัน “ฟิสิกส์โอลิมปิก” ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งล่าสุด ซึ่งนอกจากจะกวาดเหรียญกันมาได้ทุกคน 3 เหรียญทอง 1 เหรียญ และ 1 เหรียญทองแดงแล้ว ชุดทดลองในการสอบภาคปฏิบัติยังได้รับความสนใจจากหลายประเทศและจำหน่ายไปได้กว่า 150 ชุด

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมสนามแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก



ปิดฉากเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 42 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-17 ก.ค.54 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย
มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา (สอวน.) ในพระอุปถัมป์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์และสมาคมฟิสิกส์ไทย

การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกในภาคปฏิบัติ


ผลการแข่งขันนั้นเยาวชนไทยทั้ง 5 คนซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยในครั้งนี้สามารถคว้า 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง โดย นายธิปก รักอำนวยกิจ ซึ่งจบชั้น ม.ปลายจากโรงเรียนสาธิตศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน หนึ่งในผู้แทนไทยที่คว้าเหรียญทองมาได้ สามารถทำคะแนนเป็นอันดับ 2 คือ 48.24 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน โดยห่างจากผู้แทนจากไต้หวันที่ทำคะแนนได้เป็นอันดับ 1 ของการแข่งขันครั้งนี้เพียง 0.56 คะแนน

การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกวิชาการที่ไทยเป็นเจ้าภาพนี้มีผู้แทนเข้าแข่งขันทั้งหมด 396 คน จาก 84 ประเทศ ซึ่งเดิมกำหนดมอบเหรียญทอง 8% ของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด และหลังจากตรวจคะแนนแล้วคณะกรรมการปรับจำนวนเหรียญทองเป็นกว่า 13% ทั้งนี้ มีผู้ได้รับเหรียญทองทั้งหมด 54 คน เหรียญเงิน 68 คน และเหรียญทองแดง 93 คน ซึ่งไต้หวันเป็นประเทศที่ทำคะแนนรวมได้เป็นอันดับ 1 โดยผู้แทนจากไต้หวันทำคะแนนได้ในอันดับ 1 และ 3-7 ส่วนคะแนนบุคคลอันดับ 2 ตกเป็นของไทยและจีน

ธิปก ผู้มีประสบการณ์แข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกทั้งระดับเอเชียและระหว่างประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ว่าแม้ไทยจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ได้เปรียบผู้แข่งขันคนอื่นมากนัก โดยมีข้อได้เปรียบตรงไม่ค่อยกดดันตัวเองมากนักและอาจคุ้นเคยกับแนวข้อสอบไทยมากกว่าเท่านั้น และจากประสบการณ์ที่ได้ลงสนามแข่งขันในหลายประเทศ พบว่าแนวข้อสอบไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ดร.ปิยพงษ์ สิทธิคง



สำหรับการคัดตัวผู้แทนเข้าแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกของไทยนั้นใช้เวลาเตรียมการประมาณ 2 ปี โดยผู้แข่งขันต้องผ่านการเข้าค่ายของ ศูนย์ สอวน.ในแต่ละภูมิภาค ก่อนจะสอบแข่งขันระดับประเทศเพื่อคัดตัวแทน 25 คน แล้วคัดเลือกผู้แทนไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกเอเชีย ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด 5 อันดับจะได้เป็นผู้แทนในการแข่งขันระหว่างประเทศ และเข้าค่ายเตรียมพร้อม 6 สัปดาห์

ในมุมของ ดร.ปิยพงษ์ สิทธิคง อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรับหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้นำทีมฟิสิกส์โอลิมปิกมาตั้งแต่ปี 2540 กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีพัฒนาในการแข่งขันที่ดี จากเดิมที่ไม่ได้เหรียญใดๆ เลย มาถึงวันนี้ไทยเหรียญทองทุกปี อย่างปีที่ผ่านมาผู้แทนไทยสามารถคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันระหว่างประเทศได้ทุกคน

ดร.วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์



ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ และประธานคณะกรรมการการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งนี้ กล่าวถึงการเตรียมแข่งขันว่า ไทยในฐานะเจ้าภาพมีหน้าที่ในการออกข้อสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคทฤษฎีแบ่งเป็น 3 ข้อ ใช้เวลาในการสอบ 5 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติอีก 2 ข้อ ใช้เวลาในการแข่งขัน 5 ชั่วโมงเช่นกัน ทั้งนี้ ก่อนข้อสอบจะไปถึงผู้แข่งขันต้องมีการอภิปราย โดยมีอาจารย์ผู้นำทีมในแต่ละประเทศร่วมถกถึงความเหมาะสมของข้อสอบ

“สำหรับภาคทฤษฎีนั้น เราเริ่มอภิปรายกันเมื่อเวลา 15.00 น.ของวันจันทร์ที่ 11 ก.ค.54 แล้วสิ้นสุดที่เวลา 02.00 ของอีกวัน จากนั้นอาจารย์ผู้นำทีมต้องนำข้อสอบไปแปลเป็นภาษาที่แต่ละประเทศใช้ ส่วนข้อสอบภาคปฏิบัตินั้นไปเร็วกว่าที่คิด หลายประเทศชอบและแทบไม่โต้เถียง โดยข้อสอบในภาคนี้เป็นเรื่องตัวเก็บประจุ และการแกว่งของลูกตุ้ม ซึ่งหลังจากแข่งขันแล้วหลายๆ ประเทศยังติดต่อขอซื้อชุดการทดลองนั้นกลับไปด้วย” ดร.ถิรพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ ดร.วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์ ประธานอนุกรรมการวิชาการ ซึ่งดูแลการออกข้อสอบและการตรวจสอบในการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกครั้งนี้ กล่าวถึงหลักการในการออกข้อสอบโอลิมปิกวิชาการว่า การทำข้อสอบไม่ควรยากหรือง่ายเกินไป ทั้งนี้ คณะกรรมการมีหลักสูตรนานาชาติเพื่อใช้อ้างอิงในการออกข้อสอบ และให้คนที่มีความสามารถทางฟิสิกส์ทดลองทำข้อสอบดังกล่าว โดยไทยมีคณะกรรมการออกข้อสอบโอลิมปิก 5-6 คน ซึ่งเป็นอดีตผู้แทนโอลิมปิกรุ่นก่อนที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

ผู้แทนฟิสิกส์โอลิมปิกประเทศไทย (ซ้ายไปขวา) นายกำพล อัครวราวงศ์, นายจิรัฏฐ์ จิระวิชิตชัย, นายธิปก รักอำนวยกิจ, นายพงศภัค สวัสดิรักษ์ และ นายภคพล ศุภนิรัติศัย



ส่วนการออกข้อสอบปฏิบัตินั้นจะเน้นการออกแบบชุดทดลองที่ผู้เข้าแข่งขันไม่เคยทดลองมาก่อน และผลิตด้วยเงินไม่มาก เพราะประเทศเราไม่ได้รวยมาก โดยชุดการทดลองหนึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1,000-2,000 บาท ไม่หมือนสิงคโปร์ที่ผลิตชุดการทดลองแพงๆ มาใช้ในการแข่งขันได้ และผู้เข้าแข่งขันต้องมีชุดทดลองคนละชุด เพื่อตัดปัญหาคนที่ใช้งานก่อนทำพัง” ดร.วุทธิพันธุ์กล่าว

หลังจากออกข้อสอบและร่วมอภิปรายปรับแก้ข้อสอบแล้ว คณะกรรมการจะให้ข้อสอบแก่อาจารย์ผู้นำทีมเพื่อแปลเป็นภาษาที่แต่ละประเทศใช้ โดยไทยออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษารัสเซีย เยอรมัน ฝรั่งเศสและสเปน ซี่งแต่ละประเทศสามารถเลือกต้นฉบับแต่ละภาษาไปแปลได้ตามความถนัด และต้องแปลให้ทันเวลาสอบในวันรุ่งขึ้นหลังจากอภิปรายแล้ว

ทั้งนี้ คณะกรรมการไม่สงสัยว่าการแปลข้อสอบจะมีการตุกติก ซึ่ง ดร.วุทธิพันธุ์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะวิชาฟิสิกส์นั้นเต็มไปด้วยสมการ ซึ่งเขียนเหมือนกันหมดทั่วโลก และในการตรวจข้อสอบจะมีทีมตรวจประมาณ 100 คน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการตรวจว่าแต่ละขั้นตอนนั้นต้องมีสมการหรือคำตอบใดบ้าง และแต่ละขั้นอาจแก้ปัญหาได้หลายแบบ ซึ่งในเฉลยของผู้ตรวจจะระบุไว้ หลังจากตรวจแล้วจะส่งให้อาจารย์ผู้นำทีมตรวจอีกรอบ ซึ่งอาจมีข้อโต้แย้งในการเพิ่มหรือลดคะแนนให้แก่ผู้แข่งขันได้

ดร.วุทธิพันธุ์ยังกล่าวถึงชุดการทดลองในภาคปฏิบัติว่า ได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ ที่เข้าแข่งขันอย่างมากเพราะเป็นชุดการทดลองที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น มาเก๊าขอซื้อกลับไป 20 ชุด ญี่ปุ่นขอซื้อกลับไป 14 ชุด ซึ่งรวมแล้วจำหน่ายชุดการทดลองที่ใช้ในการสอบแข่งขันครั้งนี้ 155 ชุด และได้แจกให้เป็นที่ระลึกแก่ประเทศต่างๆ รวม 84 ชุด

พร้อมกันนี้ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้พบปะเยาวชนตัวแทนการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกจากออสเตรเลีย 5 คน ระหว่างการเลี้ยงรับรอง ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต สถานทูตออสเตรเลีย หลังการแข่งขันเสร็จสิ้น ซึ่งตัวแทนเยาวชนจากออสเตรเลียคว้ารางวัลไปได้ 1 เหรียญเงินและ 3 เหรียญทองแดง พวกเขาบอกว่าใช้เวลาเตรียมพร้อมในการแข่งขันครั้งนี้ 3 สัปดาห์ โดยกว่าจะได้เป็นตัวแทนนั้นมีการชัดเลือกอยู่หลายขั้นตอน เริ่มจากการแข่งขันระดับประเทศ แล้วเข้าแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย จากนั้นคัด 5 คนที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นตัวแทนในการแข่งขันระหว่างประเทศ

จัสติน ชุง (Justin Cheung) ตัวแทนผู้แข่งขันจากโรงเรียนซิดนีย์ แกรมมาร์สคูล (Sydney Grammar School) เมืองซิดนีย์ กล่าวว่า ใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟิสิกส์ ทั้งนี้เขาชอบฟิสิกส์เพราะความสงสัยใคร่รู้ โดยเมื่อปีที่ผ่านมาเขาได้รู้จักฟิสิกส์จากการอ่านเลคเชอร์ของเฟย์แมนน์ (Feynman) และกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่เขาในเรื่องนี้ โดยเขาตั้งใจเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์

คล้ายกับเอมิลิโอ เพซ (Thomas Pearson) ตัวแทนผู้แข่งขันจากโรงเรียนเซนต์ปีเตอร์คอลเลจ (St Peter's College) ในเมืองอะดิเลด ที่บอกว่าตั้งใจจะทำงานด้านฟิสิกส์ โดยปรัชญาของคาร์ล ซาแกน (Carl Sagan) และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ทำให้เขาเริ่มสนใจฟิสิกส์ และฟิสิกส์เป็นหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้กับหลายสาขา

ส่วน เคธี เควล (Katie Quail) สาวน้อยหนึ่งเดียวในทีมผู้แทนฟิสิกส์โอลิมปิกออสเตรเลียจากโรงเรียนโรสวิลล์คอลเลจ (Roseville College) เมืองซิดนีย์ บอกว่าชอบฟิสิกส์เพราะประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ขณะที่ โทมัส เพียร์สัน (Thomas Pearson) จากโรงเรียนเบิร์กแมนแองลิแคนสคูล (Burgman Anglican School) เมืองแคนเบอร์รา บอกว่าฟิสิกส์เป็นวิชาที่มีคำตอบชัดเจน

สุดท้ายคือ จินชาง ลิว (Jinghang Luo) จากโรงเรียน เจมส์ รุส อะกรีคัลเจอรัล ไฮสคูล (James Ruse Agricultural High School) เมืองซิดนีย์ บอกว่าสนใจฟิสิกส์เพราะหนังสือ “ประวัติย่อของกาลเวลา” (A Brief History of Time) ของสตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking)

ทั้งนี้ สถาบันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์แห่งออสเตรเลีย (Australian Science Innovations) หรือสถาบันเอเอสไอ (ASI) เป็นผู้ดำเนินการจัดการคัดเลือกผู้แทนโอลิมปิกเพื่อเข้าแข่งขันวิทยาศาสต์โอลิมปิกระหว่างประเทศ โดยผู้ได้รับเลือกจะต้องเข้าอบรมที่มหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) ของออสเตรเลีย และมีเจ้าหน้าที่สถาบัเอเอสไอเป็นผู้อบรมประมาณ 2 สัปดาห์

หน้า 22

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ยานนาซาเผยภาพแรกหลังเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อย “เวสตา”

ภาพพื้นผิวดาวเคระาห์น้อยเวสตา (นาซา/ไซน์เดลี) 

 

“ดอว์น” ยานสำรวจแถบดาวเคราะห์น้อยของนาซาเผยภาพแรกหลังเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อย “เวสตา” โชว์รายละเอียดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษากำเนิดระบบสุริยะและการส่งมนุษย์ออกไปศึกษาอวกาศไกลโพ้น

หลังจากเป็นยานอวกาศลำแรกที่เข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อย “เวสตา” (Vesta) ในแถบดาวเคราะห์น้อยซึ่งอยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี “ดอว์น” (Dawn) ยานอวกาศของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้บันทึกภาพแรกของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้แล้วส่งกลับมายังโลก

วิศวกรคำนวณว่ายานดอว์นถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์น้อยดึงเข้าสู่วงโคจรเมื่อเที่ยงวันที่ 16 ก.ค.2011 ตามเวลาประเทศไทย โดยยานอวกาศและดาวเคราะห์น้อยอยู่ห่างกันประมาณ 16,000 กิโลเมตร และทั้งคู่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 188 ล้านกิโลเมตร

ไซน์เดลีระบุว่า ทีมปฏิบัติการยานอวกาศดอว์นจะเริ่มรวบรวมข้อมูลวิทยาศาสตร์จากยานอวกาศลำนี้ในเดือน ส.ค. และการสำรวจครั้งนี้จะให้ข้อมูลที่เราไม่เคยได้รับมาก่อน ซึ่งจะช่วยนักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจกำเนิดของระบบสุริยะ และยังปูทางสำหรับปฏิบัติการในการส่งมนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศอันไกลโพ้นต่อไป

ทั้งนี้ เวสตาเป็นดาวเคราะห์น้อยทรงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 530 กิโลเมตร เป็นดาวเคราะห์น้อยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในแถบดาวเคราะห์น้อย ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ทั้งบนพื้นโลกและในอวกาศต่างบันทึกภาพดาวเคราห์น้อยดวงนี้มาราว 2 ศตวรรษแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ได้รายละเอียดพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มากนัก

บีบีซีนิวส์ระบุว่า เวสตาถูกค้นพบเมื่อปี 1807 ซึ่งในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าคือดาวเคราะห์อีกดวง เนื่องจากขนาดของดาวเคราะห์น้อยที่ค่อนข้างใหญ่ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและพบข้อมูลความหลากหลายของวัตถุในระบบสุริยะมากขึ้น เวสตาก็ถูกลดสถานะเป็นเพียงดาวเคราะห์น้อย ทั้งนี้ดอว์นใช้เวลา 4 ปีเดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อย และจะศึกษาดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถึงปีหน้า ก่อนจะเดินทางต่อไปยังดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ที่ชื่อ “เซเรส” (Ceres)
 

 

หน้า 23

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เซอร์ไพรส์! พบดวงจันทร์ใหม่อีกดวงของ “พลูโต”

ภาพจากกล้องฮับเบิลที่เผยให้เห็นดวงจันทร์ 4 ดวงโคจรรอบพลูโต ภาพซ้ายบันทึกเมื่อ 28 มิ.ย. ส่วนภาพขวาบันทึกเมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา (ภาพทั้งหมดจากสเปซด็อมคอม)

นักวิทยาศาสตร์พบดวงจันทร์ดวงที่ 4 ของ “พลูโต” ระหว่างใช้กล้อง “ฮับเบิล” ค้นหาวงแหวนของดาวเคราะห์แคระดวงนี้ ชี้เป็นดวงจันทร์ขนาดเล็กที่สุดของอดีตสมาชิกดาวเคราะห์ระบบสุริยะดวงนี้ นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ชั่วคราวดวงจันทร์ "พี 4”

แผนภาพแสดงการโคจรของดวงจันทร์รอบดาวพลูโต



องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เผยว่า ระหว่างนักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ค้นหาวงแหวนของดาวพลูโต แล้วได้พบดวงจันทร์อีกดวงของดาวเคราะห์แคระที่ครั้งหนึ่งถูกระบุว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงนี้ โดยเป็นดวงจันทร์ดวงที่ 4 ของดาวเคราะห์แคระที่เย็นยะเยือก

นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อชั่วคราวให้ดวงจันทร์ใหม่ของพลูโตว่า “พี 4” (P4) โดยดวงจันทร์ดวงนี้เป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดเล็กที่สุดของพลูโต โดยประมาณว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 13-34 กิโลเมตร ขณะที่ดวงจันทร์อีก 3 ดวงมีขนาดใหญ่กว่ามาก โดย “ชารอน” (Charon) ดวงจันทร์ขนาดใหญ่สุดของพลูโตมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,043 กิโลเมตร ส่วน “นิกซ์” (Nix) และ “ไฮดรา” (Dydra) มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 32-113 กิโลเมตร

 

ภาพเปรียบเทียบขนาดของพลูโตและดวงจันทร์ทั้ง 4



มาร์ก โชวอลเตอร์ (Mark Showalter) จากสถาบันเซติ (SETI Institute) ในเมาน์เทียนวิว แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ที่เป็นหัวหน้าชุดสำรวจในครั้งนี้กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่กล้องของฮับเบิลทำให้เราเห็นวัตถุขนาดเล็กเช่นนั้นได้อย่างชัดเจนจากระยะทางที่ไกลถึง 5 พันล้านกิโลเมตร

นาซาระบุว่า การค้นพบครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนปฏิบัติการ “นิวฮอไรซอนส์” (New Horizons) ของนาซาที่มีกำหนดส่งยานไปศึกษาโลกใหม่ๆ ที่ขอบระบบสุริยะ ซึ่งข้อมูลแผนที่พื้นผิวพลูโตและการค้นพบดวงจันทร์ใหม่ด้วยกล้องฮับเบิลนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนส่งยานอวกาศในปฏิบัติการนี้

 

(ซ้ายไปขวา) ภาพเปรียบเทียบขนาดดวงจันทร์ของโลก , ดาวเคราะห์แคระอีริส (Eris) และ พลูโต



ดวงจันทร์ดวงใหม่นี้โคจรอยู่ระหว่างดวงจันทร์นิกซ์และไฮดรา ซึ่งดวงจันทร์ทั้งสองถูกค้นพบด้วยกล้องฮับเบิลเมื่อปี 2005 ส่วนชารอนถูกพบด้วยกล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวกล้องทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Naval Observatory) เมื่อปี 1978 และได้รับการยืนยันอีกครั้งจากการสำรวจด้วยกล้องฮับเบิลเมื่อปี 1990 ซึ่งยืนยันว่าดวงจันทร์ดังกล่าวแยกขาดจากพลูโต

สำหรับระบบดวงจันทร์ของพลูโตนี้คาดว่าเกิดจากการชนกันระหว่างพลูโตและวัตถุอื่นที่มีขนาดประมาณดาวเคราะห์ ในยุคแรกเริ่มของระบบสุริยะ การชนกันครั้งนั้นทำให้เกิดเศษเล็กเศษน้อยที่กลายเป็นดวงจันทร์โคจรรอบพลูโต

หน้า 24

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อังคาร: ดาวเพื่อนบ้านที่น่าสนใจ

ภาพวาดแสดงดาวอังคารเมื่อดูจากดวงจันทร์บริวารชื่อ Phobos ที่อยู่ห่าง 6,500 กิโลเมตร

 

ดาวอังคารเป็นดาวที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณ การเห็นดาวมีสีแดงคล้ายเลือดในท้องฟ้าทำให้คนกรีกเรียกมันว่า Ares ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ส่วนคนโรมันเรียกว่า Mars ในค.ศ.1609 เมื่อ Galileo Galilei ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาวอังคาร แต่กล้องมีประสิทธิภาพต่ำ การศึกษารายละเอียดของผิวดาวจึงเป็นไปได้ยาก ต่อมาเมื่อ Christiaan Huygens นักดาราศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์วาดภาพผิวดาวอังคาร และคำนวณความเร็วในการหมุนรอบตัวเอง เขาจึงพบว่าดาวอังคารหมุนรอบตัวเองเร็วพอๆ กับโลก คือ 24 ชั่วโมงกับ 39.6 นาที

เมื่อกล้องโทรทรรศน์มีคุณภาพดีขึ้น Giovanni Schiaparelli แห่งหอดูดาว Brera ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ได้ใช้กล้องที่ยาว 22 เซนติเมตร ส่องดูดาวอังคาร และอ้างว่าได้เห็นคลอง 40 สาย ข่าวนี้ทำให้ผู้คนตื่นเต้นมาก เพราะนั่นเป็นหลักฐานที่แสดงว่าดาวอังคารมีมนุษย์ที่สามารถขุดคลองได้ จนกระทั่งเมื่อองค์การ NASA ของสหรัฐฯ ส่งยาน Mariner 9 โคจรผ่านดาวอังคารในปี 2514 ยานได้รายงานว่า ไม่มีคลองหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ จะมีก็แต่หลุมอุกกาบาตจำนวนมากมาย

ภาพดาวอังคาร์ที่ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 60 นิ้วบนโลก



การศึกษาค้นคว้าตลอดเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ดาวอังคารมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 6,794 กิโลเมตร (โลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร) ดังนั้น ถ้าโลกมีขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท ดาวอังคารก็จะมีขนาดเท่าเหรียญ 25 สตางค์ ดาวอังคารโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีในลักษณะเดียวกับโลก ดังนั้นระยะห่างระหว่างโลกกับดาวอังคารจึงมีค่าไม่คงตัว โดยมีระยะใกล้สุดประมาณ 56.3 ล้าน กิโลเมตร ดังนั้น ถ้ารถมีความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง การเดินทางไปดาวอังคารจะใช้เวลาประมาณ 65 ปี (ถ้าดาวอังคารอยู่นิ่ง) แต่ดาวอังคารและโลกเคลื่อนที่ การเดินทางไปและกลับดาวอังคารด้วยจรวดจะใช้เวลานานอย่างน้อย 3 ปี

เพราะดาวอังคารมีขนาดเล็กกว่าโลก ดังนั้นแรงโน้มถ่วงบนดาวจึงมีค่าประมาณ 0.38 เท่าของโลก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า คนที่กระโดดได้สูง 1 เมตรบนโลกจะกระโดดได้สูง 2.6 เมตรบนดาวอังคาร อุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่ผิวดาวเท่ากับ -63 องศาเซลเซียส ในเวลากลางวันแถบเส้นศูนย์สูตรอุณหภูมิจะสูงประมาณ 20 องศาเซลเซียส และต่ำสุด -100 องศาเซลเซียส ดาวมีความดันบรรยากาศน้อยกว่าโลกประมาณ 100 เท่า บรรยากาศส่วนใหญ่ (95%) ประกอบด้วยก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ ส่วนน้อยเป็นไนโตรเจนกับอาร์กอน และในบางเวลาบนดาวจะมีพายุฝุ่น เมื่อแกนหมุนของดาวอังคารเอียงทำมุม 24 องศากับแนวดิ่ง ดังนั้นดาวอังคารจึงมีฤดูกาลเหมือนโลก แต่ปีหนึ่งจะนาน 687 วัน ด้วยเหตุนี้ฤดูบนดาวอังคาร จึงยาวนานกว่าฤดูบนโลก

หลุมอุกกาบาตบริเวณขั้วใต้ของดาวอังคาร



การวิเคราะห์ดินและหินโดยยานอวกาศที่ถูกส่งไปลงบนดาวอังคารแสดงให้รู้ว่า ดินบนดาวประกอบด้วยเหล็กซิลิเกต และแมกนีเซียม ดังนั้น ดาวจึงมีสีแดงเรื่อๆ การสำรวจลักษณะผิวแสดงว่า ดาวอังคารเป็นดาวที่ตายแล้ว เพราะการเคลื่อนที่ของเปลือกทวีปอันเนื่องมาจากอิทธิพลของภูเขาไฟที่มีชีวิตบนดาวแทบไม่มีเลย ภูมิทัศน์บนดาวแสดงว่า ในอดีตเมื่อหลายล้านปีก่อน ดาวอังคารเคยมีบรรยากาศที่อบอุ่นและมีร่องรอยของทะเลรวมถึงมีโกรกธารด้วย แต่ ณ วันนี้ น้ำที่เคยมีบนดาวได้กลายสภาพเป็นน้ำแข็งฝังอยู่ลึกใต้ผิวดาว ส่วนที่ขั้วดาวก็มีน้ำแข็งแห้งซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์แข็งปกคลุมตลอดเวลา ในฤดูร้อนขั้วใต้จะมีปริมาณการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งแห้งยิ่งกว่าขั้วเหนือ

ความสนใจในดาวอังคารนั้นเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า มันเป็นดาวที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ดี เมื่อใดที่โลกมีสภาพไม่เหมาะสำหรับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว แต่การเดินทางไปดาวอังคารในปัจจุบันก็มีข้อจำกัดมากมาย เช่น มนุษย์อวกาศต้องอยู่ภายในยานอวกาศที่คับแคบเป็นเวลานานจนอาจทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือใช้จรวดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ จนมีความเร็วสูงเพื่อร่นเวลาเดินทาง แต่การมีจรวดที่ทรงพลังนี้ต้องใช้เงินมหาศาล เพราะจรวดต้องนำเสบียงอาหารและสัมภาระปริมาณมากไปด้วย ทางเลือกหนึ่งคือส่งชิ้นส่วนต่างๆ ขึ้นไปในบรรยากาศเหนือโลกก่อน แล้วให้มนุษย์อวกาศประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ เพื่อใช้เดินทางไปดาวอังคาร และยานอวกาศต้องได้รับการออกแบบให้สามารถปกป้องมนุษย์อวกาศให้ปลอดภัยจากรังสีคอสมิก หรือจากกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยจากเครื่องยนต์นิวเคลียร์บนยานด้วย

เมื่อการเดินทางต้องใช้เวลานานประมาณ 3 ปี และมนุษย์อวกาศต้องใช้เวลาทำงานอยู่บนดาวประมาณ 1 ปี 6 เดือน ดังนั้นปัญหาเรื่องอาหารและอากาศก็เป็นเรื่องใหญ่ คำตอบสำหรับเรื่องนี้คือมนุษย์อวกาศต้องขุดน้ำแข็งที่ฝังอยู่ใต้ผิวดาวมาละลาย แล้วกรองให้สะอาด (เพราะน้ำอาจมีจุลินทรีย์พิษเจือปน) จนได้น้ำบริสุทธิ์เพื่อใช้บริโภค ส่วนน้ำที่เหลืออาจนำไปทำเกษตรกรรม โดยอาจสร้างเรือนกระจกที่มีหลังคา เพื่อกำบังรังสีคอสมิกจากอวกาศให้พืชในเรือนกระจกปลอดภัย สำหรับออกซิเจนที่มนุษย์อวกาศต้องใช้ในการหายใจนั้นก็อาจได้มาจากการแยกน้ำเป็นออกซิเจนกับไฮโดรเจน แล้วใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนจรวดเดินทางกลับสู่โลก

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า น้ำคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตบนดาวอังคารได้ ด้วยเหตุนี้การส่งยานอวกาศของสหรัฐฯ และโซเวียตในอดีตจึงมุ่งหาบริเวณที่เหมาะสำหรับให้มนุษย์อวกาศลงไปสำรวจหาน้ำ และสำรวจภัยรังสีจากดวงอาทิตย์และอวกาศ รวมถึงหาฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่บริเวณขั้วดาวด้วย เพราะที่นั่นมีน้ำแข็งปกคลุม และน้ำคือปัจจัยสำคัญสำหรับทุกชีวิต

ภาพถ่ายที่ได้จากยาน Mariner 6 (1969), Viking (1975), Global Surveyor (1996), Mars Pathfinder (1997), Mars Odyssey (2001), และ Phoenix Mars Lander (2008) แสดงให้เห็นว่า ดาวอังคาร อาจมีภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต และทุก 10-20 ล้านปี ดาวจะถูกดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 100-240 กิโลเมตร ประมาณ 25 ลูก พุ่งชน และถ้าหินที่กระเด็นมีความเร็วสูงกว่า 55,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง หินนั้นก็จะสามารถโคจรไปรอบดาวได้ แต่ถ้าหินก้อนนั้นถูกแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีดึงดูด มันก็อาจพุ่งผ่านมายังโลกได้ สถิติการพบก้อนอุกกาบาตที่ตกบนโลก 17,000 ชิ้น ปรากฏว่ามาจากดาวอังคาร 11 ชิ้น ความตื่นเต้นในอุกกาบาตจากดาวอังคารนี้เกิดขึ้นในปี 1996 เมื่อมีรายงานการพบฟอสซิลของจุลินทรีย์ในก้อนอุกกาบาต ALH 84001 เพราะถ้าซากจุลินทรีย์ที่เห็นเป็นของจริง นั่นแสดงว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกก็อาจมาจากดาวอังคารได้ แต่การวิเคราะห์อย่างละเอียดปรากฏว่า สิ่งที่เห็นมิใช่ซากของจุลินทรีย์กลับเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่มีลักษณะเหมือนปรากฏการณ์ทางชีววิทยา

ในที่ประชุมของ American Astronomical Society’s Division of Planetary Science เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.2008 Peter Smith แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ได้รายงานผลการสำรวจดาวอังคารของยาน Phoenix Mars Lander ที่ได้ลงสำรวจดาวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.2008 ว่า

กล้องถ่ายภาพที่อยู่เหนือพื้นดาว 2 เมตร ได้ถ่ายภาพร่องรอยแยกบนดิน ภาพแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนบนดาวแตกต่างกันมาก ส่วนแขนกลที่ได้รับการออกแบบให้สามารถกวาดดินและก้อนน้ำแข็งได้นั้นก็แสดงว่า เมื่ออุณหภูมิบนดาว มีค่า -31 องศาเซลเซียส น้ำแข็งจะระเหิดเป็นไอโดยไม่เปลี่ยนเป็นน้ำก่อน ทั้งนี้เพราะความดันบรรยากาศบนดาวมีค่าน้อยมาก ส่วนดินที่แขนกลขุดเพื่อป้อนเข้าอุปกรณ์ชื่อ Thermal and Evolved Gas Analyzer (TEGA) เมื่อถูกเผาที่อุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส จะมีก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาซึ่งจะให้ให้ข้อมูลด้านสารอินทรีย์บนดาว ซึ่งยาน Viking ในอดีตไม่สามารถทำได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไป 3 สัปดาห์ แขนกลก็ยังไม่สามารถนำก้อนน้ำแข็งเข้าเตาวิเคราะห์ได้ ดังนั้นการหาองค์ประกอบที่เป็นไอโซโทปของธาตุอาร์กอน นีออน และคริปทอนซึ่งมีปนในน้ำแข็งจึงทำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของน้ำและบรรยากาศบนดาวอังคาร แต่อุปกรณ์ก็ได้เผาดินที่มีน้ำแข็งในเตา 5 เตาจาก 8 เตาที่ TEGA มีและพบสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนต อีกทั้งได้เห็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าอนุภาคที่ยานอวกาศอื่นๆ เคยเห็นถึง 100 เท่า นอกจากนี้กล้องถ่ายภาพบนยานยังได้บันทึกภาพไว้ 25,000 ภาพ ทำให้เห็นเหตุการณ์หิมะตกและปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งเกิดบนดาวด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ การพบ perchlorate ion ในดิน ซึ่งมนุษย์อวกาศอาจใช้เป็นตัวออกซิไดซ์เชื้อเพลิงในยานอวกาศได้

ในปี 2011 เมื่อดาวอังคารอยู่ไกลจากโลก 374 ล้านกิโลเมตร NASA วางแผนจะส่งยานอวกาศชื่อ Mars Science Laboratory (MSL) มูลค่า 2,500 ล้านบาท ไปลงบนดาวอังคารเพื่อค้นหาก๊าซมีเทน ซึ่งถ้าพบ นั่นจะเป็นหลักฐานที่แสดงอย่างชัดเจนว่า ณ บริเวณใต้ดาวอังคารมี จุลินทรีย์ ในอดีตที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบก๊าซมีเทน แต่กล้องโทรทรรศน์บนโลกได้รายงานในปี 2003 ว่า ในเวลาเพียง 2 เดือนของช่วงฤดูร้อน ดาวอังคารได้ปล่อยก๊าซมีเทนออกมามากถึง 21,000 ตัน แต่ในปี2006 ก๊าซนี้ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย นี่จึงเป็นปริศนาร้อนที่ NASA ต้องการคำตอบจากยาน MSL เพราะถ้าดาวอังคารมีมีเทน สิ่งมีชีวิตบางชนิดก็อาจใช้ก๊าซชนิดนี้ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะจุลินทรีย์ในบริเวณชื่อ Nili Fossae และนี่ก็คือบริเวณที่ยานอวกาศของ NASA จะลงสำรวจในปี 2011

ณ วันนี้ ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันมากเกี่ยวกับโครงการส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารคือ NASA ได้ส่งยานอวกาศไปสำรวจบ่อย แต่มิใช่เพราะค่าใช้จ่ายถูก โครงการ Phoenix นั้นสิ้นงบประมาณถึง 14,000 ล้านบาท ในขณะที่โครงการ MSL ใช้เงินมากถึง 80,000 ล้านบาท และเมื่อถึงเวลาเดินทางจริงค่าใช้จ่ายก็อาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท ผู้วิจารณ์โครงการอ้างว่า NASA น่าจะคิดรีไซเคิลจรวดหรือยานสำรวจ เพราะถ้าเวลาจะส่งยานอะไรไปก็จะคิดใหม่ สร้างใหม่ และลงทุนใหม่ทุกครั้งไป ในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังทรุดและถดถอยเช่นนี้ การประหยัดจึงควรเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงด้วย

ความจริงมีว่า ในการจะรู้อะไรเกี่ยวกับดาวอังคารโดยการศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ 100% แต่การเดินทางไปดูของจริงด้วยตาก็ต้องมีแผนเวลาและแผนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
 

หน้า 25

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“แมลงกิ่งไม้” ในอเมริกาดำรงอยู่มาล้านปีไม่เคยมี “เซ็กซ์”

แมลงกิ่งไม้ทิเมมาเป็นสิ่งมีชีวิตไม่อาศัยเพศที่ดำรงเผ่าพันธุ์มาเป็นล้านปี (บีบีซีนิวส์)

 

นักวิทยาศาสตร์แคนาดาถอดดีเอ็นเอ “แมลงกิ่งไม้” ที่อาศัยทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา พบสืบเชื้อสายยาวนานมาล้านปีโดยไม่ต้องมี “เซ็กซ์” การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจว่าชีวิตปราศจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนั้นสามารถรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ยาวนานได้อย่างไร

การศึกษาดังกล่าวบีบีซีนิวส์รายงานว่า เป็นผลจากการศึกษารายละเอียดดีเอ็นเอของแมลงกิ่งไม้ “ทิเมมา” (Timema) 2 สปีชีส์ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยพุ่มไม้ทั่วฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไซมอนเฟรเซอร์ (Simon Fraser University) แคนาดา ซึ่งพวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ลงวารสารเคอร์เรนท์ไบโอโลจี (Current Biology)

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันว่าแมลงกิ่งไม้ทิเมมานี้สืบพันธุ์ได้โดยไม่อาศัยเพศ โดยแมลงเพศเมียจะให้กำเนิดตัวอ่อนได้โดยไม่ต้องอาศัยการผสมไข่ด้วยเชื้อจากแมลงเพศผู้ โดยแมลงชนิดนี้จะให้กำเนิดแมลงรุ่นถัดไปที่โคลนหรือสำเนาพันธุกรรมเดิมไว้

ดร.ธัญญา ชวานเดอร์ (Dr.Tanja Schwander) และทีมวิจัยได้ทำการทดสอบเพื่อหาว่าสปีชีส์ของแมลงกิ่งไม้เก่าแก่แค่ไหนและหาว่าแมลงเหล่านี้สืบพันธุ์ด้วยวิธีเช่นนี้มานานเท่าไร และจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจย้อนการสืบเชื้อสายของแมลงชนิดนี้ และระบุว่าได้ว่าแมลงชนิดนี้จะสูญพันธุ์เมื่อใด

แมลงกิ่งไม้สปีชีส์ ทิเมมา เจเนวีเว เป็นสปีชีส์หนึ่งที่ดำรงอยุ่ยาวนานโดยไม่อาศัยเพศ (บีบีซีนิวส์)



ทีมวิจัยพบว่ามีแมลงกิ่งไม้ 5 ชนิดเป็นแมลงโบราณ และสืบเชื้อสายย้อนกลับไปได้ไกลกว่า 500,000 ปี โดยมี 2 สปีชีส์ที่เก่าแก่กว่านั้นมาก ซึ่ง ดร.ชวานเดอร์ บอกว่า แมลงกิ่งไม้สปีชีส์ ทิเมมา ทาโฮ (Timema tahoe) และ ทิเมมา เจเนวีเว (Timema genevievae) เป็นสปีชีส์ที่ดำรงอยู่มานานกว่า 1 ล้านปีโดยที่ไม่มีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศ

“งานวิจัยของเราเป็นอีกหลักฐานว่าการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศนั้นไม่จบลงที่การสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์ในเวลาสั้นๆ เสมอไป” ดร.ชวานเดอร์กล่าว

ในอดีตการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศนั้นมักสัมพันธ์กับการสิ้นสุดของวิวัฒนาการเพราะว่าสิ่งมีชีวิตที่นำมาศึกษานั้นมักดำรงอยู่ในเวลาสั้นๆ และก่อนหน้านี้มีงานวิจัยศึกษาสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลังที่เรียกว่า “เดลลอยด์ รอทิเฟอรส์” (bdelloids rotifers) และ “ดาร์วินูลิด ออสตราคอดส์” (darwinulid ostracods) ซึ่งพบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช้เพศที่ดำรงอยู่มายาวนาน แต่ก็มีข้อโต้เถียงและการศึกษาที่ชี้ว่าการสืบพันธุ์ไม่สาศัยเพศของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวนั้นเป็นการปรับตัวที่เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น

หากแต่การวิเคราะห์ของ ดร.ชวานเดอร์และทีมยืนยันว่า แมลงกิ่งไม้เหล่านี้ดำรงอยู่โดยไม่อาศัยเพศมาอย่างยาวนาน และการเปรียบเทียบสปีชีส์ของแมลงกิ่งไม้ที่อาศัยเพศและไม่อาศัยเพศจะสอนนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างมากว่า สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่โดยไม่อาศัยเพศได้อย่างไร

จริงๆ แล้วการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศนั้นมีประโยชน์อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว แต่การสำเนาพันธุกรรมเดิมซ้ำๆ ของสิ่งมีชีวิตรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็มีผลด้านลบตามมาด้วยเช่นกัน โดยการถ่ายสำเนาพันธุกรรมเดิมๆ ทำให้ขาดความสามารถในการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่ง ดร.ชวานเดอร์กล่าวว่า ยังต้องศึกษาต่อไปถึงสาเหตุที่แมลงกิ่งไม้ทิเมมาสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศแต่ดำรงเผ่าพันธุ์มาอย่างยาวนานได้เพราะอะไร
 

หน้า 26

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ย้อนดูเหตุการณ์สำคัญ “ยุคกระสวยอวกาศ”

หลังการลงจอดของ “แอตแลนติส” ถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจยานขนส่งอวกาศที่ปฏิบัติหน้าที่มายาวนานถึง 3 ทศวรรษ ด้วยสถิติการเดินทาง 135 เที่ยว คิดเป็นระยะทางกว่า 860 ล้านกิโลเมตร หรือไกลกว่าระยะทางจากดวงอาทิตย์ไปดาวพฤหัสบดี ย้อนดูเหตุการณ์สำคัญๆ ที่รวบรวมโดยบีบีซีนิวส์ก่อนปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ”

ภาพการทดสอบยานเอนเตอร์ไพรส์ครั้งแรก ซึ่งบรรทุกไปบนโบอิง 747 (บีบีซีนิวส์)

12 ส.ค.1977
1.เที่ยวบินทดสอบ
แนวคิดเรื่องกระสวยอวกาศมีมายาวนานก่อนที่เราจะส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ได้เสียอีก และก่อนเริ่มต้นยุคกระสวยอวกาศ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้เริ่มเที่ยวบินทดสอบแนวคิดกระสวยอวกาศ โดยส่งยานเอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) ติดหลังเครื่องบินบรรทุกกระสวยอวกาศโบอิง 747 (Boeing 747 Shuttle Carrier Aircraft) ขึ้นไปทดสอบการบินระดับชั้นบรรยากาศ ณ ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ (Edwards Air Force Base) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

จอห์น ยัง (ซ้าย) และ โรเบิร์ต คริพเพน (ขวา) ลูกเรือของกระสวยอวกาศเที่ยวบินแรก (นาซา)

12 เม.ย.1981
2.เที่ยวบินแรก
ยานโคลัมเบีย (Columbia) เป็นกระสวยอวกาศลำแรกที่ทะยานฟ้า โดยมีลูกเรือประจำเที่ยวบินที่ 1 นี้ 2 คน คือ จอห์น ยัง (John Young) แะ บ็อบ คริพเพน (Bob Crippen)

ภาำพการเดินอวกาศครั้งแรกในโครงการกระสวยอวกาศ (บีบีซีนิวส์)

4 เม.ย.1983
3.เดินอวกาศครั้งแรก
การเดินอวกาศ (spacewalk) เริ่มขึ้นครั้งแรกในการส่งยานชาเลนเจอร์ (Challenger) ซึ่งเป็นกระสวยอวกาศลำที่ 2 ของนาซา และเป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในการส่งกระสวยอวกาศครั้งที่ 6

แซลลี ไรด์ มนุษย์อวกาศคนแรกหญิงของสหรัฐฯ (บีบีซีนิวส์)

18 มิ.ย.1983
4.มนุษย์อวกาศหญิงอเมริกันคนแรก
แซลลี ไรด์ (Sally Ride) เป็นหญิงอเมริกันคนแรกที่ได้เดินทางไปอวกาศ เธอเป็นนักฟิสิกส์และได้เดินทางไปพร้อมกับยานชาเลนเจอร์ในเที่ยวบินที่ 7 ของกระสวยอวกาศนาซา
 

ภาพการเดินอวกาศโดยไม่มีสายยึดโยงครั้งแรก (บีบีซีนิวส์)

7 ก.พ.1984
5.เดินอวกาศโดยไม่มีสายโยง
บรูซ แมคแคนด์เลสส์ (Bruce McCandless) ได้ทดลองเดินอวกาศโดยไม่มีสายโยงระหว่างการทดสอบอุปกรณ์เคลื่อนที่บังคับโดยมนุษย์ (Manned Maneuvering Unit) ซึ่งช่วยให้มนุษย์เดินอวกาศได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ยึดโยง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังส่งยานชาเลนเจอร์ทะยานฟ้าเมื่อ 3 ก.พ.1984 และปฏิบัติการครั้งนั้นทำให้ได้ภาพมนุษย์ลอยล่องอยู่ในอวกาศที่ปราศจากสายยึดโยงอยู่เหนือดาวเคราะห์สีน้ำเงิน

โศกนาฏกรรมชาเลนเจอร์ (บีบีซีนิวส์)

28 ม.ค.1986
6.โศกนาฏกรรมชาเลนเจอร์
ยานชาเลนเจอร์ระเบิดระหว่างทะยานฟ้าได้เพียง 72 วินาที ทำให้ลูกเรือทั้ง 7 คนเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึง คริสตา แม็คออลิฟฟ์ (Christa McAuliffe) ครูและพลเรือนคนแรกของสหรัฐฯ ที่จะได้เดินทางสู่อวกาศ

ดิสคัฟเวอรีรับภารกิจนาซากลับมาบินหลังโศกนาฏกรรมชาเลนเจอร์

29 ก.ย.1988
7.นาซากลับมาบิน
หลังโศกนาฏกรรมยานระเบิดนาซาได้ว่างเว้นการส่งกระสวยอวกาศนานกว่า 2 ปี และยานดิสคัฟเวอรีได้รับหน้าที่ให้กลับมาบินเป็นเที่ยวแรกหลังการสูญเสีย และนักบินอวกาศได้กลับมาสวมชุด “ฟักทอง” สีส้มบาดตาอีกครั้ง
 

ยานแมกเจลแลน

4 พ.ค.1989
8.ส่ง “แมคเจลแลน” ยานสำรวจดาวศุกร์
เป็นครั้งแรกที่ปฏิบัติการสำรวจดาวเคราะห์ถูกส่งขึ้นไปพร้อมกระสวยอวกาศ โดยยานแมคเจลแลน (Magellan) ซึ่งมีภารกิจทำแผนที่พื้นผิวดาวศุกร์ถูกส่งขึ้นไปพร้อมยานแอตแลนติส (Atlantis)

กล้องฮับเบิลที่มีบทบาทต่อการค้นพบทางดาราศาสตร์

24 เม.ย.1990
9.ส่งกล้อง “ฮับเบิล” เข้าวงโคจร
ยานดิสคัฟเวอรีรับหน้าที่ขนส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เข้าสู่วงโคจร ภารกิจสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ บนฟากฟ้า

2 ธ.ค.1993
10.ซ่อมบำรุง “ฮับเบิล” ครั้งแรก
ปฏิบัติการครั้งสำคัญในการซ่อมบำรุง “ฮับเบิล” ครั้งนี้รับหน้าที่โดยยานเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) กระสวยอวกาศน้องเล็กของนาซา โดยเอนเดฟเวอร์ได้ขนอุปกรณ์ปรับแก้ความคมชัดขึ้นไปติดตั้งให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ และกลายเป็นอีกภารกิจเด่นของกระสวยอวกาศลำนี้

27 มิ.ย.1995
11.เชื่อมต่อสถานีอวกาศ “มีร์”
แอตแลนติสเป็นกระสวยอวกาศของนาซาลำแรกที่เชื่อมต่อสถานีอวกาศมีร์ (Mir) และประสบการณ์จากการไปเยือนสถานีอวกาศรัสเซีย 11 ครั้ง ได้ปูทางสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ที่เกิดจากความร่วมมือของหลายชาติ

จอห์น เกลนน์

29 ต.ค.1998
12.ส่งมนุษย์อวกาศอายุมากสุดสู่วงโคจร
จอห์น เกลนน์ (John Glenn) เป็นมนุษย์อวกาศชาวอเมริกันคนแรกที่ขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี 1962 และในปี 1998 เขาได้เดินทางไปพร้อมกับยานดิสคัฟเวอรีขณะอายุ 77 ปี ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มีอายุมากที่สุดในอวกาศ ไม่เป็นเพียงเท่านั้นเขายังเป็นคนเดียวที่เดินทางไปอวกาศทั้งในโครงการเมอร์คิวรี (Mercury) และโครงการกระสวยอวกาศของนาซา

4 ธ.ค.1998
13.เยือนสถานีอวกาศนานาชาติ
รัสเซียเริ่มโครงการสถานีอวกาศนานาชาติซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีจึงจะแล้วเสร็จ โดยนาซาได้ส่งกระสวยอวกาศขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศ 37 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นภารกิจของเอนเดฟเวอร์ที่ขนส่งโมดูลยูนิตี (Unity) ชิ้นส่วนแรกของสหรัฐฯ ขึ้นไปติดตั้ง

1 ก.พ.2003
14.โศกนาฏกรรมโคลัมเบีย
นาซาต้องสูญเสียกระสวยอวกาศอีกครั้งเมื่อยานโคลัมเบียระเบิดระหว่างกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยแผ่นฉนวนกันความร้อนของถังเชื้อเพลิงภายนอกได้สร้างความเสียหายที่ปีกซ้ายของยาน และทำให้ก๊าซร้อนระที่เกิดจากการเสียดสีชั้นบรรยากาศได้แทรกเข้าไปในรูโหว่ที่เกิดขึ้นและระเบิดกระสวยอวกาศออกเป็นชิ้นๆ

14 ม.ค.2004
15.จุดเริ่มต้นปิดฉาก “กระสวยอวกาศ”
จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W Bush) ประกาศให้ปลดระวางกระสวยอวกาศภายในปี 2010 และให้เริ่มต้นโครงการคอนสเตลเลชัน (Constellation) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งอวกาศนำมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง แต่โครงการนี้ก็ถูกยกเลิกไปโดยประธานาธิบดีผู้รับช่วงต่อ

26 ก.ค.2005
16.กลับมาบิน (อีกครั้ง)
หลังจากโศกนาฏกรรมโคลัมเบียนาซาได้หยุดการส่งกระสวยอวกาศไปหลายปี จากนั้นได้ตัดสินใจส่งกระสวยอวกาศอีกครั้งโดยมียานดิสคัฟเวอรีรับภารกิจเที่ยวบินแรกหลังจากหยุดไปนาน โดยนาซาได้เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบความเสียหายระหว่างถูกยิงจากฐานปล่อย รวมถึงคำแนะนำในการกลับตัวยานเมื่อไปถึงสถานีอวกาศ เพื่อบันทึกภาพถ่ายสำหรับตรวจสอบความเสียหายฉนวนกันความร้อนของตัวยาน

8 ส.ค.2007
17.ครูคนแรกในอวกาศ
บาร์บารา มอร์แกน (Barbara Morgan) เป็นนักบินอวกาศตัวรอง เมื่อครั้ง คริสตา แมคออลิฟฟ์ (Christa McAuliffe) คุณครูคนแรกที่ได้รับเลือกให้เดินทางไปอวกาศพร้อมกับยานชาเลนเจอร์ มอร์แกนซึ่งเข้ารับการฝึกจากนาซาเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ต้องรอถึง 21 ปีจึงได้สานฝันการเป็นครูคนแรกที่เดินทางสู่อวกาศ โดยเดินทางไปพร้อมกับยานเอนเดฟเวอร์

7 ก.พ.2008
18.ขนแล็บอวกาศขนาดใหญ่ไปติดตั้งบนสถานีอวกาศ
แอตแลนติสขนส่ง “โคลัมบัส” (Columbus) แล็บอวกาศของยุโรปที่หนักถึง 12.8 ตันขึ้นไปติดตั้งบนสถานีอวกาศ
 

24 ก.พ.2011
19.เที่ยวบินสุดท้าย “ดิสคัฟเวอรี”
ดิสคัฟเวอรีได้รับการยกย่องให้เป็น “จ่าฝูง” ของกระสวยอวกาศทั้งหมด และยังเป็นกระสวยอวกาศที่รับหน้าที่ “กลับมาบิน” ทั้งหลังโศกนาฏกรรมชาเลนเจอร์และโคลัมเบีย ดิสคัฟเวอรีปฏิบัติภารกิจทั้งหมด 39 เที่ยวบิน และเป็นกระสวยอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจมากกว่ากระสวยอวกาศลำอื่นๆ

ภาพเอนเดฟเวอร์เชื่อมต่อสถานีอวกาศในภารกิจสุดท้าย

16 พ.ค.2011
20.เที่ยวบินสุดท้าย “เอนเดฟเวอร์”
เอนเดฟเวอร์ทะยานฟ้าครั้งสุดท้ายหลังนาซายืดเวลาปลดระวางกระสวยอวกาศจากปี 2010 ออกมาเป็น 2011 โดยในเที่ยวสุดท้ายเอนเดฟเวอร์ได้นำกล้องศึกษาสเปกตรัมเอเอ็มเอส (AMS: Alpha Magnetic Spectrometer) มูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่พัฒนาขึ้นโดยเซิร์น (CERN) ขึ้นไปค้นหาศึกษา "ปฏิสสาร" (antimatter) และ "พลังงานมืด" (dark energy) ในเอกภพ

แอตแลนติสปฏิบัติภารกิจเป็นลำสุดท้าย ปิดฉาก "ยุคกระสวยอวกาศ" หลังจากลงจอดในวันที่ 21 ก.ค.2011

8 ก.ค.2011
21.นาซาส่งกระสวยอวกาศครั้งสุดท้าย
หลังทยอยปลดระวางกระสวยอวกาศนาซาได้ส่ง “แอตแลนติส” ทะยานฟ้าครั้งสุดท้ายเมื่อ 8 ก.ค. และเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของ “ฝูงบินกระสวยอวกาศ” โดยมีภารกิจขนส่งเสบียงไปยังสถานีอวกาศ และลำเลียงของเสียและอุปกรณ์ที่เสียหายกลับมายังโลก เมื่อกระสวยลำนี้ลงจอดหรือแลนดิงสู่พื้นโลกก็เป็นการรูดม่านปิดฉาก “ยุคกระสวยอวกาศ” ในเที่ยวบินที่ 135

หน้า 27

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดับฝันแฟนไซ-ไฟ พิสูจน์ “เดินทางข้ามเวลา” เป็นไปไม่ได้

 

ภาพประกอบข่าวจากเอเอฟพี ทั้งนี้ นักวิจัยฮ่องกงได้วัดความเร็วของโฟตอนและพบว่าไม่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง เป็นอันยุติความฝันการเดินทางข้ามเวลา

นักฟิสิกส์ฮ่องกงดับฝันแฟนไซ-ไฟ เมื่อพิสูจน์ว่า “โฟตอนเดี่ยว” ไม่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงและเป็นไปตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ ยุติแนวคิดตามนิยายวิทยาศาสตร์ในเรื่อง “การเดินทางข้ามเวลา” หลังจากเมื่อ 10 ปีก่อนนักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์เคลื่อนที่เร็วเหนือแสง

ตู้ เซิ่งวั่ง (Du Shengwang) นักฟิสิกส์จาก
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (Hong Kong University of Science and Technology) นำที่ศึกษาพบว่า “โฟตอนเดี่ยว” (single photon) หรือหน่วยหนึ่งของแสงที่เป็นอนุภาคนั้น เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ของเอกภพ โดยเอเอฟพีรายงานข้อความที่ระบุในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) อ้างว่า ไม่มีสิ่งใดที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยกล่าวว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีความหวังว่าการเดินทางข้ามเวลาจะเป็นจริง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์การเคลื่อนที่ปรากฏเร็วเหนือแสง หรือ ซูเปอร์ลูมินัล (superluminal) ในคลื่นแสงสั้นๆ ที่เดินทางในตัวกลางพิเศษ ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ลวงตา แต่นักวิจัยคิดว่าแนวคิดนี้ยังคงเป็นไปได้ในโฟตอนเดี่ยวที่จะเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสง

อย่างไรก็ดี ศ.ตู้เชื่อว่าไอน์สไตน์ถูก และตัดสินใจที่จะหยุดการโต้เถียง โดยการวัดความเร็วสุดท้ายของโฟตอนเดี่ยว ซึ่งไม่มีเคยมีใครทำมาก่อน และการศึกษาของเขาได้แสดงให้เห็นว่าโฟตอนเดี่ยวนั้นอยู่ภายใต้ความเร็วแสง ซึ่งเป็นการยืนยันแนวคิดของไอน์สไตน์

“การแสดงให้เห็นว่า โฟตอนเดี่ยวไม่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าความเร็วแสงนั้น นำมาซึ่งการยุติในการโต้เถียงเรื่อง ความเร็วแท้จริงของข้อมูลในโฟตอนเดี่ยว การค้นพบของเรายังมีประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ต่อ โดยจะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นแก่นักวิทยาศาสตร์ในเรื่องการถ่ายโอนข้อมูลควอนตัม” ศ.ตู้กล่าว

อย่างไรก็ดี เอเอฟพีไม่ได้รายงานรายละเอียดของการทดลองครั้งนี้ แต่ได้ให้ข้อมูลว่างานวิจัยของนักฟิสิกส์ฮ่องกงนั้น ตีพิมพ์ในวารสาร “ฟิสิคัลรีวิวเลตเอร์ส” (Physical Review Letters) ของสหรัฐฯ

หน้า 28

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ใช้ “น้ำมะพร้าวหมัก” ช่วยน้ำยางพาราจับตัวดีกว่า “กรด” 8 เท่า

แผ่นยางพาราในการทดลอง

 

ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. – นักเรียนโครงการเจเอสทีพีพบ “น้ำมะพร้าวหมัก” มีประสิทธิภาพช่วยน้ำยางพาราจับตัวเร็วกว่าการใช้กรดน้ำส้มถึง 8 เท่า ได้แผ่นยางพาราดิบที่มีคุณภาพดี เหมาะแก่อุตสาหกรรมยางพาราในครัวเรือน เสนอเป็นทางเลือกใหม่ใช้สารจากธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี เพื่อสุขภาพที่ดีของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

น้ำยางพาราที่ใช้ทดลอง



น.ส.ศรีสุดา โรจน์เสถียร นักเรียนชั้น ม. 6 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี และเยาวชนโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน ( Junior Science Talent Project) หรือ เจเอทีพี (JSTP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) เผยว่าในขั้นตอนผลิตยางแผ่นดิบจะต้องใช้น้ำยางพารามาผสมกับสารละลายกรด เช่น กรดฟอร์มิก หรือ กรดแอซิติก (กรดน้ำส้ม) เพื่อให้เนื้อยางจับตัวกันเป็นก้อนก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นยางแผ่น แต่นอกจากเป็นสารเคมีราคาแพงแล้วอาจมีผลเสียต่อสุขภาพเกษตรกรในอนาคต จึงสนใจหาสารจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็นกรดมาช่วยในการจับตัวของน้ำยางพาราแทนสารเคมี

ผลการทดลองเปรียบเทียบแผ่นยางพาราที่ใช้น้ำมะพร้าวหมักช่วยจับตัว (บน) กับแผ่นยางพาราที่หมักด้วยกรด



“เมื่อลองหาวัตถุดิบในภาคใต้พบว่า พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่นอกจากเป็นสวนยางพาราแล้ว ชาวบ้านมักปลูกสวนมะพร้าวในบริเวณใกล้เคียงกันด้วย โดยส่วนใหญ่จะเน้นขายเนื้อมะพร้าวและทิ้งน้ำมะพร้าวไว้ เพราะขายไม่ได้ราคา น้ำมะพร้าวที่เหลือทิ้งบางส่วนชาวบ้านจะนำมาใช้ถนอมอาหารด้วยการดองผักตามภูมิปัญหาดั้งเดิม เช่น ผักเสี้ยนดอง ซึ่งจะมีรสเปรี้ยว เนื่องจากปกติสารที่มีรสเปรี้ยวมักมีสมบัติเป็นกรด จึงตั้งสมมุติฐานว่า หากนำน้ำมะพร้าวมาหมักก็จะมีฤทธิ์เป็นกรด และอาจนำมาใช้แทนสารเคมีในกระบวนการผลิตแผ่นยางดิบได้” น.ส.ศรีสุดา เผยที่มาของจุดเริ่มในการทำวิจัยครั้งนี้

น.ส.ศรีสุดา



ในงานวิจัยนี้ น.ส.ศรีสุดากล่าวว่าได้ทดลองผสมน้ำมะพร้าวหมักกับน้ำยางพาราแล้วพบว่าเนื้อยางพารามีการจับตัวกันได้ดี จึงขยายขนาดภาชนะที่ใช้ทดลอง จากนั้นหาอัตราส่วนการทำน้ำมะพร้าวหมักหรือหาอัตราส่วนของน้ำมะพร้าวต่อน้ำตาล แล้วหาอัตราส่วนผสมของน้ำมะพร้าวหมักต่อน้ำยางพาราต่อ เพื่อดูว่าอัตราส่วนใดที่ให้เนื้อยางพาราจับตัวได้ดีและใช้เวลาน้อยที่สุด

จากการทดลองพบว่าการหมักน้ำมะพร้าว 16 ส่วนต่อน้ำตาล 1 ส่วน เป็นเวลา 22 วันเป็นอัตราส่วนผลิตน้ำมะพร้าวหมักที่ให้น้ำยางพาราจับตัวอย่างสมบูรณ์ในเวลา 18 นาที และได้แผ่นยางคุณภาพดี มีสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อนสม่ำเสมอทั้งแผ่น ส่วนอัตราส่วนของน้ำมะพร้าวหมักผสมกับน้ำยางพารา พบว่า อัตราส่วนน้ำยางพารา:น้ำมะพร้าวหมัก:น้ำ เป็น 4:2:1, 4:1.5:2, และ 4:2:2 นั้น ช่วยให้น้ำยางพาราจับตัวได้ดีในเวลาที่ไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นจึงเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ในงานวิจัยยังได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการจับตัวของน้ำยางพาราที่ใช้น้ำมะพร้าว และกรดแอซิติก ที่มีการควบคุมค่าความเป็นกรด-เบส หรือค่า pH ให้เท่ากัน พบว่า น้ำมะพร้าวหมักที่อัตราส่วน 16:1 ช่วยให้น้ำยางพาราจับตัวได้เร็วกว่าการใช้กรดแอซิติกถึง 8.11 เท่า และเมื่อนำยางแผ่นที่ได้จากน้ำมะพร้าวหมักไปทดสอบคุณภาพกับสถาบันวิจัยยางพารา กรมวิชาการเกษตร พบว่ายางแผ่นที่ได้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ทั้งในส่วนของสี (Lovibond scale) ที่ได้ ค่าความอ่อนตัวแรกเริ่ม ปริมาณไนโตรเจน สิ่งระเหย และเถ้ามีค่าใกล้เคียงกัน

นางสาวศรีสุดา กล่าวว่า ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าน้ำมะพร้าวหมักช่วยให้น้ำยางพาราจับตัวได้ดี และแผ่นยางที่ได้มีคุณภาพใกล้เคียงกับการใช้กรดแอซิติก ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปทดลองใช้ได้ เพียงแต่ในเบื้องต้นยังเหมาะต่อการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมครัวเรือนเท่านั้น ส่วนแผนงานวิจัยต่อจากนี้จะมีการศึกษาว่าสารชนิดใดในน้ำมะพร้าวที่ช่วยให้น้ำยางพาราจับตัวดี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาไปสู่การนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมยางพาราขนาดใหญ่ในอนาคต

สำหรับงานวิจัยนี้มี น.ส.คณิตา สุขเจริญ อาจารย์โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี เป็นที่ปรึกษา และ นางฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. เป็นนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงในโครงการเจเอสทีพี
 

หน้า 29

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“นับดาวล้านดวง” มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์เมืองไทย

สดร.ประกาศผลตัดสินมหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์เมืองไทย “นับดาวล้านดวง” คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทวิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์ พร้อมมหัศจรรย์ภาพวัตถุอวกาศ “เนบิวลากุหลาบ”, ปรากฏการณ์ “จันทรุปราคากลางทางช้างเผือก”, จุดดำเรียงตัวบนดวงอาทิตย์ และสีสันชั้นบรรยากาศแห่งเดือน มิ.ย.คว้ารางวัลชนะเลิศอีก 4 ประเภท มอบรางวัลในงาน “มหกรรมวิทย์ 54”

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ประกาศผลการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ ประจำปี 2554 ในหัวข้อ “มหัศจรยย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย” โดยการประกวดดังกล่าวได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และในปีนี้ได้ร่วมกับ บริษัท แคนนอนมาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด จัดกิจกรรมนี้ขึ้น และได้จัดการอบรมการถ่ายภาพดาราศาสตร์เบื้องต้นโดยวิทยากรจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ แก่ผู้สนใจ 100 คน

ผลการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ 5 ประเภท ดังนี้

 

1.ประเภท Deep Sky Objects

รางวัลชนะเลิศ "เนบิวลาดอกกุหลาบ" โดย นายพรชัย อมรศรีจิรทร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 "ดาวลูกไก่และเนบิวลา" โดย นายสิทธิ์ สิตไทย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 "หนอนน้อย (Flaming Star Nebula)" โดย ทพ.ชัยยศ หงส์จินดาพงศ์

2. ประเภทปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

รางวัลชนะเลิศ " จันทรุปราคากลางทางช้างเผือก" โดย นายณวรัญญ์ ศิริสุนทร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 "สุริยุปราคาเต็มดวงที่ประเทศจีน" โดย นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 "สุริยุปราคา" โดย นายอดิศร จันทร์วิจิตรกุล

3. ประเภทวัตถุในระบบสุริยะ

 

รางวัลชนะเลิศ "จุดดำบนดวงอาทิตย์เรียงตัว" โดย นายคมกฤษณ์ จันกลิ่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 "จันทร์แรม 3 ค่ำ" โดย นายสิทธิ์ สิตไทย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 "ลูกไก่เคียงเดือน" โดย นายพรชัย อมรศรีจิรทร

4. วิวธรรมชาติกับดาราศาสตร์
 

รางวัลชนะเลิศ "นับดาวล้านดวง" โดย นายทวีศักดิ์ บุทธรักษา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 "Star Boke" โดย นายณัฐพงศ์ วงษ์ชุ่ม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 "เส้นดาว..แสงเดือน" โดย นายโอภาส ชาญมงคล

5. ปรากฏการณ์ในบรรยากาศโลก
 

รางวัลชนะเลิศ "Color of June" โดย นายไพศาล ช่วงฉ่ำ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 "หมวกเมฆสีรุ้ง" โดย นายทัศนัย สุขขีวรรณ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 "ขอบโลก ขอบอากาศ ขอบอวกาศเหนือประเทศไทย" โดย นายปฏิพัทธ์ สุสำเภา

สำหรับภาพที่ได้รางวัลนั้น สดร.จะนำไปจัดทำเป็นสื่อทางดาราศาสตร์เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปฏิทินดาราศาสตร์ ภาพประกอบสื่อดาราศาสตร์ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมภาพถ่ายทางดาราศาสตร์สัญจรไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา ได้มีโอกาสสัมผัสความสวยงาม ความมหัศจรรย์ของท้องฟ้า ดวงดาว รวมถึงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้อย่างทั่งถึง

ทั้งนี้ จะมีพิธีมอบรางวัลภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2554 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ชมภาพที่ได้รับรางวัลเพิ่มเติม Click!

หน้า 30

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พบโลกมี “โทรจัน” ใช้วงโคจรร่วมกัน

ภาพวาดจำลองการค้นพบ "โทรจัน" หรือ "ดาวเคราะห์น้อยทรอย" ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนำหน้าโลกในระยะ 80 ล้านกิโลเมตร ซึ่งนักดาราศาสตร์ระบุว่าในช่วง 100 ปีข้างหน้าโทรจัน 2010 ทีเค 7 นี้จะไม่เข้าใกล้โลกในระยะต่ำกว่า 24 ล้านกิโลเมตรอย่างแน่นอน ในภาพแสดงวงโคจรของโทรจันด้วยเส้นสีเขียว ส่วนวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์แทนด้วยจุดสีน้ำเงิน (เอเอฟพี)

นักดาราศาสตร์พบโลกมี “โทรจัน” ร่วมอยู่ในวงโคจร ขนาด 300 เมตรอยู่ตำแหน่งนำหน้าดาวเคราะห์ของเรา ก่อนหน้านี้เชื่อว่ามีแต่ไม่เคยเห็นเนื่องจากพบได้ยากในช่วงเวลากลางวัน ชี้วงโคจรดาวเคราะห์น้อยนี้มั่นคงไปอย่างน้อย 1,000 ปี ภายในศตวรรษนี้จะไม่เข้าใกล้โลกในระยะต่ำกว่า 24 ล้านกิโลเมตร

แม้จะมีขนาดเล็กมากเพียง 300 เมตรแต่วัตถุในอวกาศที่เพิ่งค้นพบนี้ถูกเรียกว่า “โทรจัน” (Trojan) หรือ “ดาวเคราะห์น้อยทรอย” เพราะอยู่ในตำแหน่งนำหน้าหรือตามหลังดาวเคราะห์ ซึ่งการอยู่ในวงโคจรเดียวกันนี้ทำให้ดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้ไม่ชนกัน โดยเอเอฟพีระบุว่านักดาราศาสตร์ได้รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสารเนเจอร์ (Nature)

นักวิทยาศาสตร์ของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรดไวส์ (Wide-field Infrared Survey Explorer: WISE) ศึกษาข้อมุลและพบดาวเคราะห์น้อยทรอยที่ใช้วงโคจรร่วมกับโลกนั้นอยู่ห่างจากโลกในตำแหน่งนำหน้า 80 ล้านกิโลเมตร

ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์คิดมานานแล้วว่าโลกนั้นมีดาวเคราะห์น้อยทรอยร่วมวงโคจรอยู่ แต่พวกเขาพิสูจน์ได้ลำบากเพราะเป็นเรื่องยากที่จะพบดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวในช่วงกลางวัน แต่มาร์ติน คอนนอร์ส (Martin Connors) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอาธาบาสกา (Athabasca University) แคนาดา หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่ากล้องไวส์ช่วยให้เราเห็นมุมมองที่เห็นได้ยากจากพื้นโลก

ข้อมูลจากบีบีซีนิวส์ระบุว่าคอนนอร์สและทีมได้กวาดดูข้อมูลบนท้องฟ้าในช่วงเดือน ม.ค.2010-ก.พ.2011 โดยใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ในความร่วมมือของแคนาดา-ฝรั่งเศสและฮาวายใน มัวนา เคีย ฮาวาย เพื่อค้นหาตำแหน่งของดาวเคราะห์น้อยทรอย
และยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเดียวกับเราอย่างดาวพฤหัสบดี ดาวอังคารและดาวเนปจูน ต่างก็มีดาวเคราะห์ทรอยอยู่ร่วมวงโคจร รวมถึงดวงจันทร์ของดาวเสาร์ซึ่งมีดาวเคราะห์น้อยทรอยร่วมวงโคจรถึง 2 ดวง ส่วนดาวเคราะห์น้อยทรอยของเรานั้นมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า 2010 ทีเค7 (2010 TK7) และนักดาราศาสตร์สนใจโทรจันของโลกดวงนี้เพราะมีวงโคจรต่างไปจากโทรจันดวงอื่น

ข้อมูลต่อไปนี้ช่วยให้ผู้ที่กังวลว่าดาวเคราะห์น้อยทรอยจะพุ่งชนโลกได้สบายใจขึ้น โดยคอนนอร์สกล่าวว่า ดาวเคราะห์น้อยทรอยที่เพิ่งค้นพบนี้มีวงโคจรที่เสถียรไปอย่างน้อย 1,000 ปี ส่วนนาซาเสริมว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่เข้าใกล้โลกในระยะต่ำกว่า 24 ล้านกิโลเมตรในอีก 100 ปีข้างหน้า

หน้า 31

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Sonya Kovalevskaya สตรีนักคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถไม่แพ้บุรุษ

Sophia Krukovskaya หรือ *Sonya Kovalevskaya สตรีนักคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถไม่แพ้บุรุษ


ในอดีตสตรีมีปัญหาด้านความสามารถคือไม่ได้เป็นที่ยอมรับโดยบุรุษ แต่ความสำเร็จทางคณิตศาสตร์ของ Sonya Kovalevskaya ได้มีบทบาทในการทำให้โลกยอมรับว่า สตรีก็มีความสามารถด้านนี้พอๆ กับบุรุษ

Sophia Krukovskaya เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1850 ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ครอบครัว Krukovskaya มีทายาท 3 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน โดยบุตรสาวคนโตชื่อ Aniuta และบุตรสาวคนเล็กชื่อ Sophia หรือ Sonya (ซึ่งเป็นชื่อที่เธอใช้เรียกตนเองในเวลาต่อมา) บิดามีเชื้อชาติฮังการี ที่ได้รับการศึกษาน้อย แต่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนมารดามีเชื้อชาติเยอรมัน บรรพบุรุษได้อพยพมารัสเซีย แม้มารดาของ Sophia จะเป็นสตรีไฮโซที่ชอบเล่นเปียโน แต่เธอก็เหมือนกับสตรีคนอื่นๆ ในสมัยนั้นคือ แทบไม่ได้รับการศึกษาเลย และการที่เธอมีสามีที่มีอายุมากกว่า 20 ปี คนทั้งสองจึงมีนิสัยแตกต่างกันมาก เธอจึงรู้สึกถูกเมินและถูกทอดทิ้งบ่อย

ประวัติญาติของ Sophia ทั้งฝ่ายบิดาและมารดา แสดงว่าญาติฝ่ายบิดาไม่มีใครได้รับการศึกษาสูง แต่ญาติฝ่ายมารดามีคนที่เคยเป็นสมาชิกของสถาบัน St. Petersburg Academy และเป็นผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ กับคณิตศาสตร์ เพราะเคยได้เขียนจดหมายวิชาการติดต่อกับนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เช่น Gauss และ Laplace

เมื่อบิดาของ Sophia เกษียณราชการทหาร ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Palibino ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง St. Petersburg กับ Kiev Sophia วัย 8 ขวบเล่าว่าผนังบ้านใหม่ของเธอมีกระดาษบุผนัง (wallpaper) ติดเต็ม โดยพ่อสั่งซื้อกระดาษเหล่านี้มาจากเมือง St. Petersburg แต่เมื่อกระดาษบุผนังมีไม่พอ พ่อจึงต้องเอากระดาษอื่นมาเสริม เมื่อได้พบกระดาษเก่าๆ ในห้องเก็บของเหนือเพดาน จึงนำกระดาษเหล่านั้นมาใช้ต่างกระดาษบุผนัง แต่กระดาษเก่าที่เหลืองกรอบนั้น เดิมเป็นกระดาษจดบันทึกวิชาแคลคูลัสที่ M.V.Ostragradsky ผู้มีชื่อเสียงได้เคยใช้เขียน ดังนั้นเนื้อหาและข้อความบนกระดาษจึงมีสัญลักษณ์มากมายที่ Sophia อ่านไม่ออก แต่เธอก็รู้สึกว่าอักษร “hieroglyph” เหล่านั้นน่าสนใจ จึงใช้เวลาอ่านข้อความจากกระดาษบุผนังนานเป็นชั่วโมง จนเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าขีดจำกัด (limit)

Sophia มีลุงสองคน คนหนึ่งสนใจชีววิทยา อีกคนสนใจคณิตศาสตร์ Sophia ได้ยึดแบบอย่างการเรียนเจริญรอยตามลุงทั้งสองคน แต่ในที่สุดก็รู้ว่าชอบและรักคณิตศาสตร์มากกว่าชีววิทยา และเมื่อนักฟิสิกส์ชื่อ Nikolai Nikanorovich Tyrtov ผู้เป็นเพื่อนของครอบครัว ได้ฟัง Sophia วิพากษ์วิจารณ์ผลงานตรีโกณมิติของ Tyrtov อย่างลึกซึ้ง เขาจึงบอกบิดาของ Sophia ให้ส่งเธอไปเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง พ่อจึงให้เธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัย St. Petersburg ขณะเรียนที่นั่น ครูที่สอนแคลคูลัสพบว่า Sophia เรียนแคลคูลัสได้เร็วมาก เพราะเธอได้ศึกษาคณิตศาสตร์ชนิดนี้จากกระดาษบุผนังที่บ้านมาก่อนนั่นเอง

ในสมัยนั้นสตรีรัสเซียไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือถึงระดับปริญญา ดังนั้น Sophia และพี่สาวจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อความก้าวหน้าของชีวิต แต่การจะทำเช่นนั้นได้ สตรีต้องให้สามีอนุญาต หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีพี่เลี้ยงตามไปดูแล ดังนั้นวิธีที่ผู้หญิงโสดชาวรัสเซียนิยมใช้คือ หาผู้ชายมาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย แต่ให้เป็นได้แค่สามีในนามเท่านั้น

ในที่สุดคนทั้งสองก็ได้ Vladimir Onufrievich Kovalevskaya มาสวมบทบาทสามีจำเป็นให้ ขณะนั้น Sophia มีอายุ 15 ปี พิธีแต่งงานสมมติได้ถูกจัดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1868 Sophia จึงเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลเป็น Sonya Kovalevskaya ซึ่งเป็นชื่อที่โลกรู้จักในเวลาต่อมา

จากนั้น Sonya สามี Vladimir และ Anuita พี่สาวก็เดินทางไปเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อถึงที่หมาย Anuita ได้เดินทางต่อไปปารีส ส่วน Sonya กับสามีเดินทางไปเยอรมนี โดย Sonya ได้รับอนุญาตให้เรียนวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Heidelberg กับนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน เช่น Bunsen, Helmholtz และ Kirchhoff รวมถึงได้เรียนคณิตศาสตร์กับ Konigsberger ผู้เป็นศิษย์คนโปรดของ Karl Weierstrass ด้วย

แม้วิชาที่เรียนจะยากมากแต่ Sonya กับสามีก็มีเวลาเดินทางไปพบนักชีววิทยาชื่อ Charles Darwin และ Thomas Huxley รวมทั้งได้มีโอกาสสนทนาปรัชญากับ Herbert Spencer ด้วย

เมื่อทั้งสองเดินทางกลับถึงเยอรมนี ก็ได้ตัดสินใจแยกทางชีวิตกัน เพราะ Vladimir ผู้มีหัวรุนแรงสนใจการเมือง และไม่สนใจคณิตศาสตร์เหมือนภรรยา การหย่าร้างจึงไม่ได้ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียใจ เพราะการสมรสไม่ได้เกิดจากความรักตั้งแต่ต้นแล้ว

ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1870 Sonya ได้เดินทางไปเบอร์ลิน เพื่อพบ Weierstrass ผู้ได้ทดสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์ และ Weierstrass วัย 55 ปี รู้สึกประทับใจ Sonya ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี จึงตัดสินใจสอนคณิตศาสตร์ให้เธอเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้เพราะกฎของมหาวิทยาลัย Berlin ในขณะนั้น ห้ามผู้หญิงเรียนคณิตศาสตร์

ขณะที่ Sonya เรียนคณิตศาสตร์ Weierstrass ได้พบว่า ไม่ว่าเขาจะสอนอะไร Sonya ดูกระตือรือร้นจะเรียนไปหมด การซักถาม และวิธีการอภิปรายของเธอได้ช่วยให้เขาเข้าใจเนื้อหาที่สอนเธอดียิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงมีมากกว่าระดับครูกับศิษย์ วิธีคิดและวิธีทำงานของ Weierstrass ได้เข้ามามีบทบาททั้งในชีวิตส่วนตัว และชีวิตทำงานของ Sonya มากในเวลาต่อมา Weierstrass ได้เขียนจดหมายแสดงความคิดถึงเธอบ่อย โดยในปี ค.ศ. 1873 ขณะ Weierstrass เดินทางไปพักร้อน เขาได้เขียนจดหมายระบายความคิดว่า เขาอยากให้เธอเดินทางมาเที่ยวชมภูมิประเทศแถบนั้นด้วย เพื่อจะได้สนทนาวิชาการกัน เพราะเวลาที่เธอถามโจทย์ สมองของเขาเสมือนได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน แล้วเราสองคนก็จะวิจัยเรื่อง finite space และโจทย์เกี่ยวกับเสถียรภาพของสุริยะจักรวาล Weierstrass ลงท้ายจดหมายทำนองว่า เขาไม่เคยมีใครที่ทำให้เขาเข้าใจวิทยาศาสตร์ได้มากและดีเท่าเธอ ซึ่งทำให้เขามีความสุขมาก แต่ Weierstrass มักรู้สึกเช่นนี้เพียงข้างเดียว เพราะในบางครั้ง Sonya ไม่ได้ตอบจดหมายของ Weierstrass นานเป็นปี

เมื่อ Weierstrass ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Berlin เขาได้สนับสนุนและให้กำลังใจ Sonya ซึ่งสนใจวิจัยสมการอนุพันธ์ย่อย (partial differential equation) โดยให้เธอไปเรียนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Georgia Augusta เพราะที่นั่นอนุญาตให้ผู้หญิงเรียนถึงระดับปริญญาเอกได้

Sonya เรียนสำเร็จปริญญาเอกระดับเกียรตินิยม ขณะอายุ 25 ปี โดยได้เขียนวิทยานิพนธ์สองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับวิธีการแก้สมการอนุพันธ์ย่อย และเรื่องที่สองเกี่ยวกับรูปทรงของวงแหวนดาวเสาร์ ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวกับกลศาสตร์ของดาวเสาร์นี้ เธอไม่ต้องพึ่งพาความคิดของ Weierstrass เลย

งานวิจัยเรื่องวิธีการแก้สมการอนุพันธ์ย่อยของ Sonya ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Crelle แต่มีนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Augustin Cauchy ซึ่งได้ศึกษาประเด็นที่ Sonya สนใจนี้เหมือนกัน แต่งานพิสูจน์ของ Cauchy ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากสมการอนุพันธ์ย่อยลำดับหนึ่งตามปกติมีตัวแปรอิสระมากมาย และวิธีของ Cauchy เป็นกรณีเฉพาะ ส่วน Sonya เสนอวิธีแก้สมการในกรณีทั่วไป ดังนั้นจึงมีทฤษฎี Cauchy-Kovalevskaya เกิดขึ้นในโลก

ผลงานคณิตศาสตร์เรื่องสมการอนุพันธ์ย่อยนี้ทำให้ Sonya ได้รับการยกย่องจากบรรดานักคณิตศาสตร์ของรัสเซียในเมือง St. Petersburg มาก ถึงกระนั้นเมื่อเธอเดินทางกลับรัสเซีย เธอก็ยังมีปัญหาในการหางานทำ เพราะถึง Sonya จะเป็นด๊อกเตอร์ แต่รัฐบาลก็อนุญาตให้เธอสอนได้เฉพาะระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น

ในปีค.ศ. 1875 Sonya ได้ต้อนรับแขกสำคัญคนหนึ่งชื่อ Mittag – Leffler ผู้เคยเป็นศิษย์ของ Weierstrass เดียวกับเธอ การสนทนาและการทำงานร่วมกับ Sonya ทำให้ Mittag – Leffler หลงใหลและเลื่อมใสในความเป็นสุภาพสตรีที่เฉลียวฉลาดด้านคณิตศาสตร์ของเธอ จึงพยายามหางานให้เธอทำที่มหาวิทยาลัย Helsinki ในฟินแลนด์ซึ่งเขาเป็นศาสตราจารย์อยู่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานให้ Sonya ทำ

ใน ค.ศ. 1878 หลังจากที่ Sonya ได้ให้กำเนิดบุตรสาว ที่มีชื่อเล่นว่า Fufa แล้ว ครอบครัวของเธอเริ่มมีปัญหา เพราะสามีถูกเพื่อนร่วมงานโกงเงิน จนเป็นหนี้ล้นพ้นตัว เขาจึงมีอาการเศร้าซึม ส่วน Sonya ได้ทำงานวิจัยคณิตศาสตร์ต่อ เนื่องจากเธอรู้สึกเสียดายความสามารถที่มี แต่การจะให้งานวิจัยของ Sonya ดำเนินไปได้ ต้องอาศัยความพยายามมาก เธอจึงตัดสินใจไปทำงานวิจัยนอกรัสเซีย โดยการทิ้งสามี และเดินทางไป Berlin กับลูกสาว

เมื่อ Weierstrass พบ Sonya อีกครั้ง เขาได้เสนอโจทย์ใหม่ให้เธอทำวิจัย ในขณะเดียวกัน Mittag – Leffler ก็พยายามหางานถาวรให้เธอทำ

วันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1883 Sonya ได้ข่าวว่าสามีของเธอฆ่าตัวตาย จึงเดินทางกลับรัสเซีย เพื่อจัดการเรื่องมรดกและจัดคนดูแลลูกสาว ในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยในหลายประเทศได้เริ่มยินยอมให้สตรีเป็นอาจารย์ได้แล้ว โดยสวีเดนเป็นประเทศแรกที่ให้โอกาส Mittag – Leffler ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำแห่งมหาวิทยาลัย Hogskola ในกรุงสตอกโฮล์ม ได้ประสบความสำเร็จในการหางานให้ Sonya ทำที่มหาวิทยาลัยนี้ แม้เธอไม่เคยสอนระดับมหาวิทยาลัย และพูดภาษาเยอรมันไม่คล่อง แต่เธอก็สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว บรรดาศิษย์ต่างก็ชื่นชมเธอมาก มหาวิทยาลัยจึงจ้างเธอเป็นเวลา 5 ปี เพราะสวีเดนเป็นประเทศที่ค่อนข้างล้าหลังด้านคณิตศาสตร์ Sonya จึงต้องติดต่อกับนักคณิตศาสตร์ต่างชาติ เพื่อให้งานวิจัยของเธอเดินหน้าได้ตลอดเวลา

ใน ค.ศ. 1886 พี่สาวของ Sonya ล้มป่วย และถูกเนรเทศออกจากรัสเซีย จึงต้องลี้ภัยไปปารีส และเสียชีวิตหลังการผ่าตัด เหตุการณ์นี้ทำให้ Sonya เสียใจที่ต้องสูญเสียพี่สาวไป และรู้สึกเครียดมาก เพราะสัญญาการทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Hogskola ใกล้หมดอายุ แต่เธอยังโชคดีที่ Paris Academy ได้จัดประกวดงานวิจัยชิงรางวัล Bordin โดยกำหนดโจทย์วิจัยให้ศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุแข็งเกร็ง

Sonya ได้เสนอทฤษฎีการเคลื่อนที่ของลูกข่างที่ไม่สมมาตร ซึ่งมีปลายข้างหนึ่งตรึง โดยจุดศูนย์กลางมวลของลูกข่างมิได้อยู่บนแกนสมมาตร เทคนิคที่ใช้แก้สมการการเคลื่อนที่ของระบบนี้ทำให้ Sonya มีชื่อเสียงมาก จนโลกเรียกลูกข่างที่เธอใช้ศึกษาว่า ลูกข่าง Kovalevskaya

การที่ Sonya ได้รับรางวัล Bordin นั้น ทำให้มหาวิทยาลัย Hogskola แต่งตั้งให้เธอดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์อย่างถาวรทันที จากนั้นสุขภาพของ Sonya เริ่มทรุด เธอจึงเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีส แล้วเดินทางกลับสตอกโฮล์ม จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ Genoa ในอิตาลีและหลังจากการกลับจากอิตาลี เธอได้ล้มป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 สิริอายุ 40 ปี การเสียชีวิตในวัยมิควรเช่นนี้ ทำให้ Weierstrass เสียใจมาก จึงได้เผาจดหมายทุกฉบับที่เธอเขียนถึง

ความสำเร็จของ Sonya Kovalevskaya ได้ช่วยทำให้โลกยอมรับความสามารถของสตรี โดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์ ว่าสตรีมีพิเศษความสามารถทางคณิตศาสตร์พอๆ กับบุรุษ

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ความคิดเห็นแรก | Views: 3422

บทความรวมวิทยาศาสตร์ กรกฎาคม 54 PDF พิมพ์

  

สารบัญ

เนื่อเรื่อง

หน้า
LOCKHEED SR-71 BLACKBIRD 14
"ความเคยชิน" พฤติกรรมที่ควรระวัง 19
ยานแอตแลนตีส เตรียมตัวจบ "Final Mission" 20
ยอดวีรบุรุษสุดไฮเทค 24
AFR 4590 เที่ยวบินสุดท้ายของ CONCORDE 26
เพชรอมความลับ เก่าแก่ดึกดำบรรพ์สมัยเม่ือ 2-3 พันล้านปี 27
ของเล่นสุดเจ๋ง!เปลี่ยนมนุษย์เป็นเครื่องดนตรี 29


ความคิดเห็นแรก | Views: 4004

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
วิทยาการ กรกฎาคม 54 ข่าวสด PDF พิมพ์

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิจัยอังกฤษชี้ตั้งสมาธิอ่านหนังสือ ปิดกั้นประสาทการรับฟัง

เหตุใดการอ่านหนังสือสนุกๆ สักเล่ม หรือเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ถึงได้ปิดกั้นความสามารถในการได้ยินของคนเรา นักวิทยาศาสตร์ สถาบันประสาทวิทยา ศาสตร์เชิงปัญญา มหาวิทยาลัยลอนดอนในอังกฤษ ค้นพบว่า เมื่อคนเราพุ่งความสนใจอย่างเต็มที่ไปที่สิ่งใด อาจจะกลายเป็นคนหูหนวกขึ้นมาในบัดดล เนื่องจากประสาทการมองเห็นและได้ยินต้องแบ่งปันกันใช้เนื้อที่สมองซึ่งมีอยู่จำกัดร่วมกัน

ผู้นำการวิจัยชิ้นนี้คือ ศ.นิลลี ลาวี กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า "อาการหูหนวกโดยไม่เจตนา" สิ่งที่น่าวิตกคืออาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เพราะมันอาจเกิดขึ้นขณะเราอ่านหนังสือสนุกสักเล่มจนติดลมหรือมัวก้มหน้าก้มตาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงประกาศบนรถไฟทำให้พลาดสถานีที่ต้องการลง หรือเกิดขึ้นเพราะตั้งอกตั้งใจกดส่งข้อความขณะกำลังเดิน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงรถที่เข้ามาใกล้ หรือพยายามข้ามถนนโดยไม่ได้มองให้ถี่ถ้วน

ในการทดลองกับอาสาสมัคร 100 คน ให้เล่นเกมคอม พิวเตอร์แยกแยะสีและรูปทรง พร้อมกับสวมหูฟังเสียงไปด้วย บางเกมเล่นง่าย อาจจะเพียงแค่บอกความแตกต่างของสี แต่บางเกมก็ยากกว่านั้น โดยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เสียงในหูฟังจะเล่นในโทนที่แปลกไปกว่าเดิม เมื่อจบการทดลอง จะถามอาสาสมัครว่าได้ยินเสียงอะไร พบว่า เมื่อเล่นเกมง่าย มีเพียง 2 ใน 10 คนเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียง แต่เมื่อต้องเล่นเกมที่ยากขึ้น ปรากฏว่ามีถึง 8 ใน 10 คน ที่ไม่ได้ยินเสียงใดเลย นั่นหมายความว่า เมื่อเราพุ่งความสน ใจไปที่อื่น เราอาจจะหูหนวกกับเสียงรอบข้างโดยสมบูรณ์แบบ

ปรากฏการณ์ที่คล้ายกันคือ "ตาบอดโดยไม่เจตนา" มีการทดลองชิ้นหนึ่งที่ให้อาสาสมัครเฝ้าการแข่งขันบาสเกตบอล พบว่า พวกเขาไม่สังเกตเห็นผู้ชายที่สวมชุดกอริลลาเดินตัดหน้าไป เป็นที่ทราบกันดีว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนมักเกิดขึ้นจากการที่ ผู้ขับขี่เสียสมาธิ เสียงต่างๆ เช่น เสียงบีบแตรของรถบรรทุกหรือเสียงกระดิ่งรถจักรยานอาจถูกละเลยไปถ้าผู้ขับขี่กำลังมุ่งความสนใจไปที่การอ่านป้ายสัญญาณจราจรหรือมัวแต่อ่านแผนที่เส้นทางผ่านดาวเทียม จีพีเอส


 

หน้า 2

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กระจกสุดล้ำ!แค่ส่องก็รู้สุขภาพหัวใจ

กลางดึกคืนหนึ่งในปีพ.ศ.2552 หมิง จื่อโผ และแดน แม็กดัฟ เพื่อนร่วมห้อง ทั้งคู่เป็นนักศึกษาสถาบันเอ็มไอที หรือสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์อันโด่งดัง และทั้งคู่ได้ร่วมกันพัฒนาการใช้กล้องเว็บแคมที่ติดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งขณะนั้นทั้งจื่อโผ และแม็กดัฟ หวังจะสร้างเครื่องตรวจวัดชีพจรอย่างง่ายเพื่อใช้ในการตรวจสภาพคนไข้ถูกไฟคลอก และเด็กทารก หรือเพื่อเน้นการใช้งานนอกสถานที่และตัดอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสกับคนไข้ออกไปนั่นเอง แต่ทว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นตอนนั้นยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์

หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน หมิง จื่อโผ และแม็กดัฟ ร่วมกันพัฒนาโปรแกรมดังกล่าวเข้ากับกระจกเงาชนิดสองทาง จากนั้นติดตั้งเว็บแคมไว้ภายในซึ่งส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่ซ่อนไว้ ก็จะได้กระจกเงาที่เมื่อส่องแล้วผู้ใช้สามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ โดยหลักการทำงานก็คือ ตัวกล้องจะจับการ "กระเพื่อม" ของแสงตกกระทบซึ่งเกิดจากเส้นเลือดของเราเต้นตามจังหวะแรงดันของหัวใจนั่นเอง ที่สำคัญค่าที่อ่านได้จะแสดงให้เห็นกันบนกระจกต่อหน้าผู้ใช้งานดุจดังที่เราเคยเห็นกันในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ทั้งหลาย

ทุกวันนี้ทั้งสองคนพยายามเพิ่มความสามารถในการอ่านค่าข้อมูลร่างกายมนุษย์ชนิดอื่นๆ เช่น อัตราการหายใจ หรือแม้แต่ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

หน้า 3

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


 

ฟ้อง"กูเกิ้ล"ล้วงความลับ

เว็บไซต์เอ็นแกดเจ็ตรายงานระบุ บริษัทเปย์พาล (paypal) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการชำระค่าสินค้าออนไลน์ของอีเบย์ ประ กาศฟ้องร้องบริษัทยักษ์ใหญ่ "กูเกิ้ล" แล้ว โดยกล่าวหาว่า กูเกิ้ลละเมิดพันธกรณีตามสัญญาว่าด้วยการเปิดเผยความลับทางการค้า ในวันเดียวกับที่ทางกูเกิ้ลเพิ่งประกาศให้บริการที่เรียกว่า "วอลเล็ต" อันเป็นความร่วมมือกันของทั้งสองบริษัท

ที่มาของเรื่องดังกล่าวก็คือ ทางเปย์พาลอ้างว่า นายโอซามา เบเดียร์ และสเตฟานี ไทเลเนียส อดีตสองผู้บริหารของเปย์พาล ซึ่งลาออกจากบริษัทไปทำงานในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้กูเกิ้ลนั้น นำความลับของอดีตที่ทำงานตนไปเปิดเผยให้กับกูเกิ้ลทราบ ซึ่งผิดสัญญากับที่เคยตกลงกันไว้เมื่อครั้งทำงานให้เปย์พาลนั่นเอง และที่สำคัญกูเกิ้ลยังส่งบุคคลทั้งสองมารับผิดชอบการให้บริการวอลเล็ตอันใหม่นี้อีกด้วย

 


อินสตาแกรม "แอพ"ร้อนแห่งปี


คอลัมน์ หมุนก่อนโลก

แอพพลิเคชั่นสำหรับ "ไอโฟน" ที่ต้องนับว่ามาแรงแซงโค้งสุดๆ ในรอบปีที่ผ่านมา ก็คือ

Instagram (อินสตาแกรม)

ที่อยู่เว็บไซต์ http://instagr.am

เป็นแอพฯ หรือ โปรแกรมเสริม เปิดให้บริการดาวน์โหลดใช้ฟรีบนไอโฟน

วัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์-ดัด แปลง "ภาพถ่ายดิจิตอล" ในไอโฟนให้กลายเป็นภาพในมุมมองใหม่ๆ มีสีสันใหม่ๆ

อินสตาแกรม เริ่มเปิดบริการครั้งแรกเมื่อเดือนต.ค. ปีก่อนนี่เอง

เกิดจากความคิดริเริ่มของสองหนุ่ม เควิน ไซสตรอม กับ ไมกŒ เครเกอร์ ศิษย์เก่า ม.สแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา

สร้างสถิติเป็นแอพฯ บริการแบ่งปันรูปภาพเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีฐานสมาชิกเติบโตเร็วสูงสุดในโลก

โดยหลังจากเปิดให้บริการวันแรกจนถึงวันนี้ผ่านไป 7 เดือน ก็มีสมาชิกกว่า 4.25 ล้านรายทั่วโลก

และในทุกๆ เดือนยอดสมาชิกจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.2 ล้านคน

ระบบการทำงานของอินสตาแกรม เปิดโอกาสให้เราเลือกใช้ "ฟิลเตอร์" 11 ชนิด

เปลี่ยนโทนสี

เปลี่ยนอารมณ์

เปลี่ยนกรอบ

เปลี่ยนขอบของรูปภาพต่างๆ ได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ

จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ ทำให้คนชอบถ่ายภาพรู้สึก "สนุก" เวลาแต่งเติมแก้ไขภาพดั้งเดิมที่ถ่ายเอาไว้

จากนั้นก็สามารถแบ่งปันรูปภาพที่ผ่านฟิลเตอร์ดังกล่าว ไปโชว์บนชุมชนอินสตาแกรมออนไลน์

ล่าสุด อินสตาแกรมเวอร์ชั่นใหม่ 1.8 ได้ปรับปรุงระบบการ "คอมเมนต์" ภาพต่างๆ ให้สะดวกขึ้นอีกด้วย

คนชอบทดลองตกแต่งภาพถ่ายไม่ควรพลาดด้วยประการ ทั้งปวง


ห้ามรบกวน


เอิ๊กอ๊ากอินเตอ

แมวหน้ายู่ชื่อ 'มิสเตอร์ปิ๊ป' ตัวนี้ โรส เอาจ์ตัน คุณนายผู้เป็นเจ้าของบอกว่า มันเกลียดเสียงดัง เกลียดฟุตบอล แถมวันไหนอากาศไม่ดีก็หงุดหงิดอีก ที่ร้ายที่สุดคือ ต่อให้มันอารมณ์ดี ก็ไม่มีใครดูออก!!

คุณนายเลยเพนต์คำว่า ห้ามรบกวนไว้ที่บ้านน้อยให้มัน

ยิ่งตอนช่างภาพเดลี่เมล์ขอถ่ายรูป มันยิ่งทำหน้ายู่ยี่หนักขึ้นไปอีก

เหมือนจะบอกว่า ห้ามรบกวนหนะ เข้าใจกันมั่งดิ...แง้วววว

 

หน้า 4

วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กรมวิทยาศาสตร์บริการครบ120ปี มุ่งเพิ่มนักวิทย์ให้ประเทศ



กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่พ.ศ.2434 ถึงตอนนี้มีอายุครบ 120 ปีแล้ว และเมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน 飐 ปี กรมวิทยาศาสตร์บริการ แหล่งรวมความเชี่ยวชาญ ร่วมสร้างเศรษฐกิจอาเซียน' โดย ดร.วีระชัยกล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อาจจะเป็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็ดี ซึ่งจะต้องมีการปรึกษาหารือกับภาคเอกชนว่าต้องการสิ่งใดบ้าง เนื่องจากในยุคต่อไปนี้การแข่งขันจะเน้นกันที่เรื่องของคุณภาพมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะทำให้งานของทางกรมมีความสำคัญมากขึ้น เพราะจะมีสินค้าไหลเข้าออกจำนวนมาก ซึ่งการที่หน่วยงานนี้มีอายุมากถึง 120 ปี นับว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เก่าแก่มากที่สุดของไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ทางกรมได้ดำเนินการมานั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

"งานของกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้นเหมือนกับการปิดทองหลังพระ ผู้คนทั่วไปมักจะได้รับรู้ถึงบทบาทของกรมก็ต่อเมื่อเกิดเหตุสินค้าไทยขายไม่ออกในต่างประเทศ หรือว่าสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศมีปัญหาเรื่องคุณภาพ" ดร.วีระชัยกล่าว

นอกจากนี้ ดร.วีระชัยยังระบุอีกว่า นักวิจัยไทยในปัจจุบันนั้นมีน้อยเพียงร้อยละ 0.2 ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ซึ่งทางกระทรวงมีเป้าหมายเพิ่มให้ได้ถึงร้อยละ 1 ของจีดีพี ภายใน 5 ปี ส่วนผู้ที่จะเรียนต่อไปเป็นนักวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะมาทำงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับประเทศชาติยังมีค่อนข้างน้อย เฉลี่ยแล้วประมาณ 6-7 คน ต่อประชากร 10,000 คนเท่านั้น ซึ่งทางกระทรวงมีเป้าหมายจะเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 15 คน ในอัตราส่วนดังกล่าว

วิจัยชี้ผู้ป่วย'เบาหวาน'ทั่วโลกเพิ่มขึ้น2เท่า!

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และฮาร์วาร์ด เผยผลการศึกษาลงในวารสารแลนเซตว่า จากการวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคนอายุ 25 ปีขึ้นไปจำนวน 2.7 ล้านคนทั่วโลกเพื่อนำมาประเมินความชุกของเบาหวาน พบว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 153 ล้านคนในปี 2523 เป็น 347 ล้านคนในปี 2551 แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากน้ำตาลในเลือดสูงและเบาหวานราว 3 ล้านคนจากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไต เส้นประสาทและตาเสียหาย

นักวิจัยยังพบว่า สองปัจจัยหลักที่ทำให้ทั่วโลกมีคนเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นคือ การมีอายุขัยยืนยาวขึ้นและมีน้ำหนักตัวมากขึ้นโดยเฉพาะในสตรี แนวโน้มนี้สวนทางกับการมีความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลสูงที่ลดลงในหลายภูมิภาค เบาหวานเป็นโรคที่ป้องกันและรักษายากกว่าความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลสูง

ด้านนายมาจิด เอสซาติ หนึ่งในคณะวิจัยกล่าวว่า โรคเบาหวานกำลังกลายเป็นโรคที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก โดยในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากที่สุด คณะผู้วิจัยได้เรียกร้องให้มีวิธีการตรวจหาและการรักษาโรคเบาหวานที่ดีกว่านี้เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโรคดังกล่าว

ผุด'กูเกิ้ลพลัส'ท้าสู้เฟซบุ๊ก

โซเชียลเน็ตเวิร์ก' เป็นตลาดสำคัญที่บริษัทไอทีทั้งหลายไม่สามารถมองข้ามได้ ล่าสุดก็ถึงตาของกูเกิ้ล ที่เพิ่งเปิดตัวกูเกิ้ล พลัส (Google+) เมื่อเร็วๆ นี้ คาดกันว่าในช่วงเริ่มแรกกูเกิ้ลพลัสจะมีหน้าตาคล้ายกับเฟซบุ๊ก โดยมีภาพแสดงโปรไฟล์ และการขึ้นข่าวสารต่างๆ บนหน้าหลัก แต่ทั้งนี้ก็มีส่วนที่แตกต่าง เช่น เพื่อนของผู้ใช้ หรือข้อมูลการติดต่อจะถูกจัดกลุ่มอยู่ในวงกลมเฉพาะที่เลือกไว้ให้แสดงผล

ทำให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการกับข้อมูลการติดต่อกับคนในกลุ่มที่แตกต่างกันได้ เช่น สมา ชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนร่วมโรงเรียน และยังสามารถแลกเปลี่ยนภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือข้อมูลอื่นๆ ได้ภายในกลุ่มเฉพาะเท่านั้น

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งของกูเกิ้ลพลัสคือ ความเป็นส่วนตัว โดยข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการแสดงความเห็นของเจ้าของหน้าเว็บจะไม่ถูกโชว์ขึ้นเว็บให้คนทั่วไปเห็น แต่จะกำหนดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น กูเกิ้ลพลัสเริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในจำนวนจำกัดตั้งแต่วันอังคารที่ 28 มิ.ย. แต่ยังไม่ระบุวันเปิดตัวที่คนทั่วไปสามารถใช้งานอย่างเป็นทางการ

 

เพาะเนื้อเทียมทำเบอร์เกอร์

เดลี่เมล์รายงานว่า มาร์ก โพสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยา จากมหาวิทยาลัยมาสทริชต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ วิจัยสร้างเนื้อบดเบอร์เกอร์ทดแทนสำหรับโลกอนาคต ด้วยการนำเนื้อเยื่อจากวัวสุขภาพดีมาสังเคราะห์และสกัดแยกสเต็มเซลล์ จำนวน 10,000 ตัวอย่าง เพาะเลี้ยงในห้องปลอดเชื้อ เพื่อให้เติบโตและเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์สมบูรณ์แบบ ก่อนนำเข้าสู่เครื่องกำเนิดสภาวะกดดัน สร้างกล้ามเนื้อให้แก่เซลล์ทดลองเหล่านี้ ที่เหลือก็แค่บดเส้นใยกล้ามเนื้อเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อบด วัตถุดิบหลักในอาหารยอดนิยมอย่างแฮมเบอร์เกอร์

ความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์จาก ม.มาสทริชต์ในครั้งนี้คล้ายกับการทดลองสร้างสันในหมู ของมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันเมื่อปี 2552 และการผลิตชิ้นปลาเลียนแบบจากเนื้อเยื่อปลาทอง ที่ห้องแล็บในนิว ยอร์กเป็นผู้ริเริ่มขึ้น แม้เนื้อเทียมรสชาติจะไม่เหมือนเนื้อแท้ๆ แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผู้คนจะค่อยๆ คุ้นเคยรสชาติใหม่ หากจำเป็นต้องบริโภคเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อเยื่อเพียง 10 สเต็มเซลล์สามารถผลิตเนื้อเทียมได้มากกว่า 50,000 ตัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน แถมยังช่วยลดการใช้พลังงานราวๆ ร้อยละ 35-60 ลดพื้นที่สูญเปล่าในการทำปศุสัตว์ถึงร้อยละ 98 ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกมากถึงร้อยละ 80-95 และยังมีส่วนดีตรงที่ไม่ต้องบาปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกด้วย คาดว่าเนื้อเทียมชิ้นแรกจะพร้อมให้ผู้ที่ชื่นชอบเนื้อได้ลองลิ้มชิมรสชาติในอีก 1 ปีข้างหน้านี

แท็บเล็ตคุณหนู

บริษัทลีปฟลอก เปิดตัวลีปแพด (LeapPad) แท็บเล็ตสำหรับเด็ก เน้นความคงทน มีหน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ด้านหลังติดกล้องใช้ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอได้ หน่วยความจำ 2 GB ราคาประมาณ 3,000 บาท (leapfrog.com)

หน้า 5

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เขาบอกว่าไอโฟน5 น่าจะวางตลาดก.ย.นี้?

หมุนก่อนโลก

เป็นคำถามฮอตฮิตจริงๆ ว่า

เมื่อไหร่ค่ายแอปเปิ้ล สหรัฐอเมริกา จะออกสมาร์ทโฟน "ไอโฟน 5"?

วันนี้ขอตอบรวมรวบยอดเลยนะครับ

ข่าวจากสื่อตะวันตกสำนักใหญ่ เช่น การ์เดียน และบลูมเบิร์ก รวมถึงบริษัทวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีชื่อดัง โนมูระ ซีเคียวริตีส์ บอกเอาไว้ว่า

"ไอโฟน 5" มีแนวโน้มสูงที่จะออกวางตลาดประมาณเดือนกันยายน 2554 นี้แหละ

ส่วนจะใช้ชื่อ "ไอโฟน 5" หรือ "ไอโฟน 4 จี" หรือ "ไอโฟน 4 เอส" ก็ยังต้องรอดูกันต่อไป

เหตุที่วิเคราะห์เช่นนี้ก็เพราะสื่อต่างประเทศไปได้ข้อมูลวงในจากกลุ่มซัพพลายเออร์ที่รับออร์เดอร์ผลิตชิ้นส่วนต่างของไอโฟนใหม่ให้กับค่ายแอปเปิ้ล

สเป๊กเบื้องต้นว่ากันว่า "ไอโฟน 5" จะมีขนาดพอๆ กับ "ไอโฟน 4" ที่วางขายกันอยู่ในขณะนี้

แต่ "หน้าจอ" อาจใหญ่ขึ้น หรือกว้างขึ้น

นอกจากนั้น จะเพิ่มขุมพลังประมวลผลเป็นโปรเซสเซอร์ "เอ 5" เหมือนกับที่ใช้ในแท็บเล็ต "ไอแพด 2"

ส่วน "กล้อง" เพิ่มค่าความละเอียดเป็น 8 เมกะพิกเซล จากเดิมไอโฟน 4 อยู่ที่ 5 เมกะพิกเซล

ระบบปฏิบัติการ (โอเอส) ใช้ตัวใหม่ของแอปเปิ้ล นั่นคือ "iOS5"

แล้วก็มีระบบเชื่อมต่อข้อมูลกับ "iCloud" ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการถ่ายโอนข้อมูลทั้งหลายแหล่ผ่านคอมพิวเตอร์

หมายความว่า สามารถถ่ายโอนข้อมูลผ่านเซิร์ฟเวอร์ของแอป เปิ้ลในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปเลย

สนนราคา ประเมินว่าน่าจะตั้งไว้เท่ากับ หรือใกล้เคียงกับ "ไอโฟน 4" ไม่แพงกว่านั้นมากนัก

ปัจจุบัน ไอโฟนของแอปเปิ้ลครองส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ 3

ตามหลังระบบสมาร์ทโฟนโอเอสซิมเบียนของโนเกีย และ แอนดรอยด์ของหลากหลายยี่ห้อ

รอดูกันว่า "ไอโฟน 5" จะสร้างปาฏิหาริย์ ทำให้แอปเปิ้ลขยับแซงหน้าได้สำเร็จหรือไม่!?

 

หน้า 6

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดูภาพยนตร์สามมิติได้ไม่ต้องง้อแว่น แค่ติดฟิล์ม"Pic3D"ที่หน้าจอ

ถึงแม้กระแสของอุปกรณ์อัจฉริยะหรือสมาร์ทแก๊ดเจ็ต ที่มุ่งเน้นการต่อออนไลน์ จะเริ่มเข้ามาตีตลาดอุปกรณ์ประเภทสามมิติ จนกระแสเริ่มเบาลงไม่เหมือนกับเมื่อปี 2553 ที่ทุกอย่างล้วนมุ่งหาคำว่า 3D มาต่อท้าย

แต่ก็ใช่ว่าเทคโนโลยีด้านนี้จะพัฒนาน้อยลง แถมล่าสุดมีการทำให้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อบริษัทผลิตเลนส์จากญี่ปุ่นที่ชื่อ "โกลบอล เวฟ" (Global Wave) ออกสินค้าชิ้นใหม่ในรูปของฟิล์มที่ใช้ติดหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ ก็จะทำให้เราได้หน้าจอสามมิติทันที โดยไม่ต้องใช้แว่นตาเฉพาะแต่อย่างใด โดยผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มีชื่อว่า "พิกทรีดี" หรือ Pic3D นั่นเอง

ข้อมูลจากเว็บไซต์กิซแม็กเผยว่า ฟิล์มพิกทรีดี ที่ใช้ปิดทับบนหน้าจอจะสามารถส่งผ่านแสงสว่างให้ผ่านออกมาได้ถึง 90% ในขณะที่ยังสามารถกระจายแสงออกเป็นมุมกว้าง 120 องศาไปบนแผงกั้น เพื่อให้เห็นภาพที่แตกต่างกันด้วยเทค นิคที่เรียกว่าพาราแล็กซ์ บาเรียร์ ซึ่งในการที่จะมองเห็นภาพที่แสดงผลเป็นสามมิติ ภาพนั้นๆ จะต้องถูกเล่นผ่านตัวเล่นที่รองรับอุปกรณ์ชิ้นนี้เท่านั้น

ฟิล์มรูปเลนส์ของพิกทรีดี มีขนาดของฟิล์มตั้งแต่ 12.1 นิ้ว 21.5 นิ้ว และ 23 นิ้ว มีราคาประมาณ 750-5,700 บาท โดยจะวางตลาดในเดือนสิงหาคม ศกนี้ สำหรับข้อดีของการใช้ฟิล์มพิกทรีดีคือ ผู้ใช้สามารถลอกออก และติดกลับเข้าไปใหม่เมื่อต้องการได้ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันหน้าจอเป็นสองเท่าอีกด้วย

พบคนป่ากลุ่มใหม่กลางอเมซอน

รัฐบาลบราซิลแถลงต่อสื่อมวลชนว่า ดาวเทียมของทางการได้จับภาพกลุ่มคนป่ากว่า 200 คน ที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกของป่าอเมซอนไว้ได้ โดยพบบริเวณที่โล่งขนาดใหญ่ 3 แห่งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้กับพรมแดนเปรู

แต่สัญญาณที่ว่ามีคนป่าอาศัยอยู่บริเวณนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังตัวแทนรัฐบาลท้องถิ่นใช้เครื่องบินสำรวจจนพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนป่า ซึ่งสาเหตุที่ต้องใช้เครื่องบินในการสำรวจก็เพื่อไม่ให้ไปรบกวนการดำรงอยู่ของกลุ่มคนป่าเหล่านี้นั่นเอง

แม้บราซิลจะไม่มีนโยบายในการติดต่อกับกลุ่มคนป่าเหล่านี้ แต่ก็ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคนป่าเหล่านี้จากการรุกล้ำเข้ามายังที่ดินของพวกเขาของกลุ่มนายทุน ซึ่งตัวแทนของรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า "กลุ่มฟูไน" ประเมินว่า น่าจะมีคนป่ารวม 68 กลุ่มอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำอเมซอน โดยอาศัยอยู่ในบ้านมุงหลังคาฟาง 4 หลัง และปลูกข้าวโพด กล้วย ถั่ว และพืชอื่นๆ ไว้เพื่อดำรงชีวิต

นายฟาบริซิโอ อโมริม ผู้ประสานงานของกลุ่มฟูไนประจำเขตเวลโดโจวารี่ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การระบุตัวตนและการปกป้องคนป่าเหล่านี้ คือหนึ่งในนโยบายสาธารณะของรัฐบาลบราซิล ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างมีระเบียบขั้นตอนอยู่หลายปี จึงจะยืนยันถึงตัวตนของพวกเขาเหล่านี้ได้

นั่นทำให้บราซิลค้นพบคนป่ากลุ่มใหม่อีก 8 กลุ่ม เพิ่มเติมจากเดิมที่เคยสำรวจพบแล้ว 14 กลุ่ม และพบประชากรคนป่าเพิ่มอีกราว 2,000 คนจากการสำรวจครั้งนี้

นายอโมริมแสดงความกังวลว่า ปัจจุบันวัฒนธรรม ตลอดจนการดำรงชีวิตของคนป่าเหล่านี้ ถูกคุกคามด้วยการประมงแบบผิดกฎหมาย การล่าสัตว์ และการทำเหมืองแร่ ในพื้นที่ ตลอดจนการตัดไม้ทำลายป่าโดยเกษตรกร และการค้ายาเสพติดตามแนวพรม แดนของบราซิล นอกจากนี้ การสำรวจน้ำมันบริเวณลุ่มแม่น้ำอเมซอนของประเทศเปรูก็มีส่วนทำให้ความสมดุลของพื้นที่นี้เริ่มเสียไปเช่นกัน

แม้จะมีภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ชนพื้นเมืองของบราซิลก็ยืนยันที่จะรักษาภาษา และขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของพวกเขาต่อไป โดยจากรัฐธรรมนูญบราซิลฉบับ พ.ศ.2531 ที่จะปักปันเขตแดนในพื้นที่ของบรรพบุรุษ และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของคนเผ่าภายใน 5 ปี

ซึ่งนั่นทำให้ปัจจุบัน 11% ของพื้นที่ในประเทศบราซิล และเกือบ 22% ของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอเมซอนได้กลายสภาพเป็นพื้นที่ของชนเผ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หน้า 7

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขาจักรกล

นายฮิโรมาสะ ฮาระ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ โชว์ความสามารถของขาจักรกล

ขาจักรกล - นายฮิโรมาสะ ฮาระ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ โชว์ความสามารถของขาจักรกล หรือเครื่องมือเพิ่มพลังให้กับอวัยวะ (Hybrid Assisted Limb : HAL) ซึ่งพัฒนาจนใกล้สำเร็จใช้งานได้จริง มีประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้พิการ หรือช่วยในการขนของหนัก (เอเอฟพี)

นายฮิโรมาสะ ฮาระ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ โชว์ความสามารถของขาจักรกล หรือเครื่องมือเพิ่มพลังให้กับอวัยวะ (Hybrid Assisted Limb : HAL) ซึ่งพัฒนาจนใกล้สำเร็จใช้งานได้จริง มีประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้พิการ หรือช่วยในการขนของหนัก (เอเอฟพี)

 

หน้า 8

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อียูแฉเมล็ดพืชอียิปต์ต้นตอ'อี.โคไล'ระบาด เตือนกินผักสุก-งดกินทั้งเปลือก

กระแสความตื่นกลัวเชื้ออี.โคไล แบคทีเรียร้ายสายพันธุ์ใหม่ ยังคงคุกคามพลเมืองโลกนับตั้งแต่เกิดการระบาดหนักที่เยอรมนีจนมีผู้เสียชีวิต 48 ราย และติดเชื้อกว่า 4,000 คน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอีกในฝรั่งเศส

ประเทศในยุโรปโทษกันไปมาว่าชาติใดเป็นต้นตอแพร่เชื้อซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย เม็ดเลือดแดงแตก ถ่ายเป็นเลือดและไตวายกระทั่งเสียชีวิต ทีแรกเยอรมนีโทษว่าเชื้อมาจากแตงกวานำเข้าจากสเปน ทำให้สเปนโกรธเคืองเนื่องจากกระทบต่อตลาดค้าผัก จนภายหลังเยอรมนีตรวจพบเชื้อในฟาร์มผักของตัวเอง ต้นตอมาจากถั่วงอก แต่พยายามเสริมว่าเมล็ดผักเหล่านี้นำเข้ามาจากหลายประเทศ

ล่าสุดศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งสหภาพยุโรปออกราย งาน ชี้ว่า เชื้ออี.โคไล อาจมาจากเมล็ดผักของอียิปต์ แม้จะยังมีความไม่แน่ชัดอยู่มาก แต่เมล็ดเฟนยูกรีกจากอียิปต์ที่นำเข้าระหว่างปี 2552-2553 อาจอยู่เบื้องหลังการระบาดของโรคนี้

เฟนยูกรีกเป็นพืชสมุนไพรขนาดเล็ก ใช้ปรุงแต่งอาหาร โดยใช้ใส่ในแกงและใช้เป็นยา ยุโรปนำเข้าเมล็ดพืชนี้จากอียิปต์และนิยมกินในรูปเมล็ดพืชเพาะงอก คล้ายที่คนเอเชียกินถั่วงอก ในช่วงที่กระแสการกินอาหารอินทรีย์ ที่ปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง กระทั่งไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและกระแสการกินอาหารสดๆ โดยเฉพาะสลัดที่ใช้ถั่วงอกกำลังมาแรงในยุโรป

คนไข้เกือบทั้งหมดของเชื้ออี.โคไลอยู่ในเยอรมนีหรือเดินทางไปเที่ยวที่นั่น นอก จากนี้ ยังพบคนไข้ในแคว้นบอร์โดซ์ของฝรั่งเศส จึงสันนิษ ฐานได้ว่า เชื้อดังกล่าวมาจากอียิปต์น่าจะระบาดผ่านบริษัทส่งออกเมล็ดพืชของอังกฤษ

เชื้ออี.โคไล พันธุ์นี้ถูกเรียกขานว่า สายพันธุ์ 飀' มีความสามารถในการสร้างกาวเหนียว ทำให้เชื้อเกาะติดหนึบกับอุจจาระหรืออาหาร เช่น เมล็ดพืช เปลือกผัก เปลือกผลไม้ ใบไม้ได้ดี ซึ่งล้างออกยากมาก

รายงานดังกล่าวเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดขึ้นอีกทั้งในยุโรปและทั่วโลก แนะวิธีป้องกันตัวให้ประ ชาชนเลือกกินอาหารสุก ผักสุก แทนอาหารสดในช่วงที่มีการระบาด ใช้ฟองน้ำล้างจาน ใช้น้ำยาล้างจานฟอกผิวไข่ เปลือกผลไม้ และปอกเปลือกผลไม้แทนการกินผลไม้ทั้งเปลือก

 

ญี่ปุ่นผุด'หม้อสนาม'ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนยามฉุกเฉิน

คนญี่ปุ่นเป็นต้นตำรับของการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากภัยแผ่นดินไหวและ สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมาเป็นแรงบันดาลใจ ในการประดิษฐ์ 'ฮัต ซูเดน นาเบะ' อุปกรณ์สำหรับใช้ในภาวะฉุก เฉิน นอกจากใช้เป็นภาชนะปรุงอาหารยังช่วยชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ทั้งหลายที่ใช้การไม่ได้เพราะไม่มีไฟฟ้าในช่วงเวลายากลำบากด้วย

นายคาสุฮิโร ฟูจิตะ ประธานบริษัททีอีเอส นิว เอเนอร์จี เมืองโอซาก้า กล่าวว่า มันคือหม้อสนามใช้ต้มน้ำร้อน หรือปรุงอาหารได้ด้วยเตาถ่าน ก้นหมอเป็นแผ่นเซรามิกเก็บความร้อนซึ่งจะแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าจากค่าความต่างอุณหภูมิระหว่าง 550 องศาเซลเซียส ส่วนน้ำในหม้อมีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

เมื่อต้องการใช้งาน สามารถนำอุปกรณ์เสริมสายยูเอสบี ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาเชื่อมต่อได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไอโฟนหรือสมาร์ทโฟนอื่นๆ หม้อจะชาร์จไฟฟ้าให้พร้อมไปกับที่ปรุงอาหารให้ด้วย


'ไบโอลอยด์'หุ่นยนต์มีผิวหนัง

ไบโอลอยด์ โรบอต เป็นหุ่นยนต์ที่รับรู้สัมผัสต่างๆ ได้ ผลงานของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิว นิกในเยอรมนีที่ทุ่มเทเวลาและมันสมองพัฒนาผิวหนังเทียมสำหรับหุ่นยนต์ขึ้นมาจนสำเร็จ

ผิวหนังเทียมประกอบขึ้นจากแผ่นรับความรู้สึกรูปหกเหลี่ยม เนื่องจากเป็นรูปทรงที่ง่ายต่อการแปะติดลงไปบนช่วงเว้า-โค้งบนแขนหุ่นยนต์ แต่ละแผ่นมีขนาด 5 ตารางเซนติเมตร มีแผงวงจรไฟฟ้าฝังอยู่ ประกอบด้วยตัวเซ็นเซอร์ระบบอินฟราเรด 4 ตัว ที่จะตรวจจับสิ่งที่เข้ามาใกล้ในระยะน้อยกว่า 1 เซนติเมตร

ฟิลิป มิตเทนดอร์เฟอร์ ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า หุ่นยนต์ที่มีผิวหนังเทียมไม่เพียงจะอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ยังรับรู้สัมผัสได้ด้วยตัวเอง เช่น เมื่อหุ่นยนต์ชนกับวัตถุ สมองกลจะสั่งการให้ดวงตาเทียมค้นหาเป้าหมาย ทีมวิจัยยังติดตั้งเซ็นเซอร์รับอุณหภูมิอีก 6 ตัวและมาตรความเร่งให้หุ่นยนต์ให้สั่งการขยับแขนขาได้อย่างแม่นยำและเรียนรู้ว่าร่างกายส่วนไหนของมันกำลังขยับ

นิ้ว'เปื่อย'กลไกหยิบจับในน้

การอาบน้ำนานๆ โดยเฉพาะน้ำร้อนทำให้นิ้วเปื่อย คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า เกิดจากผิวหนังดูดซับน้ำเข้าไปมาก เนื่องจากร่าง กายคนไม่ได้ออกแบบมาให้อยู่ในน้ำ แท้จริงแล้วการที่ผิวหนังเปื่อย เป็นกระบวนการเอาตัวรอดตามธรรมชาติในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำ เพื่อให้เราหยิบจับและเกาะกับพื้นผิวได้ดี

ทีมวิจัยจากรัฐไอดาโฮ สหรัฐ ค้นพบว่า มนุษย์วิวัฒนาการกลไกนี้ตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน รอยยับย่นที่ขยายตัวบนนิ้วทำหน้าที่เหมือนดอกยางล้อรถ ให้น้ำไหลผ่านสะดวกและช่วยให้หยิบจับได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในน้ำ

มาร์ก ชานกิซี ผู้นำการวิจัยกล่าวกับนิตยสารเนเจอร์นิวส์ว่า นิ้วที่เส้นประสาทเสียหายจะไม่เปื่อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์นิ้วเปื่อยควบคุมด้วยระบบประสาทมากกว่าจากปัจจัยภายนอก

อย่างไรก็ตาม ซื่อ เฉิน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อ้างว่า รอยยับย่นบนนิ้วเกิดจากเส้นเลือดบีบตัวเมื่อเจอน้ำร้อน ทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังหดตัวด้วย แต่ทฤษฎีของเฉินไม่ได้อธิบายว่าทำไมนิ้วถึงเปื่อยแม้แต่ในน้ำเย็น

 

คนไข้เสมือน

นี่คือหุ่นยนต์ฮานาโกะ 2 ที่ทีมวิจัยจากญี่ปุ่นพัฒนาต่อยอดจากฮานาโกะ 1 เมื่อปีก่อน เพื่อให้ทันตแพทย์ได้ฝึกฝนการถอนฟัน มีลักษณะทุกอย่าง โดยเฉพาะอวัยวะในช่องปากเหมือนคนจริงๆ (medgadget.com)
 

หน้า 9

วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


'ร้านค้าเสมือน' เพิ่มยอดขายสินค้า

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

ล่าสุดนี่ 'เทสโก้' ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้เริ่มทดลองปรับกลยุทธ์เพิ่มยอดขายในตลาด 'เกาหลีใต้'

โดยนำเอาเทคโนโลยี 'เวอร์ชวล สโตร์' (ร้านค้าเสมือน), คิวอาร์โค้ด และแอพลิเคชั่นบนมือถือสมาร์ทโฟน มาควบรวมเข้าด้วยกัน

เพื่อช่วยให้ประชาชนเกาหลีใต้ ผู้ใช้บริการรถไฟใต้ดิน (ซับเวย์) สามารถสั่งซื้อสินค้าจากเทสโก้ได้ง่ายๆ ขณะยืนรอรถไฟอยู่นั่นเอง

สำหรับห้างเทสโก้ในเกาหลีใต้นั้น เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 'โฮมพลัส'

ปัจจุบันครองสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกเป็นอันดับ 2 ในแดนกิมจิ

ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารโฮมพลัสจึงพยายามคิดหาวิธีเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนสร้าง 'สาขา' ใหม่

ผลลัพธ์ที่ได้ก็อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนั่นแหละครับ คือ ระบบเวอร์ชวล สโตร์ ซึ่งติดตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน

วิธีการทำงานของระบบ ระบบนี้เอาเข้าจริงไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่

เริ่มจากทีมโฮมพลัส นำเอาภาพผลิตภัณฑ์-สินค้าต่างๆ ซึ่งมีรหัส 'คิวอาร์โค้ด' กำกับเอาไว้ไปติดบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน

ส่วนลูกค้าที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว ก็ต้องลงโปรแกรมเสริม หรือ 'แอพลิเคชั่น' สั่งซื้อของออนไลน์ของโฮมพลัสไว้ใน 'สมาร์ทโฟน' ของตัวเอง

ทีนี้สมมติว่าช่วงเช้า ขณะกำลังยืนรอรถไฟใต้ดิน ถ้าใครอยากซื้อสินค้าตัวไหน ก็เพียงเอากล้องมือถือไปส่องตรง 'คิวอาร์โค้ด' แล้วกดถ่ายภาพ

จากนั้นแอพฯ โฮมพลัส จะแจ้ง 'ยอดสั่งซื้อ' ผ่านเครือข่ายอิน เตอร์เน็ตไร้สายไปยังระบบคอมพิวเตอร์โฮมพลัสทันที

หลังสั่งซื้อเสร็จ ลูกค้าก็แจ้งรายละเอียดลงไปบนแอพฯ ด้วยว่า

ต้องการให้พนักงานโฮมพลัสนำสินค้าที่สั่งซื้อมาส่งให้ที่ไหน-เมื่อไหร่-เวลาใด

เท่ากับว่า ด้วยบริการเวอร์ชวล สโตร์ นี้ ช่วยให้ลูกค้าโฮมพลัสเกาหลีใต้ประหยัดเวลาจับจ่ายข้าวของไปได้มาก

ทั้งยังไม่ต้องเดินทางไปที่ห้างให้เปลืองน้ำมันรถ หรือเปลืองค่าเดินทางไปกลับ

อันที่จริง เทสโก้ใช้ระบบสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพฯ ในอังกฤษอยู่แล้ว แต่สำหรับเกาหลีใต้เป็นพัฒนาการที่ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น

ท่านผู้อ่านที่สนใจดูคลิปวิดีโออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองเข้าไปเว็บ youtube.com

พิมพ์คำค้นว่า Tesco Homeplus Virtual Subway Store กับ Tesco Grocery Shopping App

หน้า 10

วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

100 ปีลูกเสือไทย

คอลัมน์ แสตมป์ที่ฉันรัก

ไปรษณีย์ไทยร่วมสืบสานพระราชปณิธาน รัชกาลที่ 6 พระบิดาแห่งลูกเสือไทย ออกแสตมป์ที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปีลูกเสือไทย 1 กรกฎาคม 2554 ดวงแสตมป์เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เสือป่าโดยมีเงื่อนพิรอดและตรา สัญลักษณ์ลูกเสือไทยเป็นภาพประกอบ จำหน่าย ราคา ดวงละ 3 บาท

ครั้งแรกในไทย รพินทรนาถ ฐากูร

เจษฎา บุญประสม

เนื่องในโอกาสที่ "รพินทรนาถ ฐากูร" ปราชญ์เมธีชาวอินเดีย ผู้ได้รับสมัญญานามว่า "คุรุเทพ" จะมีอายุครบ 150 ปีในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และ Indian Council for Cultural Relations (ICCR) จัดนิทรรศการ และเสวนาวิชาการ

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ การจัดแสดงภาพวาด โดยฝีมือของ รพินทรนาถ ฐากูร ผ่านการจัดแสดงมาแล้วทั่วโลก แต่ประเทศไทยนับเป็นครั้งแรก

นางกนกพรรณ อยู่ชา ผู้ประสานงานโครงการ กล่าวถึงงานนี้ เป็นความร่วมมือกันระหว่างประเทศไทย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิท ยาลัย กับสถานทูตอินเดีย และ ICCR

ขณะเดียวกัน ทางยูเนสโก หรือองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ยังถือโอกาส 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูร จัดเฉลิมฉลองไปทั่วโลกด้วย ทางอินเดียจึงยินดีที่จะนำภาพของท่านมาจัดแสดงที่เมืองไทย โดยก่อนหน้านี้จัดแสดงที่สิงคโปร์มาแล้ว หลังจากจัดที่ไทยแล้วจะไปต่อที่ประเทศญี่ปุ่น

รพินทรนาถ ฐากูร เป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปีพ.ศ.2456 จากกวีนิพนธ์ "คีตาญชลี" หลังจากได้รับรางวัล ท่านเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงปาฐกถาทั้งในยุโรป อเมริกา อังกฤษ

รวมถึงประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 7 ระหว่างวันที่ 8-18 ตุลาคม พ.ศ.2470 โดยท่านแสดงปาฐกถาถวายหน้าพระที่นั่งในวันที่ 13 ตุลาคมของปีนั้น ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ

นอกจากผลงานวรรณกรรมอันลือเลื่องแล้ว ยังเป็นจิตรกรวาดภาพ แม้จะเริ่มมาสนใจอย่างจริงจังตอนอายุ 63 ปีแล้วก็ตาม โดยได้แรงบันดาลใจในช่วงพักอยู่ที่กรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างเดินทางเยือนประเทศละตินอเมริกาเมื่อพ.ศ.2467 แล้วเจ้าของบ้านที่ท่านพักอาศัยอยู่ชื่นชมภาพเขียนและลายเส้นที่แทรกอยู่ระหว่างวรรคตอนของบทกวี

จนกระทั่งมาวาดรูปอย่างจริงจังตั้งแต่พ.ศ.2471 เป็นต้นมา ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

การจัดแสดงผลงานภาพวาดของรพินทรนาถ ฐากูร ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2473 ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนหมุนเวียนจัดแสดงไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ผลงานของ รพินทรนาถ ฐากูร โดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานด้านวรรณกรรม หรือภาพวาด เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะตะวันออกกับศิลปะตะวันตก จากแนวคิดชาตินิยมสมัยใหม่ของท่านที่ไม่ต้องการให้ยึดติดกับความเป็นตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่ละทิ้งเรื่องราวจากโลกตะวันตกเสียทีเดียว

"งานของท่านเป็นผลงานนอกกรอบ โดยไม่ปราศจากกรอบ เนื่องจากไม่ต้องการให้ยึดติดกับกรอบความคิดเพียงกรอบเดียวอีกด้วย" รศ.ดร.สุเนตร ให้มุมมอง

ขณะที่ นายเทพศิริ สุขโสภา นักเขียนและจิตรกรอิสระ ร่วมมองว่า หากบทกวีและภาพวาดสื่อถึงความหลังของผู้สร้างสรรค์แล้ว ผลงานภาพวาดของ รพินทรนาถ ฐากูร ก็สื่อให้เห็นถึงปูมหลังของท่านว่าเป็นผู้มีบทกวีในหัวใจ เนื่องจากภาพวาดเหล่านั้นมีการร้อยเรียงเหมือนภาษากวี มีความลึกลับอยู่ในนั้น ทั้งยังเป็นผลงานที่รังสรรค์ขึ้นแบบง่ายๆ แบบคนที่ไม่เคยเรียนวาดรูป แต่ออกมาสวยอีกด้วย

หากพูดถึงผลงานศิลปะของรพินทรนาถ ฐากูร แต่ไม่พูดถึง "มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ศานตินิเกตัน" มหา วิทยาลัยทางศิลปะที่มีชื่อเสียงของอินเดียที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้งก็คงจะไม่สมบูรณ์

จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่มีศิษย์เก่าจากศานตินิเกตันมาถ่ายทอดประสบการณ์ และเรื่องราวจากที่นั่นให้ได้ฟังกันอีกด้วย

โดย นายธวัชชัย สมคง บรรณาธิการนิตยสารไฟน์ อาร์ต ถ่ายทอดว่า สถาบันแห่งนี้ได้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจนคว้ารางวัลสำคัญๆ ได้หลายท่าน ทั้ง อำมาตย์ เซน นักเศรษฐ ศาสตร์ชื่อก้องที่ได้รับรางวัลโนเบลเช่นเดียวกับท่านฐากูร ส่วนศิลปินของไทยก็เช่น เฟื้อ หริพิทักษ์ ที่ได้รับรางวัลแม็กไซไซ

นอกจากนี้ อินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอินเดียก็เป็นศิษย์เก่าศานตินิเกตันเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นศานตินิเกตันยังเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในอินเดียที่นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีอีกด้วย

ธวัชชัยบอกว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พิจารณาตัวเอง โดยไม่มีการบังคับว่าจะต้องทำผลงานอะไรถึงจะสอบผ่าน เพราะคติของที่นี่คือ "ถ้าคุณไม่ใช่ศิลปิน ก็จะไม่มีวันเป็นศิลปิน" เนื่องจากความเป็นศิลปินนั้นเป็นกันที่ข้างในของตัวเอง

เช่นเดียวกับ ศ.สุชาติ เถาทอง ผู้ก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และหอศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออก ร่วมสะท้อนว่า ให้โอกาสผู้เรียนได้ทำงานอย่างอิสระมาก อีกทั้งค่าเล่าเรียนก็ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยทางศิลปะชื่อดังแห่งอื่น จึงทำให้มีนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาศึกษาที่ศานตินิเกตัน ที่ซึ่งตะวันออกพบตะวันตก และธรรมชาติกับการเรียนการสอนอยู่ด้วยกัน

นอกจากนิทรรศการแสดงภาพวาดแล้ว ที่จะมีไปถึงวันที่ 14 ก.ค.แล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูร ทั้งเสวนาเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงาน รพินทรนาถ ฐากูร จัดขึ้นที่อาคารมหาจุฬาลง กรณ์ รวมทั้งฉายภาพยนตร์ ทั้งที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของรพินทรนาถ ฐากูร

โดยในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะมีการเปิดตัวหนังสือ "ชีวิต รพินทรนาถ ฐากูร" แปลจากหนังสือ "India Perspective on Rabindranath Tagore" ที่จะทำให้คนไทยได้รับทราบถึงอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ ของท่านได้อย่างลึกซึ้งขึ้นอีกด้วย

ศิลปะสนุก เด็กซีซีเอฟ

คอลัมน์ สดจากเยาวชน

สนุกสนานกันอีกครั้ง เพราะเรื่อง "ขีดๆ เขียนๆ" ไม่ว่าเด็กคนไหนก็ชื่นชอบ

มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจนซีซีเอฟในประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโครงการพัฒนาเด็กซีซีเอฟอำเภอบ้านดุง ค่ายศิลปะ จุดไฟใส่ฝันสร้างสรรค์ศิลปะเด็ก พร้อมจัดค่ายจิตรกรน้อยของเด็กซีซีเอฟอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี

งานนี้ กาญจนา บุญรักษา ผู้ประสานงานภาคอาวุโส มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจนซีซีเอฟในประเทศไทย เจ้าของโครงการพาเด็กๆ ในพื้นที่อำเภอบ้านดุงและอำเภอกุดจับแห่งละ 53 คน เข้าร่วมกิจกรรมค่ายศิลปะที่มีครูใจดีอย่างครูแดงบ้านศิลป์ไทย หรือ เฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ มาให้ความรู้และดูแลใกล้ชิด

ครูแดงร่วมสร้างพลังความมั่นใจให้เด็กๆ พร้อมแนะนำการวาดภาพที่ดีต้องมีเนื้อหาที่สร้างสรรค์ จัดวางองค์ประกอบที่เป็นเอกภาพ ใช้สีตามหลักการ แต่ไม่จำกัดเทคนิคและวิธีการ ผู้มีผลงานตามเกณฑ์ที่กำหนดในระดับต้นๆ ได้เป็นตัวแทนไปร่วมค่ายศิลปะ "เยาวชนรู้รักสามัคคีเพื่อเมืองไทยแข็งแรง" ณ ชุดาปาร์ค จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับเพื่อนซีซีเอฟ 12 จังหวัดรวมกว่า 130 คน

วันแรกกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เด็กๆ ร่วมรับฟังจับประเด็นค้นหาแรงบันดาลใจ พร้อมนำเสนอแนวความคิดที่สอดคล้องกับเนื้อหาของการมีเสรีภาพทางความคิดในเรื่องการมีประชาธิปไตย และการสร้างความสามัคคี ในหมู่คณะ ลดความรุนแรงในการดำรงชีวิต ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรม

วันที่สองจัดเด็กเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกพบกับทีมงานกลุ่มไม้ขีดไฟ โดย คุณกุ๋ย ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน จากนครราชสีมา ให้เด็กนำปัญหามาแก้ไขและสร้างความภาคภูมิใจด้วยการสร้างสรรค์ในรูปแบบการแสดงละครและการปั้นดินน้ำมัน

อีกกลุ่มพบกับทีมงานบ้านศิลป์ไทย โดย ครูแดง เฉลิมศักดิ์ ธรรมเรืองฤทธิ์ จากหนองคาย ที่ชวนเด็กๆ สนุกสนานกับการวาดภาพระบายสีแบบใหม่ที่ง่ายและงามตามเกณฑ์ของศิลปะ

ระหว่างสร้างสรรค์ผลงาน ดร.กรรณชฎา พิริยะรังสรรค์ ผอ.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซีซีเอฟในประเทศไทย มาร่วมเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนซีซีเอฟในค่ายด้วย

วันที่สาม วันสุดท้ายของค่าย เด็กๆ ได้แสดงละครและอวดผลงานภาพวาดแลกเปลี่ยนกันชื่นชม

น้องว่าน ฐิติยา หาลันดา อายุ 9 ขวบ โรงเรียนบ้านท่าลี่ จังหวัดเลย บอกว่าชอบวาดภาพ สนุกมาก ครูแดงใจดีค่ะ หนูวาดภาพเด็กช่วยกันเก็บขยะที่โรงเรียนเป็นการสร้างความสามัคคีช่วยชาติ

น้องฝน สุวิมล ซาเสน อายุ 12 ปี โรงเรียนสยามกลการ 4 จังหวัดมุกดาหาร บอกว่าสนุกตื่นเต้น วาดภาพการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพในการเลือกคนดีมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเราให้น่าอยู่ยั่งยืน

ด้าน น้องโก้ นัฐพงษ์ พลข่า อายุ 12 ปี โรงเรียนบ้านบะขมิ้น จังหวัดสระแก้ว เล่าว่าวาดภาพการแข่งขันเรือยาวแสดงถึงความสามัคคีในการพายเรือ สนุกมากครับ

ส่วน น้องจ๊อบ ธนากร แพงศรี อายุ 11 ขวบ โรงเรียนบ้านดอนยานาง จังหวัดสกลนคร (น้ำอูน) เผยว่า ชอบวาดรูปครับ สนุกดี วันนี้ผมวาดรูปคนปลูกต้นไม้ เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่ผู้คนและทำให้เกิดโลกสีเขียวครับ

หน้า 11

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไมโครซอฟท์ส่ง'บิง'ผนึกกำลัง'ไป่ตู้' บุกตลาดจีน-หวังล้มกูเกิ้ล

ไมโครซอฟท์มาเหนือเมฆ กับการเจรจาตกลงร่วมธุรกิจกับไป่ตู้ เว็บบริการค้นหาข้อมูลยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับกูเกิ้ล โดยบริษัทไป่ตู้แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.ค. ว่า เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำภาษาอังกฤษในเว็บของไป่ตู้ ผลการค้นหาดังกล่าวจะเชื่อมเข้าสู่เว็บเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ชื่อบิง (Bing) ของไมโครซอฟท์โดยตรง

นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า ความร่วมมือกันของทั้งสองบริษัทดังกล่าวนั้นก็เพื่อต้องการส่วนแบ่งตลาดจากกูเกิ้ล ซึ่งได้ล่าถอยออกไปจากตลาดจีนแล้ว เนื่องจากปัญหาการเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ตของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ลยังคงเป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่ครองอันดับสองในตลาดจีน

"ความร่วมมือระหว่างไป่ตู้ และไมโครซอฟท์ในครั้งนี้จะทำให้ความแข็งแกร่งในตลาดจีนของไป่ตู้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การเข้ามาทำตลาดของกูเกิ้ลในประเทศจีนนั้นเป็นเรื่องยากทีเดียว" นักวิเคราะห์จากบริษัทแอนาไลซิส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

สำหรับไป่ตู้เป็นเสิร์ช เอน จิ้นอันดับหนึ่งของประเทศจีน และเป็นเว็บไซต์ที่คนใช้มากที่สุดอันดับ 4 ของโลก โดย ไป่ตู้มีดัชนีข้อมูลมากกว่า 740 ล้านเว็บเพจ 80 ล้านภาพ และ 10 ล้านไฟล์เพลงและภาพยนตร์

ในปี พ.ศ.2549 ไป่ตู้ได้เปิดส่วนที่เป็นสารานุกรมออนไลน์ขึ้นชื่อว่า 'ไป่ตู้ไป่เค่อ' หรือรู้จักในชื่อ 'ไป่ตู้พีเดีย' ลักษณะของสารานุกรมใกล้เคียงกับวิกิพีเดีย แตกต่างกันโดยข้อความต้องผ่านการตรวจสอบจากทีมงานก่อนที่จะแสดงผลทางหน้าจอ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและศาสนาในประเทศจีนจะถูกห้ามในเว็บไซต์แห่งนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนในไป่ตู้ไป่เคอ 'คัดลอก' มาจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

 

อ็อกซ์ฟอร์ดพัฒนาแว่นสำหรับคนตาบอด



นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาแว่นตาสำหรับคนตาบอด ที่มีกล้องขนาดเล็กติดอยู่ที่ตัวแว่น ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์ขนาดกระเป๋าเพื่อแจ้งเตือนผู้สวมใส่ถึงวัตถุและบุคคลที่อยู่ข้างหน้า

จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน จึงคาดกันว่าราคาของแว่นตานี้น่าจะไม่สูงมากจนเกินไป ด้าน ดร.สตีเฟ่น ฮิกส์ หนึ่งในนักวิจัยของโครงการนี้กล่าวว่า รู้สึกดีมากเมื่อคิดว่าจะผลิตแว่นดังกล่าวออกมาในราคาที่คนหมู่มากจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน

หากผลการทดสอบออกมาดีก็น่าจะได้เห็นแว่นนี้ออกสู่ตลาดในช่วงต้น พ.ศ.2557 ซึ่งจะเป็นการช่วยชาวอังกฤษที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการทางสายตาในปัจจุบันกว่า 3 แสนคนได้มากทีเดียว

โดย ดร.ฮิกส์วางแผนทดสอบกับผู้พิการทางสายตาภายในปีนี้ ก่อนที่จะให้กลุ่มทดลอง 120 คน ได้ทดลองใช้เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเก็บข้อมูลและปรับปรุงแก้ไขก่อนจำหน่ายจริง

ดีไซน์'ช็อกโกแลต'ผ่านเว็บ
 

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ มหาวิทยาลัยบรูเนล และบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เดลแคม กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้คนสามารถออกแบบช็อกโกแลต 3 มิติได้เอง ซึ่งผู้วิจัยคาดหวังว่า จะมีบริษัทค้าปลีกออนไลน์สนใจนำไอเดียของพวกเขาไปสานต่อ เพื่อให้สามารถสั่งช็อกโกแลตที่ออกแบบเองได้ในอนาคต และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่นำเทคโน โลยีออกแบบ 3 มิติ ซึ่งปกติจะใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์จากพลาสติกและโลหะ มาใช้ในการออกแบบช็อกโกแลต

ดร.เหลียงฮัว หัวหน้าโครงการกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้โครงการนี้มีความพิเศษก็คือ ผู้ใช้สามารถออก แบบและสร้างช็อกโกแลตในแบบของตัวเอง ซึ่งทำ ให้ความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ออกมาอย่างไม่สิ้นสุด จากการออกแบบให้เป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น หน้าคน หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า โดยสาเหตุที่เริ่มต้นด้วยการทำเป็นช็อกโกแลต แทนที่จะเป็นอย่างอื่นก็เนื่องมาจากเป็นโครงการที่สามารถทำได้อยู่แล้ว ต้นทุนต่ำ และไม่เป็นอันตรายนั่นเอง

 

เตรียมสร้างบ้านแคบที่สุดในโลก

หนังสือพิมพ์เดลี่เมล์รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิ.ย. ว่า กำลังจะมีการสร้างบ้าน ซึ่งสถาปนิกอ้างว่าจะเป็นบ้านหลังที่แคบที่สุดในโลกขึ้นที่ซอกตึกในกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ โดยบ้านหลังนี้มีห้องที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตครบครันทั้งห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน และห้องรับแขก โดยมีด้านกว้างเพียง 60 นิ้วเท่านั้น

และแม้จะยังไม่ได้เริ่มสร้าง แต่ก็มีผู้ที่จะเข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้แล้ว นั่นคือ เอ๊ดการ์ เคเร็ต นักเขียนชาวอิสราเอล ภายหลังจากที่นายนอร์แมน เดวีส์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ล้มเลิกความคิดที่จะสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองในครั้งนี้

บ้านหลังนี้จะเข้ามาทำลายสถิติเดิมที่อดีตบ้านที่แคบที่สุดที่มีชื่อว่า 'เดอะเวดจ์' ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเกรตคัมเบรีย ของสกอตแลนด์เคยทำเอาไว้ โดยบ้านแคบหลังใหม่นี้จะมีความกว้างเพียง 2 เมตรในด้านหน้า แต่ด้านยาวลึกเข้าไปในซอกตึกกว่า 14 เมตรด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีบ้านแคบอีกในหลายๆ พื้นที่ทั้งยุโรปและอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น บ้านของนายเอียนและราเชล บอยล์ ที่เมืองไบรต์ตัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งกว้างเพียง 1.8 เมตร และมีด้านยาว 6.4 เมตร ขณะที่อเมริกาก็มีบ้านแคบอยู่ที่นิวยอร์ก ซึ่งกว้างราว 3 เมตร แต่ยาว 9 เมตร

 

ร่มเรืองแสง

ช่วงหน้าฝนแบบนี้การเดินตากฝนตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องสนุก ร่มเบลด รันเนอร์ แอลอีดี ซึ่งมีก้านเรืองแสงน่าจะเหมาะมาก มีจำหน่ายแล้วในอินเตอร์เน็ต ราคาราว 800 บาท (geekalerts.com)

สหรัฐปิดตำนาน 'กระสวยอวกาศ'

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

โครงการกระสวยอวกาศ หรือ 'สเปซ ชัทเทิล มิชชั่น' ของสำนัก งานอวกาศสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาร่วมๆ 30 ปี

ก็ถึงคราว ปิดฉาก-ปิดตำนาน โดยสมบูรณ์ไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา

ภายหลังจากกระสวยอวกาศลำสุดท้ายของสหรัฐ 'แอตแลนติส' จุดระเบิดออกจากฐานยิง ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ แหลมคาร์นาเวรัล รัฐฟลอริดา

บินมุ่งหน้านำเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆ น้ำหนักกว่า 3.5 ตันไปส่งยังสถานีอวกาศนานา ชาติ (ไอเอสเอส)

ภารกิจทิ้งทวนของ 'แอตแลนติส' ครั้งนี้ กินระยะเวลา 12 วัน

พลันที่กลับมาสู่พื้นโลก แอตแลนติสก็จะถูกเข็นเก็บเข้ากรุไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ตามหลังกระสวยอวกาศอีก 2 ลำก่อนหน้านี้ที่ปลดระวางไปเรียบร้อย

ที่ผ่านมา โครงการกระสวยอวกาศนั้นจัดเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งยากที่ชาติใดจะลอกเลียนแบบ

แต่ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐประสบปัญหามีหนี้สินมหาศาลถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์ (ส่วนมากมาจากการทำสงคราม)

จึงไม่สามารถทุ่มงบประมาณสนับสนุนภารกิจบุกตะลุยอวกาศแบบ 'ไปเรื่อยๆ' ของนาซ่าได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็เลยตัดสินใจระงับการเบิกจ่ายงบของนาซ่าบางโครงการออกไปก่อน

พร้อมกับกำหนดนโยบายใหม่ให้นาซ่า ว่า ควรมองไปให้ไกลมากกว่าส่งยานอวกาศไปสถานีไอเอสเอส

เช่น มุ่งเน้นลงทุนพัฒนายานรุ่นใหม่ๆ ซึ่งสามารถพามนุษย์ไป-กลับ หรือตั้งรกรากบนดวงจันทร์ หรือ ดาวอังคาร

รวมถึงสร้างยานที่พามนุษย์ไปสำรวจเกาะติดดวงดาวอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป และบินสำรวจดาวเคราะห์น้อย เป็นต้น

ส่วนภารกิจส่งเสบียง หรือพามนุษย์อวกาศไปสถานีไอเอสเอส ก็โยกย้ายไปว่าจ้างให้ 'บริษัทเอกชน' รับผิดชอบแทน

แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนในนาซ่าและสภาสหรัฐจะเห็นด้วยกับแผนนี้ของโอบามา

โดยบางส่วนมองว่า การไปตัดงบนาซ่าจะทำให้สหรัฐล้าหลังชาติอื่นๆ ด้านเทคโนโลยีอวกาศ

แต่ในเมื่อรัฐบาลพญาอินทรีออกอาการ 'ถังแตก' เสียแล้ว ก็จำเป็นต้องทำอย่างที่เห็นนี่แล!

 

หน้า 12

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ใช้'สแกนเนอร์'ตรวจหาผู้ก่อการร้าย ฝังระเบิดซุกกายขึ้นเครื่องบิน

ในอนาคต เครื่องสแกนเนอร์ในสนามบินทั่วโลก นอกจากจะใช้ตรวจหาของมีคม โลหะ สารเคมี ระเบิด รวมถึงยาเสพติดแล้วยังต้องใช้ตรวจหาผู้ก่อการร้ายด้วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ข้อมูลว่า ผู้ก่อการร้ายยุคใหม่จะไม่เพียงติดตั้งระเบิดไว้รอบเอว ตามเสื้อผ้าหรือใส่กระเป๋าแล้วถือขึ้นเครื่อง แต่จะลงทุนฝังระเบิดไว้ในร่างกายเลยทีเดียว

ภัยก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามโลก ที่ผ่านมาคนร้ายโจมตีมาแล้วทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถบัสโดยสารและห้างสรรพสินค้า โดยซ่อนระเบิดไว้ในกระเป๋า รองเท้าหรือกระทั่งชุดชั้นในเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับได้ แต่สำหรับสนามบินที่มีเครื่องสแกนเนอร์ อาจจะหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ยาก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มือระเบิดจะผ่าตัดเอาระเบิดซ่อนไว้ในร่างกาย โดยผู้ชายจะซ่อนไว้ตรงไส้ติ่งหรือที่แก้มก้น ส่วนผู้หญิงจะฝังระเบิดไว้ในหน้าอก วิธีการเดียวกับการผ่าตัดเสริมหน้าอก

คนร้ายจะชำแหละเนื้อออกแล้วนำสารเคมีระเบิด PETN (Pentaerythritol Tetranitrate) ซึ่งอยู่ในถุงพลาสติก สอดลงในแผลจากนั้นเย็บปิดปากแผลเหมือนการผ่าตัดทั่วไป ซึ่ง PETN เพียง 226 กรัม สามารถทะลุเกราะหนา 5 นิ้วได้ และทำให้เครื่องบินเป็นรูขนาดใหญ่ จากนั้นคนร้ายจะจุดชนวนระเบิดด้วยการฉีด TATP (Triacetone Triperoxide) เข้าไปที่ถุงระเบิดใต้ผิวหนัง โดยแกล้งตบตาว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังฉีดยาให้ตัวเอง

หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นตามสนามบิน อาคารที่ทำการของรัฐบาลและสถานที่สำคัญต่างๆ นับแต่ปฏิบัติการเด็ดชีพนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัลไคด้า เมื่อเดือนพ.ค. โดยเฝ้าระวังเป็นพิเศษบนสายการบินพาณิชย์

หน่วยความมั่นคงแห่งชาติอังกฤษค้นพบการระเบิดพลีชีพด้วยวิธีนี้ครั้งแรกเมื่อปีก่อน หลังจากการสอบสวนกลยุทธ์ของอัลไคด้าในกระดานถาม-ตอบบนอินเตอร์เน็ต

 

แชะสมาร์ทโฟน-ช็อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตเสมือนจริง
 

ห้างเทสโก้ ยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกจากอังกฤษ ซึ่งร่วมทุนกับกลุ่มซัมซุงของเกาหลีใต้ ในชื่อ เทสโก้ โฮมพลัส เห็นถึงปัญหาคนทำงานไม่มีเวลาช็อปปิ้งซึ่งเกิดขึ้นกับชาวเกาหลีใต้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ทำงานหนักมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งยอดขายของเทสโก้ โฮมพลัส เป็นรองห้างอีมาร์ท ซึ่งมีสาขาครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศเกาหลีใต้ 127 สาขา

เทสโก้จึงกระตุ้นยอดขายด้วยการสร้างห้างเสมือนจริงขึ้นและรุกเข้าไปหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเปิดร้านเสมือนจริงในสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งเป็นสถานที่ที่คนกลุ่มนี้ใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน จากนั้น ออกแบบให้ดูเสมือนชั้นวางสินค้าในห้างและมี QR code ของสินค้าแต่ละตัว ลูกค้าใช้สมาร์ทโฟนสแกนไว้ จากนั้นสั่งซื้อสินค้าที่ตนเองต้องการได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของเทสโก้ โฮมพลัส นำสินค้าไปส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อสินค้าถึงบ้าน

ผลปรากฏว่า คนเกาหลีใต้ถูกอกถูกใจวิธีช็อปปิ้งแบบนี้มากเพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องไปที่ห้าง ทั้งยังสนุกกับการใช้สมาร์ทโฟนซื้อสินค้า เห็นได้จากจำนวนคนที่เข้าไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 76% และเพิ่มยอดขายให้เทสโก้ โฮมพลัส ถึง 130%

ผู้ชาย'กอด'เพิ่มสุขชีวิตคู

วารสารอาร์ไคฟ์ออฟเซ็กชวลบิเฮฟ วิเยอร์ เผยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอินเดียน่า พบว่า ผู้ชายที่มีความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่รักจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตคู่ หากว่าพวกเขาได้รับการกอดอย่างอบอุ่น รวมทั้งการแสดงความรักทางกายอื่นๆ งานวิจัยยังระบุด้วยว่า ในขณะที่กลุ่มผู้ชายบอกว่ามีความสุขกับชีวิตคู่ กลุ่มผู้หญิงกลับบอกว่า พวกเธอมีความสุขกับเพศสัมพันธ์

จูเลีย เฮแมน เจ้าของงานวิจัย ชี้ว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะผู้ชายที่พยุงชีวิตคู่ได้คือกลุ่มที่คิดว่า การจูบและกอดนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อพวกเขา หรือเป็นไปได้ว่า นิสัยของพวกเขาเปลี่ยนไประหว่างที่มีความรัก

ส่วนผลการวิจัยกลุ่มผู้หญิงนั้น จูเลีย กล่าวว่า เราไม่สามารถตัดสินอะไรจากเพศได้เลย สำหรับผู้หญิง ความพึงพอใจในเพศสัมพันธ์จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามเวลา ส่วนผู้หญิงที่ไม่มีความสุขกับเซ็กซ์นั้นเลือกที่จะจบความสัมพันธ์ ทำให้พวกเธอตกหล่นจากการสำรวจครั้งนี้นี่เอง

สเปรย์ฆ่าสารพัดเชื้อโรค

นักเคมีอเมริกันจากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ประดิษฐ์ สเปรย์โพลีเมอร์ป้องกันแบคทีเรีย เพียงพ่นครั้งเดียว สารเคมีในสเปรย์จะกำจัดเชื้อโรคได้ตั้งแต่แบคทีเรีย ยีสต์ไปจนถึงเชื้อรา สำหรับวงการแพทย์ สเปรย์ตัวนี้ใช้พ่นใส่เสื้อผ้า เสื้อกาวน์และถุงมือเพื่อป้องกันคนไข้จากการติดเชื้อ ส่วนนักกีฬา อาจใช้พ่นใส่ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบที่มีเหงื่อหมักหมม ชุดชั้นใน หรืออะไรก็ตามที่มีแนวโน้มจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

สเปรย์นี้ประกอบขึ้นจากเส้นใยโพลีเมอร์ต่อต้านแบคทีเรีย ที่ใช้ได้กับทุกพื้นผิว ทั้งเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ทางทหาร บรรจุภัณฑ์อาหาร เฟอร์นิเจอร์พลาสติก เครื่องมือแพทย์และผ้าพันแผล หากสเปรย์ที่ฉีดไว้เริ่มบางลง หรือโดนขูดออก ก็แค่ฉีดซ้ำอีกครั้งเท่านั้น

ผศ.เจสัน ล็อกลิน ผู้ประดิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อฉีดสเปรย์ลงบนเส้นใยผ้าที่มีเชื้อโรค เช่น เชื้อ อี.โคไล และเชื้ออื่นๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายใต้อุณหภูมิห้องที่ 37 องศาเซลเซียส เชื้อโรคจะไม่มีอัตราการเติบโตขึ้นเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ผิวเคลือบของสเปรย์อัจฉริยะก็ยังอยู่ติดทนนาน ทั้งที่ผ่านการซักล้างด้วย

ลบแหลก

'มันสเตอร์ คลีนทัช เพน' ปากกาทำความสะอาดหน้าจอแท็บแล็ตและจอมือถือ เพียงแค่วาดน้ำยาลงบนจอก่อนใช้ผ้าแห้งที่ตัวปากกาเช็ดจนเอี่ยม ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากในการเนรมิตแก๊ดเจ็ตเครื่องโปรดให้ดูเหมือนใหม่ในพริบตา ด้วยราคาเบาะๆ ที่ 750 บาท (gizmodo.com)

อันเนื่องมาจาก คอมพิวเตอร์วางตัก

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ก็น่าเห็นใจ 'ราชบัณฑิตยสถาน' อยู่นะครับ เพราะเวลาท่านผู้รู้ภาษาไทยสำนักนี้ 'บัญญัติศัพท์' สมัยใหม่อะไรออกมาสู่สังคมแต่ละที ส่วนมาก จับกระแสดูแล้ว จะตกเป็นเป้าโดนวิพากษ์วิจารณ์แทบทุกครั้ง

ล่าสุด ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตและนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ด้วยความเป็นห่วงว่า

วัยรุ่นไทยยุคนี้ใช้ภาษาไทยไม่ระมัดระวัง ชอบพูดภาษาฝรั่ง ทั้งที่คำๆ เดียวกันนั้นทางราชบัณฑิตก็ได้บัญญัติเอาไว้ให้แล้ว แต่กลับไม่นำมาใช้

หนึ่งในกลุ่มภาษาที่ราชบัณฑิตท่านเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ ศัพท์หมวดเทคโนโลยี-ไอที ทั้งหลาย เนื่องจากนับวันยิ่งมีแต่คนพูดทับศัพท์ลูกเดียว

ดร.กาญจนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการเพิ่มศัพท์บัญญัติใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีขึ้นมาใช้แล้วเป็นภาษาไทย อาทิ

แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ เรียกว่า คอมพิวเตอร์วางตัก โอเวอร์โหลด เรียกว่า โหลดเกิน, ภาระเกิน อแดปเตอร์ ก็คือ ตัวปรับต่อ, ตัวปรับ อีเมล์ หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

ฮาร์ดแวร์ เท่ากับ ส่วนเครื่อง ส่วนอุปกรณ์, ซอฟต์แวร์ เรียก ส่วนชุดคำสั่ง, พอร์ทัลเว็บ คือ เว็บศูนย์รวม, สแกนเนอร์ หมายถึง เครื่องกวาดตรวจ, สมาร์ทการ์ด คือ บัตรเก่ง, ไอคอน เท่ากับ สัญรูป เป็นต้น

ว่ากันตามตรง ถ้าใครใช้คำไทยข้างต้นตามแบบราชบัณฑิตทุกวันนี้คง 'สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง' จึงเป็นที่มาของการใช้ทับศัพท์ ซึ่งเข้าใจชัดเจนกว่า

อย่างที่บอกว่า เห็นใจ-เข้าในราชบัณฑิตท่านจากใจจริง เนื่องจากการจะบัญญัติคำให้เข้ากับนวัตกรรมที่สร้างจากโลกตะวันตกล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

สำหรับ 'แล็ปท็อป-คอมพิวเตอร์วางตัก' ต้องบอกตรงๆ ว่า คงเป็นความพยายามที่ล้มเหลวอีกครั้งของราชบัณฑิต เหตุมิใช่เพราะบัญญัติไม่ตรงความหมาย

แต่เนื่องจากการใช้งานจริงของแล็ปท็อปนั้น ในทางการแพทย์เตือนมานานแล้วว่าห้ามเอาเครื่องมาวาง 'บนตัก' นานๆ เพราะความร้อนจากตัวเครื่องจะแผ่ลุกลามสู่อัณฑะจนทำให้คุณผู้ชายเกิดเป็นหมันขึ้นมาได้

ใครเกิดรักภาษาไทยเข้าเส้น ผ่าเอาแล็ปท็อปไปวางตักตลอดเวลาเหมือนดั่งศัพท์บัญญัติคงยุ่งตายเลย...แฮ่ม!

หน้า 13

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หวั่นภัยแย่งขุดเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ทำร้ายระบบนิเวศ-มหาอำนาจเอาเปรียบชาติจน

มนุษย์รู้จักขุดหาแร่ธาตุมาใช้ในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความเจริญให้ประเทศมานมนาน ไล่ขุดกันตั้งแต่บนบกเรื่อยไปจนถึงในน้ำ เรื่องการขุดเหมืองแร่ในทะเลลึกจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่สหรัฐกับ ประเทศกำลังพัฒนาถกกันมาเกือบ 30 ปีแล้ว

ใจความตอนหนึ่งของบทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี 2525 ในกฎหมายทะเลของสหประชาชาติระบุว่า พื้นทะเลตลอดทั้งทรัพยากรที่ได้จากพื้นทะเลนั้น ให้ถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ แม้สหรัฐจะยอมรับความคิดนี้ แต่ยังยืนยันว่า ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ ใครครอบครองได้ก่อนจึงมีสิทธิ์ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่มีทั้งทุนและเทคโนโลยีย่อมได้เปรียบ ความเหลื่อมล้ำตรงนี้จึงต้องให้มีการลงนามข้อตกลงร่วมกันว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆ เพื่อให้มีเทคโนโลยีทัดเทียมกัน แต่แนวคิดดังกล่าวก็ไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม

ทุกวันนี้ มีผู้ดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกถึง 9 กลุ่ม ในจำนวนนี้ 4 กลุ่มเป็นบรรษัทข้ามชาติ อีกสองกลุ่มเป็นวิสาหกิจของฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย อินเดีย และจีน

สำหรับสินแร่ในท้องทะเลลึกจะรวมตัวกันเป็นก้อนและมีส่วนผสมของแร่ธาตุต่างกันตามสถานที่ แร่ที่สำคัญคือ ทองแดง นิกเกิล โคบอลตŒ และแมงกานีส ก้อนแร่เหล่านี้จะอยู่ในระดับความลึกจากผิวน้ำ 3,500-6,000 เมตร

ยาสุชิโร กาโตะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะโลกศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ของญี่ปุ่น กล่าวว่า ในน่านน้ำสากลตั้งแต่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเกาะฮาวายไปถึงทางตะวันออกของเกาะตาฮีติ ในเฟรนช์ โพลีนีเชีย พบก้อนแร่ 78 แห่ง รวมแล้ว 80,000-100,000 ล้านตัน กระบวนการทำเหมืองแร่ใต้น้ำ คือ การขุดเอาดินโคลนจากพื้นมหาสมุทรขึ้นมาเพื่อสกัดเลือกหาแร่ธาตุที่ต้องการด้วยการใช้กรดเจือจาง เป็นขั้นตอนที่ทำได้รวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จะสกัดแร่ธาตุออกมาได้ 80-90%

อย่างไรก็ตาม นักนิเวศวิทยาและนักสิ่งแวดล้อมระบุว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกทำร้ายระบบนิเวศวิทยาเลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้อวนจับปลาที่ครูดหน้าดิน ทำลายหญ้าทะเลและปะการัง มนุษย์ต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้นว่าคุ้มหรือไม่กับการพัฒนาที่มีรากฐานมาจากการบ่อนทำลายโลกซึ่งเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด

 

โฟมพิลึก

หนุ่มๆ ญี่ปุ่นกำลังฮิตใช้เจลเก็บความเย็นกันโดยมี โฮก๊อกเกียว โมโนกาตาริ (Hokokkyu Monogatari)

โฟมพิลึก - หนุ่มๆ ญี่ปุ่นกำลังฮิตใช้เจลเก็บความเย็นกันโดยมี โฮก๊อกเกียว โมโนกาตาริ (Hokokkyu Monogatari) มาแปลกในรูปแบบโฟมสีฟ้า เมื่อพ่นแล้วปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ ช่วยให้ความเย็นกับผิวหนังที่โดนแดดเผา (Japan Trends)

หนุ่มๆ ญี่ปุ่นกำลังฮิตใช้เจลเก็บความเย็นกันโดยมี โฮก๊อกเกียว โมโนกาตาริ (Hokokkyu Monogatari) มาแปลกในรูปแบบโฟมสีฟ้า เมื่อพ่นแล้วปั้นเป็นรูปอะไรก็ได้ ช่วยให้ความเย็นกับผิวหนังที่โดนแดดเผา (Japan Trends)
 

"เห็ดเรืองแสง"โผล่รอบ170ปี
 

ตำนานของเห็ดเรืองแสงในแวดวงนักพฤกษศาสตร์และชีววิทยาผุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวารสารไมโคโลเจียรายงานว่า เห็ดเรืองแสงที่หายไปเมื่อ 170 ปีก่อน โผล่มาอีกครั้งที่ป่าฝนในบราซิล

ย้อนไปเมื่อปี 2383 จอร์จ การ์ดเนอร์ นักพฤกษศาสตร์ชื่อดังของอังกฤษรายงานการค้นพบที่แปลกประหลาดในบราซิลว่า เห็นกลุ่มเด็กผู้ชายเล่นเห็ดเรืองแสง เด็กๆ โชว์ให้การ์ดเนอร์ดูและชี้ว่าเห็ดงอกขึ้นมาจากกองใบไม้เน่าเปื่อยในป่าต้นปาล์มแคระ

การ์ดเนอร์ส่งเห็ดดังกล่าวกลับไปยังอังกฤษ จากนั้นจึงมีการตั้งชื่อเห็ดเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในฐานะผู้ค้นพบว่า Agaricus gardneri แต่เห็ดชนิดนี้ไม่มีใครพบเห็นอีกเลยกระทั่งเมื่อปี 2552 เดนนิส เดสจาร์ดิน นักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก สหรัฐ และทีมวิจัยค้นพบมันอีกครั้ง

เดนนิส และ ดร.คาสเซียส สเตฟานี ทีมงานในบราซิล ออกไปเดินท่องป่าในค่ำคืนที่แสงจันทร์สว่าง สอดส่องมอง หาเห็ดแล้วถ่ายภาพเห็ดต่างๆ กลับมาวิเคราะห์และหวังว่าสักวันจะไขข้อสงสัยได้ว่าเห็ดเรืองแสงได้อย่างไรและเพื่ออะไร สำหรับกลุ่มเห็ดเรืองแสงในไทยมีชื่อว่า กลุ่มเห็ดกระสือ โดยเรืองแสงแบบไบโอลูมิเนสเซนต์ (bioluminescent) กล่าวคือ เป็นแสงที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาชีวเคมีของสิ่งมีชีวิต โดยเปลี่ยนพลังงานออกมาเป็นแสง ซึ่งสัตว์อีกหลายชนิดก็ทำได้เช่น หิ่งห้อย แมงกะพรุน ปลาหมึกบางชนิด สัตว์ทะเลน้ำลึก

นาซ่าผลิตถุงรีไซเคิล"ฉี่"เป็นน้ำดื่ม
 

การดื่มปัสสาวะเป็นเรื่องชวนแหวะแม้จะนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพทางเลือกบางกลุ่ม แต่สำหรับในพื้นที่แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำดื่ม การดื่มปัสสาวะเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

นักบินอวกาศก็จำเป็นต้องดื่มน้ำ แต่จะให้ดื่มฉี่ก็กระไร ส่วนการขนน้ำขึ้นไปในอวกาศเป็นภาระหนักและสิ้นเปลือง องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซ่า จึงพัฒนาถุงวิเศษที่เปลี่ยนปัสสาวะให้เป็นน้ำดื่มได้

เจ้าถุงที่ว่านี้ชื่อว่า ฟอร์เวิร์ด ออสโมซิส แบ๊ก (Forward Osmosis Bag หรือ FOB) ได้ขึ้นไปทดลองใช้ในเที่ยวบินของยานแอตแลนติสเมื่อสุดสัปดาห์ ใช‰หลักของการออสโมซิส หรือการซึมผ่านของของเหลวผ่านเยื่อบางๆ จากบริเวณที่มีความหนาแน่นของน้ำมากไปสู่บริเวณที่มีความหนาแน่นของน้ำน้อย ซึ่งเยื่อดังกล่าวจะทำหน้าที่เหมือนปราการที่อนุญาตให้โมเลกุลขนาดเล็ก เช่น น้ำผ่านได้ แต่ดักโมเลกุลใหญ่ๆ เช่น เกลือ น้ำตาล แป้ง โปรตีน ไวรัส แบคทีเรียและปรสิตเอาไว้ โดยเพียงแค่เติมของเหลวลงไปในถุง จากนั้นโมเลกุลของน้ำจะซึมผ่านฟิลเตอร์เข้าไปยังสารละลายที่มีน้ำตาลเข้มข้น และรอราว 4-6 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำดื่ม 1 ลิตรที่แน่นอนว่าสะอาดแต่มีรสหวานปะแล่มๆ จากน้ำตาลมาดื่ม

 

ภัยอี.โคไลพันธุ์ใหม่ ยุติแล้ว-แต่ไม่ประมาท

คอลัมน์ หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อแบคทีเรียอี.โคไล สายพันธุ์รุนแรง "โอ 104" (O104) ที่เคยระบาดหนักในทวีปยุโรปนั้น

ทุกวันนี้จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ภูมิภาคยุโรป ไม่พบการแพร่ระบาดครั้งใหม่ในแต่ละประเทศ

เท่ากับว่า ความหวาดหวั่นเจ้าเชื้ออี.โคไลมหาภัยพันธุ์ใหม่ "โอ 104" ก็ยุติลงชั่วคราว

ต้องขอบคุณสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบ คุมโรค ไว้ตรงนี้ด้วย

เพราะแม้ข่าว "โอ 104" จะซามาระยะหนึ่งแล้ว แต่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค www.ddc.moph.go.th ก็ยังคงเกาะติดข่าวสารความคืบหน้าจากองค์การอนามัยโลกตลอดเวลา

เอาเป็นว่าวันนี้มาสรุปข้อมูลสถานการณ์ "โอ 104" ส่งท้าย ว่า มีชาติไหนต้องเดือดร้อนหรือพบความสูญเสียกันบ้าง

สำหรับประเทศที่พบผู้ป่วย และผู้ติดเชื้อ "อี.โคไล โอ 104" ประกอบด้วย

1. เยอรมนี 2. สวีเดน 3. เดนมาร์ค 4. อังกฤษ 5. ฝรั่งเสส

6. เนเธอร์แลนด์ 7. สวิตเซอร์แลนด์ 8. ออสเตรีย 9. สเปน 10. สาธารณรัฐเช็ก

11. โปแลนด์ 12. นอร์เวย์ 13. ลักเซมเบิร์ก 14. กรีซ และ 15. แคนาดา

แน่นอนว่าในกลุ่มนี้ เยอรมนี ซึ่งเป็นจุดพบการระบาดเริ่มแรกในวงกว้าง มีผู้ป่วยติดเชื้อสูงสุดเกือบ 4 พันราย เสียชีวิต 48 ราย

ส่วนประเทศอื่นๆ นั้น จริงๆ แล้วก็พบผู้ติดเชื้อในระดับหลักสิบ หรือหลักหน่วย

การที่วิกฤต "โอ 104" หนนี้ผ่านพ้นไปได้ ก็ต้องยกความดีให้ประชาคมโลก ซึ่งไม่ประมาทวางมาตรการเฝ้าระวังกันอย่างเข้มงวด

โดยเฉพาะเรื่องการตั้งด่านตรวจเชื้ออี.โคไลมรณะ ที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกพืชผัก และธัญพืชต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ข่าวบางกระแสบอกว่า หลังจากนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการยุโรป ยังต้องเฝ้าระวังเชื้อ "โอ 104" กันต่อไปอีกอย่างน้อยๆ 3 ปี

เพราะสำนักงานความปลอดภัยอาหารยุโรป พบว่า ผลิตภัณฑ์ "ลูกซัด" เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่นำเข้ามาจากอียิปต์สู่ยุโรปนั้นเป็นหนึ่งในตัวการแพร่เชื้ออีโคไล "โอ 104" และเมื่อมาถึงยุโรปก็ได้กระจายไปวางจำหน่ายในหลายประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี สเปน ออสเตรีย และอังกฤษ เป็นต้น

ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะโรคระบาด หรือยังไม่มีโรคระบาด การตรวจสอบให้ถี่ถ้วน ป้องกันแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด

หน้า 14

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นประหยัดไฟฟ้า-อึดสู้หน้าร้อน 10ปีสร้างบ้านพลังแดด10ล.หลัง
 

ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงฟื้นฟูประเทศหลังจากได้รับความเสียหายจากหายนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ รวมถึงวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า ญี่ปุ่นตกอยู่ในช่วงขาดแคลนพลังงานครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติ ศาสตร์จากการที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะและระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ ได้รับความเสียหาย และสถานการณ์กำลังแย่ เมื่อมีกระแสต่อต้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์เกิดขึ้น

ประเทศนี้ไม่มีแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงเป็นของตัวเอง ที่ผ่านมาพึ่งกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก เวลานี้กำลังจะเผชิญบททดสอบในช่วงหน้าร้อน ก.ค.-ส.ค. ซึ่งอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส รัฐบาลขอให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น โดยในกรุงโตเกียวตั้งเป้าให้ลดลง 25% โดยขอให้ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 28 องศาเซลเซียส เลิกใส่สูท หันมาสวมรองเท้าแตะและเสื้อผ้าบางเบา

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ญี่ปุ่น ประกาศแผนตัวอย่างการประหยัดพลังงาน อาทิ งดใช้เครื่องปรินต์ เลิกใช้ประตูอัตโนมัติ ลดการใช้ลิฟต์และให้เริ่มชั่วโมงทำงานเร็วขึ้น ขณะที่รัฐบาลผลัก ดันการใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ โดยที่เห็นในภาพติดตั้งบนหลังคาของสำนัก งานใหญ่บริษัทอีโตชู ในกรุงโตเกียว มีเป้าหมายให้มีบ้านที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 10 ล้านหลัง ภายในปี 2563

ด้าน ศ.เคอิโกะ ทานากะ อาจารย์มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน ในกรุงโตเกียว เผยว่า เมื่อก่อนญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นักเรียนหญิงวัย 18 ปี จะใช้ลิฟต์ถ้าต้องการขึ้นไปเพียงชั้นเดียวเพราะไม่อยากให้เหงื่อออก และเป็นประเทศที่โถส้วมส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องทำความร้อน อีกทั้งมีเครื่องกำเนิดเสียงอิเล็กทรอนิกส์ในห้องน้ำหญิง เพื่อกลบเสียงไม่พึงประสงค์ให้กับสาวๆ

คนญี่ปุ่นชินกับความสะดวกสบายที่ต้องใช้ต้นทุนพลังงานสูง ตนยังสงสัยว่า เพื่อนร่วมชาติจะหวนกลับสู่การใช้พลังงานระดับต่ำเพื่อสนองความจำเป็นของประเทศได้หรือไม่ โดยเวลานี้ตนสอนหนังสือโดยเปิดไฟเพียงครึ่งห้องและไม่ค่อยพึ่งคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ แล้วหันกลับมาสู่การเรียนการสอนแบบใช้ชอล์กและแปรงลบกระดานแทน

ไอติมผักปลอดแล็กโตส-เอาใจคนแพ้นมวัว

น้อยคนจะปฏิเสธรสชาติอันเย้ายวนและความสุขที่ ได้จากการรับประทานไอศกรีม แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพ้นมคงต้องขอผ่าน เนื่องจากนมในไอศกรีมอาจทำให้ถ่ายท้องรุนแรง

แต่ที่กล่าวมาอาจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะสถาบัน วิจัยเฟราน์โฮเฟอร์ แห่งประเทศเยอรมนี ประสบความสำเร็จในการพัฒนาไอศกรีมที่ไม่ต้องใช้นมเป็นส่วนผสม แต่ทำจากเมล็ดพืชดอกในตระกูลถั่ว 'ลูปิน' ในวงศ์ลูปินัส (Lupinus) มีด้วยกันราว 200-600 สายพันธุ์ อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ แถบเมดิ เตอร์เรเนียน และทวีปแอฟริกา โดยมีทั้งประเภทที่รับประทานได้ เรียกว่า สวีต ลูปิน และรับประทานไม่ได้ เรียกว่า พอยซั่น ลูปิน

ลูปิเนส (Lupinesse) ยี่ห้อของไอศกรีมที่ทำจากต้นลูปินนี้ มีรสชาติใกล้เคียงกับไอศกรีมที่ใช้ส่วนผสมจากนม ด้วยทำจากเมล็ดพืชต้นลูปิน ทำให้ไม่มีน้ำตาลชนิดแล็กโตส โปรตีนชนิดกลูเต็น และไขมันสัตว์ อันเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้แพ้นม เช่น โรคแล็กโตซีเมีย และกาแล็กโตซีเมีย รับประทานไม่ได้ สาเหตุมาจากการที่ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลชนิดแล็กโตสและกาแล็กโตส ทำให้ร่างกายมองว่าเป็นของเสียและต้องขับออกนำมาซึ่งอาการท้องเสียรุนแรง


ไอศกรีมลูปิเนส มีปริมาณไขมันพืชรวมเทียบเท่ากับไอศกรีมที่มีส่วนผสมจากนมทั่วไป ทั้งยังมีคุณสมบัติลด ไขมันประเภทคอเลสเตอรอลด้วย รวมทั้งเหมาะกับผู้ที่มีรสนิยมการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ มีด้วยกัน 4 รส ได้แก่ เชอร์รี่-วานิลลา สตรอว์เบอร์รี่-มูส วอลนัต-ดรีม และช็อกโก-เฟร็ก วางจำหน่ายแล้วในประเทศเยอรมนี ราคาราว 130 บาท ต่อครึ่งควอตซ์

'เม็กซิโก'รีไซเคิลท่อน้ำทำโรงแรม

ฟังดูอาจจะไม่น่าอภิรมย์ใจเท่าไหร่นักกับการต้องไปนอนอยู่ในท่อระบายน้ำคอนกรีต แต่ "ที 3 อาร์ก" บริษัทนักออกแบบจากประเทศเม็กซิโก พบวิธีในการนำท่อน้ำคอนกรีตที่ใช้แล้วมาดัดแปลงทำเป็นสถานที่พักกายสำหรับนักท่องเที่ยวผู้เหน็ดเหนื่อย นามว่า 'ทูโบโฮเต็ล' เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ที่เมืองมอเรโลส ตั้งอยู่ห่างออกไปทางใต้ของกรุงเม็กซิโกซิตี ราว 45 นาที ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของชานเมือง กลายเป็นแหล่งดึงดูดขาเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์นอนแบบแปลกใหม่

การออกแบบทูโบโฮเต็ลของที 3 อาร์กนั้น ได้แรงบันดาลใจจากผลงานออกแบบของนายอันเดรียส์ สเตราส์ สถาปนิกชาวเยอรมัน ผู้ออกแบบโรงแรมดาส์ ปาร์ก ในเยอรมนี ที่นำท่อน้ำคอนกรีต มาทำเป็นห้องพักให้แขก เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของทูโบโฮเต็ลนั้นใช้คอนเซ็ปต์การจัดวางท่อน้ำในลักษณะ 2 ชั้น เป็นรูปสามเหลี่ยม ผลที่ได้ คือ ความโดดเด่นที่กลมกลืนใกล้ชิดกับแมกไม้รอบข้าง โดยไม่ทำลายทัศนียภาพอันผ่อนคลายของธรรมชาติชานเมือง

ทูโบโฮเต็ล มีห้องทั้งหมด 20 ห้อง แต่ละห้อง (ท่อ) กว้าง 2.44 เมตร ยาว 3.5 เมตร ได้รับการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมด ด้วยวัสดุปูผนังเชื่อมติดกับแผ่นกระดานที่เอาไว้รองรับฟูกนอนกลายเป็นเตียงคู่ควีนไซซ์ พร้อมโคมไฟน้อยส่องสว่าง พัดลมปรับอากาศ และช่องเก็บสัมภาระใต้เตียง โดยทุกห้องถูกวางเรียงโอบล้อมสนามผืนกว้างที่ถูกดัดแปลงตกแต่งด้วยบ่อน้ำเล็กๆ และกรวดหินไว้เป็นทางเดิน ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวธรรมชาติรอบโรงแรม

สำหรับห้องอาบน้ำและส้วมนั้นทางโรงแรมได้ปลูกเรือนไว้ให้บริการต่างหาก เนื่องจากไม่สามารถจะรวมเข้าไปในท่อได้หมด ค่าบริการเช่าห้องราว 1,300 บาทต่อคืน และไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะทุกห้องมีม่านอย่างหนากั้นสายตาคนภายนอก

ไร้แว่น

คอสมิโอ เอฟ 750-10 คิว คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปจากค่ายโตชิบา แสดงผลในระบบ 3 มิติ โดยไม่ต้องใส่แว่น ผ่านจอแสดงผลกว้าง 15.6 นิ้ว ใช้ขุมพลังประมวลผลจาก ซีพียู คอร์ ไอ-7 จากค่ายอินเทล ถือเป็นแล็ปท็อป 3 มิติ ไร้แว่นเครื่องแรกในตลาดคอมพิวเตอร์ (กิซแม็ก)

'กล่องดำ'ดีดตัว

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกนั้น

แน่นอนว่าไม่มีใครบนโลกนี้อยากให้เกิดขึ้น

แต่เมื่อผลสุดท้ายกลับเกิดขึ้นมา หนทางเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียที่ดีที่สุด คือ

ค้นหาความจริงว่า

เครื่องบินลำนั้นๆ ตกเพราะเหตุใด

เพราะความผิดพลาดทางเทคนิค ข้อบกพร่องของเครื่องบิน ลมฟ้าอากาศ หรือตัวนักบิน?

แล้วใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสีย!?

ซึ่งเครื่องมือที่จะช่วยไขปริศนาเหล่านี้ ก็คือ

'แบล็กบ็อกซ์' หรือ 'กล่องดำ' (แต่ของจริงส่วนใหญ่จะเป็นสีส้ม) อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องบินนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเมื่อเครื่องบินระเบิด ตกกระแทกพื้นโลก หรือดิ่งลงทะเล

เจ้ากล่องดำที่ว่านี้มีโอกาสหายสาบสูญตามไปด้วย

ล่าสุด กลุ่มธุรกิจในจังหวัดโปรวองซ์ของประเทศฝรั่งเศส นำโดยบริษัทปีกาซเซ่ จึงรวมตัวกันลงทุนพัฒนา-สร้างกล่องดำแบบใหม่..

เรียกว่า 'แบล็กบ็อกซ์ อีเจ็กเตอร์ ซีต'

โดยออกแบบเอาไว้ให้นำไปติดตั้งตรงส่วนท้ายของเครื่องบิน

ตัวกล่องดำจะถูกห่อหุ้มด้วยเหล็กกล้า

มีระบบจีพีเอส หรือติดตามพิกัดผ่านดาวเทียม

นอกจากนั้นก็ยังมีระบบไฟฟ้าในตัว

ในกรณีที่เครื่องส่อเค้าจะตก หรือจะเกิดอุบัติเหตุ

กล่องดำรุ่นใหม่นี้จะถูก 'ดีดตัว' ออกมาจากเครื่องบินโดยอัตโนมัติ

และมีคุณสมบัติคล้ายๆ ทุ่น สามารถลอยอยู่เหนือน้ำได้ จึงง่ายต่อการค้นหา

โครงการกล่องดำดีดตัวดังกล่าว ใช้เงินพัฒนาขึ้นต้นประมาณ 68 ล้านบาท

เป็นอีกหนึ่งความพยายามคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยมนุษย์ทำงานกู้ภัย

แต่ถ้าให้ดีที่สุดก็คือ ถ้าเป็นไปได้ขออย่าให้มีใครต้องใช้งานกล่องดำเลย!

หนุ่มรูดเสา

เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์
 

ฮา เต๋า ตี๋วัย 23 ปี จากเมืองชิงเต่า มณฑลชานตง เห็นสาวเต้นรูดเสาในผับ แทนที่จะปิ๊งสาว ดันปิ๊งลีลาการเต้น แล้วก็คิดว่า ชั้นก็ทำได้นี่ แม้เพื่อนๆ จะร้องยี้ ส่วนโรงเรียสอนเต้นแถวบ้านก็ไม่สอนให้เพราะเป็นผู้ชาย ก็ยังสู้ดูวิดีโอเรียนเอง จนเจอโรงเรียนที่เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง รับเข้าเรียนจึงย้ายไป

กลางวันเรียน กลางคืนเต้นหาค่าเทอมในผับ 5 ปีผ่านไป รายได้เดือนละ 2 แสนบาท

ใครสนใจ ลองซ้อมรูดเสาป้ายรถเมล์ดูก่อน วันหนึ่งอาจจะรุ่งแบบนี้ก็ได้นะ...อิอิ

หน้า 15

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วัคซีนใหม่ !ต้านหวัดใหญ่-เข็มเดียวจบ ป้องกัน'ไวรัส'ทุกสายพันธุ

ทุกๆ ปีบรรดาผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอทั่วโลก อาทิ เด็กอ่อน และผู้สูงวัย ต่างพากันไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยมีความหวังว่า วัคซีนดังกล่าวจะช่วยเป็นเกราะคงกระพันที่ช่วยปกป้องตนจากเชื้อไวรัสร้ายในตระกูล "อินฟลูเอ็นซา" ตัวการก่อโรคไข้หวัดใหญ่ ทว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวนั้นมีอัตราการกลายพันธุ์ที่สูงมาก วัคซีนที่ฉีดเข้าไปนั้นจึงอาจมีประสิทธิภาพอยู่ได้เพียงแค่ไม่เกิน 2-3 ปี

'สคริปป์' สถาบันวิจัยยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ของ "ครูเซลล์" บริษัทยา จากเยอรมนี เพิ่งประกาศค้นพบส่วนประกอบใหม่บนผิวเยื่อหุ้มไวรัสตระกูลอินฟลูเอ็นซา ซึ่งมีความคงทนสูงและไม่กลายสภาพไปหลังการกลายพันธุ์ของไวรัส จุดชนวนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่ในฝันของวงการแพทย์ ที่มีคุณสมบัติปกป้องผู้ได้รับการฉีดได้อย่างยาวนานนับแรมปีแบบ "เข็มเดียวจบ"

ศาสตราจารย์ เอียน วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างชีวภาพ จากสถาบันสคริปป์ อธิบายว่า ไวรัสตระกูลอินฟลูเอ็นซา มีกลไกการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของรˆางกาย ด้านศาสตราจารย์จ๊าบ กูดสมิต หนึ่งในคณะนักวิจัย กล่าวว่า แอนติ บอดี รหัสซีอาร์ 6261 ที่ค้นพบนั้น สามารถจับกับโครงสร้างถาวรของไวรัสตระกูลอินฟลูเอ็นซาได้ ส่งผลให้ไวรัสไม่สามารถส่งผ่านรหัสพันธุกรรมเข้าไปยังเซลล์ของผู้ติดเชื้อได้ กล่าวคือ ไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้ โดยจากการทดสอบนำแอนติบอดีดังกล่าวไปฉีดให้กับหนูทดลองที่ติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นซา พบว่า สามารถป้องกันการติดเชื้อไปจนถึงทำลายเชื้อไวรัสดังกล่าวได้มากกว่าร้อยละ 50

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยของครูเซลล์ ยังค้นพบแอนติบอดี รหัสซีอาร์ 8020 มีประสิทธิภาพสูงกว่าซีอาร์ 6261 โดยสามารถจับกับโครงสร้างถาวรของไวรัสดังกล่าวและทำลายไวรัสลงได้ทุกสายพันธุ์ รวมทั้งเอช 3 และเอช 7 ด้วย ทางบริษัทครูเซลล์กำลังวางแผนการทดสอบ ซีอาร์ 6261 ในอาสาสมัคร และหากประสบความสำเร็จจะทดสอบ ซีอาร์ 8020 ซึ่งหากมีความปลอดภัย จะนำแอนติบอดีทั้งสองชนิดมารวมกันใช้ทำวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดใหญ่ได้

'โครงการอีเด็น'พฤกษากลางป่าสวรรค์
 

นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุโรปมาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ในสังคมเมืองทุกวันนี้พูดได้ว่าห่างไกลจากป่าเขาลำเนาไพร เช่นเดียวกับองค์ความรู้ทางด้านพืช ที่บางคนทั้งชีวิตอาจได้เพียงเรียนรู้แต่จากในแผ่นกระดาษ แนวคิดการสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพฤกษชาตินั้นจึงนับเป็นสิ่งที่สอดรับกับยุคสมัยที่ผู้คนบนโลกกำลังเริ่มหันมาใส่ใจกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

โครงการอีเด็น ก่อกำเนิดขึ้นจากพื้นฐานแนวคิดดังกล่าว เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ ตั้งอยู่ที่เมืองคอร์นวอล แคว้นเซาท์ เวสต์ อิง แลนด์ ประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วยพืชพรรณนานากว่า 1,000,000 ชนิด ได้รับการจัดสรรลงอย่างสวยงามแบ่งเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ โดมยักษ์แบบเปิดกลางแจ้ง และภายใต้โดมยักษ์อีก 2 โดม ที่ประกอบขึ้นจากแผ่นพลาสติกเอทิลเตตราฟลูออโรเอทิลีน หรืออีทีเอฟอี ขึ้นรูปเป็นหกเหลี่ยมประกบมุมตรึงยึดด้วยโครงเหล็กกล้ากลายเป็นโดมมหึมาใหญ่ขนาดที่สามารถจะบรรจุฐานของหอนาฬิกาบิ๊กเบ็นเข้าไปได้ อีเด็นถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ของเหมืองดินเก่าแก่ ในโอกาสครบ 160 ปี จนได้รับการบรรจุชื่อในหนังสือกินเนสส์ เวิลดŒ เร็กคอร์ด แล้วว่าเป็นโดมพฤกษชาติใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้น้ำจากน้ำฝนเพื่อหล่อเลี้ยงพฤกษานานาพันธุ์เหล่านี้ไม่น้อยกว่า 162.7 ล้านลิตร ผ่านระบบการกักเก็บและรีไซเคิลน้ำอันซับซ้อนถูกซ่อนไว้ใต้พื้นผิวดิน

โดมมหึมาของสวนสวรรค์นี้ ได้แก่ "โดมป่าฝน" ได้รับขนานนามว่า เป็นป่าดิบแบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบไปด้วยแมกไม้เขียวชอุ่มอันโอฬารของเขตป่าฝนไปจนถึงน้ำตกขนาดใหญ่ ภายใต้สภาพอากาศร้อนชื้น ซึ่งใช้น้ำจากท่อน้ำใต้ดินและน้ำตกช่วยทำให้อากาศมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา "โดมเมดิเตอร์เรเนียน" ให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับพืชพรรณอันเบิกบานหลากสีสัน ท่ามกลางกลิ่นอายของต้นมะนาว ต้นโอลีฟ เถาองุ่นม่วงแดง สไตล์อากาศร้อนแห้งแบบเมดิเตอร์เรเนียน

ปิดท้ายด้วยโดมแบบเปิดซึ่งมีสภาพอากาศเหมือนท้องถิ่นอังกฤษ หรือ ยุโรปเหนือ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับต้นชาอังกฤษ ดอกลาเวนเดอร์ ฯลฯ ซึ่งแต่ละส่วนจะมีป้ายแสดงข้อมูลของพืชพรรณแต่ละชนิดถึงเรื่องราวความเป็นมา

ขณะที่บรรยากาศในตอนค่ำคืนนั้น โรแมนติกไม่แพ้ตอนกลางวัน ด้วยแสงสีตระการตา เหมาะเป็นสถานที่พักผ่อนและจัดเลี้ยงสังสรรค์ โดยอีเด็นเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตลอดปี ไม่มีวันหยุด

หน้า 16

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อนาคต
 

จักรยานยนต์รุ่นทดสอบในตระกูล อี-สกู๊ตเตอร์ จาก บีเอ็มดับเบิ้ลยู ค่ายยานยนต์หรูชั้นนำของโลก ถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ความเร็วสูงสุดไม่ต่ำกว่า 100 ก.ม.ต่อชม. วิ่งได้ระยะทางไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร ใช้เวลาในการบรรจุประจุไฟฟ้าจากไฟบ้าน 220 โวลต์ 3 ชั่วโมง ติดตั้งระบบเบรกที่สามารถช่วยเติมประจุไฟฟ้าได้ ใช้น้ำและลมเป็นตัวระบายความร้อน (gizmag.com)


หน้า 17

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

'อีเอ'ทุ่ม2หมื่นล้าน! ซื้อกิจการ'ป๊อปแค็ป'

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

ธุรกิจ 'แคชวล เกม' หรือเกมสำหรับเล่นบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ ประเภทที่เล่นฆ่าเวลาแบบชิลชิล เพลินๆ ไม่ยากเย็นเกินไปนัก

ถ้าดูเผินๆ อาจมีมูลค่าไม่มากมายเท่าไหร่

แต่ทุกวันนี้ยิ่งเฟื่องฟู กลายเป็นขุมทองแห่งใหม่ที่ยักษ์ใหญ่วงการเกมคอมพิวเตอร์หมายตา

สดๆ ร้อนๆ ก็นี่เลย

กรณีบริษัทอีเอ หรือ 'อิเล็กทรอนิกส์ อาร์ตส์' สหรัฐอเมริกา เจ้าพ่อวงการวิดีโอเกมอันดับต้นๆ ของโลก เพิ่งแถลงข่าวเป็นทางการว่า

มีมติทุ่มเงินสด 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19,500 ล้านบาท) เข้าเทกโอเวอร์ซื้อกิจการ 'ป๊อปแค็ป' บริษัทพัฒนาแคชวล เกม ชื่อดังแห่งนครซีแอตเติล สหรัฐ

นอกจากนั้น 'อีเอ' ยังให้สิทธิ์ฝ่าย 'ป๊อปแค็ป' ถือหุ้นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ (3,000 ล้านบาท) อีกด้วย

และจนถึงปี 2556 ถ้า 'ป๊อปแค็ป' สามารถทำกำไรได้ถึง 'เป้า' ที่ตั้งเอาไว้ ทาง 'อีเอ' ก็พร้อมการันตีจ่ายเงินปันผลรวมกันเพิ่มเติมไม่ต่ำกว่า 16,500 ล้านบาท

สำหรับ 'ป๊อปแค็ป' นั้นถ้าพูดกันเฉพาะชื่อบริษัทผู้คนบางส่วนอาจนึกไม่ออก

แต่ถ้าบอกว่า บริษัทนี้เป็นผู้พัฒนาสุดยอดแคชวล เกม มหาฮิตเขย่าโลก อย่าง...

เกมสู้ซอมบี้ 'แพลนส์ เวอร์ซัส ซอมบีส์' (Plants vs. Zombies)

เกมยิงลูกแก้ว 'ซูม่า' (Zuma)

เกมเรียงเพชร 'บีจูลด์' (Bejeweled)

คราวนี้คงร้องอ๋อเป็นแถวๆ!

'ป๊อปแค็ป' ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2543


ปัจจุบัน มีพนักงานราว 400 คน สำนักงานใหญ่อยู่ในซีแอตเติล แล้วก็มีสำนักงานสาขาย่อยๆ กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในแคนาดา ยุโรป รวมถึงเอเชีย

ยุทธศาสตร์ของ 'ป๊อปแค็ป' เดินไปแบบคู่ขนาน ทั้งทำเกมแจกฟรี กับเกมสำหรับขาย

รายได้ร้อยละ 80 ของ 'ป๊อปแค็ป' มาจากการสั่งซื้อดาวน์โหลดผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ มาจากการวางขายเกมตามร้านเกมทั่วไป

แคชวล เกม-เกมฆ่าเวลาที่ดูไร้สาระ...

ในวันนี้สามารถทำเงินกันถล่มทลายระดับหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว!

 

หน้า 18

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

'ไบโอเทค-สวทช.'ผนึกกำลัง'ไฮกริม' ผลักดันงานวิจัยเชิงพาณิชย์ '

เมื่อ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการและจัดสรรประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้โครงการ 'ผลิตแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายน้ำมันปิโตรเลียมเพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้าสำหรับกำจัดคราบน้ำมันทางชีวภาพ' ระหว่างไบโอเทค สวทช. กับบริษัทไฮกริม เอ็นไวรอนเมนทอล แอนด์ รีเสิร์ช จำกัด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับภาคเอกชน ในการผลักดันให้มีการนำองค์ความรู้ต่างๆ ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพไปประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรม

นายวสันต์ อริยพุทธรัตน์ ประธานผู้บริหารอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ บริษัทไฮกริม กล่าวว่า บริษัทไม่สามารถที่จะค้นคว้าและวิจัยเพียงลำพังได้ จึงได้ร่วมมือกับ สวทช. ค้นคว้าวิจัยโดยการร่วมวิจัยกับไบโอเทค ในการคัดเลือกกลุ่มสายพันธุ์จุลินทรีย์หลายสายพันธุ์ ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการย่อยสลายโมเลกุลน้ำมันปิโตรเลียม

ทั้งนี้ นักวิจัยของไบโอเทคมีความเชี่ยวชาญในด้านจุลินทรีย์ในหลายๆ แขนง ตั้งแต่การคัดแยก การคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์จากธรรม ชาติที่มีความสามารถในการย่อยสลายน้ำมัน จนถึงการหา สภาวะการเลี้ยงเพื่อเพิ่มขยายจำนวนจุลินทรีย์ให้มากเพียงพอที่จะทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย

ในขณะที่ไบโอเทคมีเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยรองรับงานวิจัย บริษัทไฮกริมมีความเชี่ยวชาญในการทดสอบประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ และทำการตลาด ซึ่งโครงการนี้มีการส่งเสริมความเชี่ยวชาญซึ่งกันและกัน ทำให้ประสบผลสำเร็จเพื่อเป็นการนำผลงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยบันทึกข้อตกลงนี้จะมีระยะเวลา 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

ญี่ปุ่นล้ำ-เพาะสเต็มเซลล์ปลูกฟันหนูทดลอง
 

สำหรับคนที่ต้องพึ่งฟันปลอม แม้ฟันปลอมอาจดูสมจริง แต่ใส่ไปแล้วมักทำให้เกิดความรำคาญ เจ็บปวด เคี้ยวไม่สะดวก ไม่อย่างนั้นก็อาจกดทับแน่นเกินไป อีกทั้งมีระยะการใช้งานแตกต่างกันไปขึ้นกับวัสดุที่ใช้ จึงต้องคอยเปลี่ยน ปัญหาเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โตเกียวของญี่ปุ่นนำโดย ศ.ทาคาชิ สึจิ ประสบความสำเร็จในการเพาะฟันเทียมขึ้นมาได้ทั้งชุดจากสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นแบบของหนู

ขั้นตอนการทดลอง นักวิจัยนำ สเต็มเซลล์ 2 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสร้างฟันจากหนูออกมาเพาะเลี้ยง มีอาหารเคมีและวิตามินหล่อเลี้ยงและกระตุ้นการเติบโต หลังจากนั้น 5 วัน เมื่อมีปุ่มฟันเล็กๆ งอกออกมาจึงนำไปปลูกถ่ายลงในกล่องแม่พิมพ์พลาสติกและฝังในร่างของหนูเพื่อให้ได้รับของเหลวและสัญญาณเคมีที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา กระทั่ง 60 วันถัดมา ฟันเจริญเติบโตจึงนำออกจากกล่องไปปลูกถ่ายบนขากรรไกรหนู อีก 6 สัปดาห์ต่อมาฟันใหม่หลอมเป็นเนื้อเดียวกับขากรรไกร โดยมีส่วนประกอบเหมือนฟันปกติ นอกจากมีรูปลักษณ์เหมือนฟันจริงแล้วยังทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ การทดลองดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาการเพาะฟันเทียมด้วยสเต็มเซลล์ของตัวเองให้กับมนุษย์ต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นจริงได้ในอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า

 

หนุ่มออฟฟิศจีบเพราะเบื่อ

ถ้าหนุ่มออฟฟิศเดียวกับคุณส่งยิ้มข้ามห้องมาให้หรือพูดคุยด้วยตอนเจอกันที่ตู้กดน้ำดื่ม สาวๆ อย่าเพิ่งทึกทักว่าหนุ่มมีใจให้เพราะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ อังกฤษ ค้นพบว่า หนุ่มๆ ทำไปเพราะเบื่อหน่ายเท่านั้น โดยจากการสอบถามความคิดเห็นผู้ชายและผู้หญิง 200 คน อายุระหว่าง 21-68 ปี เรื่องการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน พบว่า ไม่ได้มีความหมายเชิงชู้สาวเสมอไป ผู้ชายหลายคนในที่ทำงานทักทายสาวๆ เพียงแค่อยากผ่อนคลายความเบื่อหน่าย ขณะที่ผู้หญิงที่ทักทายหนุ่มๆ เพราะรู้สึกมีความสุขในการทำงานของตัวเอง

ชาดี มูสซา นักจิตวิทยาเชิงธุรกิจ กล่าวว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่าคนเราจะพูดจาหยอกล้อเกี้ยวพาเพศตรงข้ามจากหลายเหตุผล ทั้งเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง เพื่อความสนุก หรือเพื่อความโรแมนติก

"ถ้าผู้ชายรู้สึกว่างานน่าเบื่อ พวกเขาจะทำตัวเฟลิรŒตเพื่อสร้างความบันเทิง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการหยอกล้อสาวๆ จะทำให้หนุ่มออฟฟิศเกิดความพึงพอใจหรือช่วยให้ทำงานของตัวเองได้ดีขึ้นหรือไม่" มูสซากล่าว

 

แว่นตาชี้อารมณ์คู่สนทนา
 

สำนวนมองหน้าไม่รู้ใจ ยังคงใช้ได้อยู่ทุกสถานการณ์ สำหรับคนที่ต้องการความมั่นใจในการแยกแยะอารมณ์ของบุคคลรอบข้างอาจจะต้องพึ่งแว่นตา 'โซเชี่ยล เอกซเรย์' ที่จะเผยให้รู้ว่าคู่สนทนากำลังสนใจการสนทนานี้หรือว่าเบื่อแล้ว

แว่นดังกล่าวเป็นผลงานพัฒนาของนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเส็ตต์ สหรัฐ ติดตั้งกล้องจิ๋วขนาดเท่าเมล็ดข้าวซึ่งจะตรวจสอบการแสดงอารมณ์บนใบหน้าของบุคคล จากนั้นจับคู่กับอารมณ์ที่มีในคลัง 24 แบบแล้ววิเคราะห์ว่าอารมณ์ใดเกิดขึ้นนานที่สุดและบ่อยที่สุดด้วยซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยเอ็มไอที ก่อนจะกระซิบบอกเป็นการส่วนตัวผ่านหูฟังและส่องแสงบนแว่นเพื่อให้ผู้สวมแว่นตารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรกับเรา

แสงที่ใช้อิงมาจากระบบไฟจราจร สีแดงหมายถึงแง่ลบ สีเหลืองหมายถึงมีความสนใจปานกลาง และสีเขียวหมายถึงมีความสุข จะสว่างขึ้นมาบนแว่นเพื่อให้เราได้รู้อารมณ์ความรู้สึกของบุคคลตรงหน้า

นักวิจัยอ้างว่า เมื่อสวมแว่นตาพิเศษนี้เราจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกเชิงบวกหรือเชิงลบกับการสนทนา โดยพัฒนาออกมาเพื่อให้ผู้ป่วยโรคออทิสติก ที่ไม่มีทักษะการสื่อสารได้ใช้งาน

 

โนเกียรีไซเคิล
 

หุ่นยนต์ที่ทำขึ้นจากมือถือ 'โนเกีย' ใช้แล้วนั่งอ่านหนังสือบนม้านั่งหลากสีที่หน้าร้านไปรษณีย์ในกรุงปักกิ่งของจีน โดยโนเกียผุดโครงการมือถือเก่าแลกตั๋วหนังที่ร้านไปรษณีย์กระตุ้นลูกค้าลดโลกร้อน โดยโนเกียจะนำมือถือไปรีไซเคิล (ไชน่าเดลี่)

'อะเมซอน'มาแล้ว ส่ง'แท็บเล็ต'ชนไอแพด

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

ข่าวอย่างเป็นทางการจาก 2 บริษัทวิจัยการตลาดด้านเทคโน โลยีระดับอินเตอร์ "Garntner" กับ "IDC" ล่าสุด ณ วันที่ 14 ก.ค. 54 ออกมาตรงกันนะครับ

นั่นคือ กระแสความนิยมซื้อคอมพิวเตอร์ประเภท "แท็บ เล็ต" ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มาแรงเสียจนส่งผลกระทบ ทำให้ยอดขายคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ หรือ "พีซี" ลดลง

อย่างไรก็ตาม ความนิยมโน้ตบุ๊กราคาประหยัด หรือ "เน็ตบุ๊ก" ก็ยังมีส่วนบี้ยอดขายพีซีให้ลดน้อยถอยลงเช่นกัน

และด้วยความร้อนแรงของเจ้าแท็บเล็ต หรือที่คนไทยล้อเลียนกันว่า "กระดานชนวนดิจิตอล" นี่เอง จึงอาจเป็นมูลเหตุส่งผลให้บริษัท "อะเมซอน" เจ้าของเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นๆ ของโลก "อะเมซอน ดอต คอม" เตรียมส่ง "แท็บเล็ต" จอสัมผัสของตัวเองลงช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในสมรภูมิแท็บเล็ตภายในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับสื่อที่เริ่มต้นเปิดข่าว "แท็บเล็ตอะเมซอน" ก่อนใครเพื่อน ก็คือ "วอลสตรีต เจอร์นัล" สิ่งพิมพ์ธุรกิจชื่อดัง ซึ่งไปคุ้ยแคะแกะเกามาได้ว่า

ทางอะเมซอนหมายมั่นปั้นมือจะส่งเจ้าแท็บเล็ตที่ว่านี้มา "ชน" กับ "ไอแพด" โดยตรง

สเป๊กเบื้องต้นเท่าที่เปิดเผยออกมา ก็แน่นอนว่า "แท็บเล็ตอะเมซอน" ต้องใช้จอสีระบบสัมผัส

คาดว่าจอดังกล่าวจะมีขนาด 9 นิ้ว

ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ล

แต่ไม่มี "กล้อง" ติดมาด้วย (ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างแรง)

จุดเด่นสำคัญๆ เชื่อว่าจะอยู่ตรงการ "ตั้งราคา" ที่ยั่วยวนใจสุดๆ ประกอบกับความสามารถในการดาวน์โหลดคอนเทนต์ต่างๆ จากเว็บอะเมซอนได้อย่างรวดเร็ว-สะดวกสบาย อาทิ ไฟล์หนัง เพลง หนังสือ ฯลฯ

แหล่งข่าวบอกกับวอลสตรีตฯ อีกว่า อย่างไรก็ตาม เจ้าเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (อีบุ๊ก) สุดฮิต รุ่น "คินเดิล" จะยังคงได้รับแรงผลักดันจากอะเมซอนต่อไป เพราะไม่ได้หวังจะปล่อยแท็บเล็ตออกมาฆ่า "คินเดิล" อยู่แล้ว

เจอคู่แข่งหน้าใหม่แบบนี้ น่าติดตามรอดูจริงๆ ว่า ปลายปีแอปเปิ้ลจะ "รับน้อง" ด้วยการเร่งส่ง "ไอแพด 3" หรือผลิตภัณฑ์แนวๆ นี้แต่ตั้งราคาขายต่ำๆ ออกมาสกัดดาวรุ่งหรือเปล่า!?!

หน้า 19

วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สัมผัสธรรมชาติกับ'โดมโปร่งใส' ทนไฟ-เคลื่อนย้ายสะดวก
 

ความฝันที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติได้ใกล้ชิดอย่างปลอดภัยใกล้จะเป็นจริงแล้ว หลังปิแอร์ สเตฟาน ดูมาส ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสสร้างกระท่อมโปร่งใสที่สามารถเคลื่อนย้ายไปที่ไหนก็ได้ โดยไอเดียในการสร้างนี้มาจากความต้องการที่จะสร้างที่พักชั่วคราว ที่ให้คนสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด โดยส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างน้อยที่สุด โดยกระท่อมโปร่งใสนี้มีหลายรูปทรง ประกอบด้วย บับเบิ้ล ทรี (BubbleTree), คริสตัลบับเบิ้ล (CristalBubble), บับเบิ้ล ลอดจ์ (BubbleLodge) และบับเบิ้ลรูม BubbleRoom เพื่อผู้ซื้อจะได้เลือกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการ

นายดูมาส กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้ออกแบบที่พักทรงแปลกเหล่านี้ขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมอบประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งทำให้เราสามารถนอนเอกเขนกดูดาวได้อย่างสบายๆ บนเตียงของเราเอง ยิ่งไปกว่านั้น ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของโดมลูกโป่งนี้ยังช่วยสร้างสุนทรียภาพทางเสียงอีกด้วย เนื่องจากเสียงจากด้านนอกจะไม่เข้ามารบกวนภายในโดม ทำให้ สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบนอก หรือแม้แต่งีบหลับได้อย่างเต็มที่

โดมลูกโป่งนี้สามารถติดตั้งได้ง่าย และยังมีระบบหมุนเวียนอากาศภายใน ซึ่งจะมีเครื่องเป่าลมที่จะช่วยสร้างแรงดันอากาศบางๆ ไปปะทะกับกำแพงโดม ทำให้โดมคงตัวเป็นทรงกลมอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันปัญหาความชื้น และสร้างอากาศบริสุทธิ์หมุนเวียนภายในโดมอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

กระท่อมลูกโป่งทุกแบบจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เมตร ผลิตจากพลาสติกที่สามารถป้องกันไฟและรังสีอัลตราไวโอเลตได้ ซึ่งแต่ละกระท่อมจะมาพร้อมกับพื้นไม้ เครื่องเป่าลมขนาดพกพา ถุงคลุมและกระเป๋า โดยคริสตัลบับเบิ้ลและบับเบิ้ลรูมจะมีลักษณะพิเศษ คือสามารถนำเตียงขนาดคิงไซซ์ใส่เข้าไปในกระท่อมได้ พร้อมกับมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระส่วนตัวอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้แล้วทางเว็บไซต์ของบับเบิ้ลทรี แต่สนนราคานั้นก็ถือว่าสูงไม่น้อย โดยราคาของคริสตัลบับเบิ้ลเริ่มต้นที่ 7,766 ยูโร หรือประมาณ 335,000 บาทไทย

'ไทยซ่า'นักวิทย์รุ่นใหม่หัวใจอาสา

นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่รวมพลังอาสาจัดตั้งเครือข่ายในนาม 'TYSA : ไทยซ่า' หวังใช้ความรู้ทำงานตอบแทนสังคม ตั้งเป้าถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จสู่นักวิทย์รุ่นน้อง ยึดหลักนักวิจัยต้อง 'เก่งและดี' ที่สำคัญต้องสื่อสารวิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับประชาชน

รศ.ดร.น.พ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และในฐานะประธานร่วมของเครือข่ายไทยซ่า เผยว่า จุดเริ่มต้นของเครือข่ายเริ่ม จาก ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ และ ดร.วรินธร สงคศิริ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2551 ที่สวิตเซอร์แลนด์ และต่อมาในปี 2553 นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากทั่วโลกที่ได้เข้าร่วมงานประชุมดังกล่าวได้มีแนวคิดในการก่อตั้งองค์กรเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของโลก (GYA) ซึ่งในครั้งนั้น ดร.นิศราได้รับเลือกเป็นประธานร่วมขององค์กร จากนั้นมาก็ได้เริ่มมีแนวคิดการสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของประเทศไทยขึ้น ในนามไทยซ่า (TYSA : Thai Young Scientists Academy)

"ไทยซ่า คือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มารวมตัวกันเพื่อนำความรู้ที่ตนเองมีมาช่วยกันเสริมสร้างกำลังคนทางวิทยาศาสตร์ให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมให้มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยซ่ามีสมาชิกแล้วกว่า 20 คน โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกหรือเชิญเข้ามาตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ คือ เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับ" ดร.นิศรากล่าว

ภารกิจหลักของไทยซ่าที่ตั้งเป้าไว้คือ การสร้างเครือข่ายและช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่อาชีพ สมาชิกไทยซ่าทุกคนจะคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยเหลือดูแล นำประสบการณ์ในการทำงานวิจัยมาถ่ายทอดให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นน้องนำไปใช้แก้ไขปัญหาและก้าวข้ามอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไปได้ด้วยดี

ด้าน ดร.วรินธร สงคสิริ ในฐานะประธานร่วมของกลุ่มไทยซ่า กล่าวว่า การดำเนินงานและกิจกรรมที่ผ่านมา ไทยซ่าได้มีความร่วมมือกับศูนย์ประสานงานนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเข้าไปช่วยแนะนำให้กับนักวิทยาศาสตร์จบใหม่ ด้วยการเข้าไปอบรม เสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นต้องมีในการทำวิจัย เช่น แหล่งทุนในประเทศไทยมีที่ใดบ้าง การหาทุนต้องทำอย่างไร วิธีการเขียนข้อเสนอโครงการที่น่าสนใจเป็นเช่นไร หรือแม้แต่ทักษะการสื่อสารที่ดีควรเป็นอย่างไร เป็นต้น

ออพติมัสโปร

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่ายแอลจี ในชื่อรุ่นแอลจี 'ออพติมัส เน็ต' และ 'ออพติมัส โปร' ชูจุดเด่นที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.3 Gingerbread โดยรุ่นเน็ตเป็นหน้าจอสัมผัส ส่วนรุ่นโปรมาพร้อมแผงคีย์บอร์ด Qwerty (engadget.com)
 

'ฮ็อตเมล์'ยกเครื่อง ระบบสกัด'อีเมล์ขยะ'

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ผู้ใช้บริการฟรีอีเมล์เบอร์ใหญ่เบิ้มของโลก "ฮอตเมล์" คงทราบดีว่า

ช่วงที่ผ่านมานี้ มีสแปมเมล์-จังก์เมล์ หรือ "อีเมล์ขยะ" จำพวกขายสินค้า รวมถึงต้มตุ๋นผู้คน และโฆษณาหลอกลวงประชาชน โผล่เข้ามาในกล่องรับอีเมล์ของบัญชีฮอตเมล์เป็นจำนวนมากจริงๆ

จนทำให้ฮอตเมล์เสียเครดิตไปมากโข ในประเด็นการวางระบบรักษาความปลอดภัย

เพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงมัวหมองมากไปกว่านี้ ในช่วงเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการแจ้งเตือน "อีเมล์ขยะ" ในหน้าเว็บฮอตเมล์

โดยเมื่อเข้าไปในกล่องรับอีเมล์ (Inbox) เมื่อลองคลิกดูตรงแท็บ "ทำเครื่องหมายเป็น" ก็จะพบฟังก์ชันใหม่เพิ่มขึ้นมา 2 ฟังก์ชัน คือ

ระบบแจ้งข้อความ "ฟิชชิ่ง" (อีเมล์ต้มตุ๋น) กับระบบแจ้งให้โปรแกรมเมอร์ฮอตเมล์รู้ว่า "(อีเมล์) เพื่อนของฉันถูกแฮ็ก!)

สำหรับคำเตือนหลังนั้น เมื่อทางฮอตเมล์ตรวจสอบแล้วพบว่า บัญชีดังกล่าวของเพื่อนเรามีแนวโน้มถูกแฮ็ก หรือถูกมือมืดเจาะระบบจริง ก็จะส่งอีเมล์ไปเตือนให้เพื่อนของเรา "เปลี่ยนรหัสผ่าน" เพื่อจะได้ใช้งานได้ต่อไป

นอกจากนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้

มีข่าวยืนยันมาจาก "ดิ๊ก แครดด๊อก" ผู้จัดการฝ่ายโปรแกรมของฮอตเมล์ออกมาแล้ว ว่า

ทางฮอตเมล์เตรียมยกเครื่องระบบการตั้งรหัสลับ-รหัสผ่าน หรือพาสเวิร์ดของอีเมล์ใหม่ทั้งหมด

ทำให้ผู้สมัครขอใช้บริการ ไม่สามารถตั้งรหัสง่ายๆ เช่น 123456, 12345678

หรือประโยคธรรมดาๆ เช่น iloveyou หรือ ilovecats ได้อีก ต่อไป แต่ต้องเพิ่มความซับซ้อนเวลาตั้งรหัสผ่านดังกล่าว

ส่วนสมาชิกเก่าของฮอตเมล์...

ถ้าคนไหนรหัสลับเดิมเดาง่ายไป ก็จะได้รับอีเมล์แจ้งให้เปลี่ยนเป็นรหัสใหม่เช่นกัน ถ้ายังต้องการจะใช้บัญชีอีเมล์นั้นๆ ต่อไปครับ

หน้า 20

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แอปเปิ้ลสุดทน-เปลี่ยนซัพพลายเออร์ จากซัมซุงเป็น"ทีเอสเอ็มซี"

รอยเตอร์รายงานว่า จากคดีการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นในหลายกรณีระหว่างบริษัทแอปเปิ้ล กับบริษัทซัมซุง ของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเรื่องที่ทางแอปเปิ้ลกล่าวหาว่าซัมซุงลอกเลียนผลิตภัณฑ์ของตนหลายชิ้น ทั้งไอโฟน และไอแพด เป็นต้น สุดท้ายความอดทนของผู้บริหารระดับสูงก็หมดลง เมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ทางแอปเปิ้ลตัดสินใจเปลี่ยนบริษัทซัพพลายเออร์ จากซัมซุง ไปเซ็นสัญญากับบริษัท ทีเอสเอ็มซี (TSMC : Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ของไต้หวันแทน

โดยทีเอสเอ็มซี จะเข้ามารับช่วงต่อการผลิตตัวประมวลผลแอปเปิ้ล เอ 6 (A6) สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ของแอปเปิ้ลในปี 2555 จากเดิมที่มีความคืบหน้าว่าแอปเปิ้ลกำลังพิจารณาซัพพลายเออร์รายอื่นนอกจากซัมซุงเท่านั้น

สำหรับเหตุผลที่ทางแอปเปิ้ลเลือกผู้ผลิตจากไต้หวันแห่งนี้เป็นเพราะว่า อัตราการสูญเสียระหว่างผลิตของ ทีเอสเอ็มซีนั้นต่ำพอเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากถ้าอัตราการสูญเสียระหว่างผลิตนั้นสูงย่อมทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากของที่เสียนั้นมีต้นทุนเเละไม่สามารถนำไปใช้งานได้ ก็ต้องถูกนำไปคิดรวมกับสินค้าด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เเล้วแอปเปิ้ลยังพอใจกับความเร็วในการผลิตตัวประมวลผลจากทีเอสเอ็มซี จึงตัดสินใจเลือกเป็นคู่ค้าเเทน

ที่ผ่านมาซัมซุงเป็นผู้ผลิตตัวประมวลผลทั้ง แอปเปิ้ล เอ4 เเละแอปเปิ้ล เอ5 ให้กับแอปเปิ้ลซึ่งนับเป็นเวลาประมาณ 2 ปีของความสัมพันธ์เเบบคู่ค้าของทั้งสองบริษัท จากการเปลี่ยนตัวซัพพลายเออร์นี้ย่อมทำให้รายได้ของซัมซุงลดลง

ด้านทีเอสเอ็มซี ก็ไม่ใช่บริษัทโนเนมเเต่อย่างใด ตัวประ มวลผลอย่าง เอ็นวิเดีย เทกร้า 2 ก็ผลิตออกมาจากโรงงานนี้เช่นกัน แต่มีข่าวอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งลดความน่าเชื่อถือของบริษัทออกมาด้วยว่า การที่เทกร้า 2 ถูกเลื่อนมาขายในปีนี้ เป็นเพราะปัญหาจากคุณภาพเเละความเร็วในการผลิตของทีเอสเอ็มซี ทั้งที่ตัวสินค้าน่าจะถูกวางจำหน่ายช่วงปลายปี 2553

จิ๋วแต่(ชัด)แจ๋ว

เครื่องฉายภาพหรือโปรเจ็กเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจากไมโครวิชั่น ในชื่อ "SHOWWX+" เปิดตัวพร้อมความสามารถในการฉายภาพคมชัด
 

จิ๋วแต่(ชัด)แจ๋ว - เครื่องฉายภาพหรือโปรเจ็กเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจากไมโครวิชั่น ในชื่อ "SHOWWX+" เปิดตัวพร้อมความสามารถในการฉายภาพคมชัดที่ความละเอียดระดับเอชดีเอ็มไอ แถมด้วยความสว่างสมจริง แบตเตอรี่อยู่ได้ 2 ชั่วโมง ประมาณภาพยนตร์หนึ่งเรื่องพอดี ราคาประมาณ 11,100 บาท (engadget.com)

เครื่องฉายภาพหรือโปรเจ็กเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจากไมโครวิชั่น ในชื่อ "SHOWWX+" เปิดตัวพร้อมความสามารถในการฉายภาพคมชัดที่ความละเอียดระดับเอชดีเอ็มไอ แถมด้วยความสว่างสมจริง แบตเตอรี่อยู่ได้ 2 ชั่วโมง ประมาณภาพยนตร์หนึ่งเรื่องพอดี ราคาประมาณ 11,100 บาท (engadget.com)

นักวิจัยออสซี่ชวนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
 

เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน จนผู้คนวิตกว่าโลกใบนี้ใกล้เผชิญกับจุดอวสานเต็มที ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราต้องใส่ใจและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับอนาคต เมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านนี้ จนนักวิจัยแดนจิงโจ้เข้ารับรางวัลโนเบลในสาขาที่เกี่ยวข้องมากถึง 11 คน จึงไม่แปลกที่ออสเตรเลียกลายเป็นจุดหมายของนักศึกษาจากทั่วโลก

เจมส์ ไวส์ เอกอัครราชทูตออสเตร เลียประจำประเทศไทย กล่าวแถลงโครงการ "นักวิจัยออสเตรเลียเยือนประเทศไทย" ว่า "เป็นความร่วมมือระหว่างออสเทรด และสำนักการศึกษาออสเตรเลียแห่งนานาชาติ เพื่อนำเสนองานวิจัยชั้นนำและแลกเปลี่ยนความรู้กับสถาบันอุดมศึกษา พร้อมหาแนว ทางช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงต่อยอดส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพของทั้ง 2 ประเทศ ให้เปิดกว้างและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น"

"เราเลือกนักวิจัยชื่อดัง 3 ท่าน คือ ศ.คณารัตนาม บาสคาราน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการน้ำแบบบูรณาการ จากมหาวิทยาลัยดีคิน ศ.เลสลี่ อายย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงานชีวภาพ และการใช้ชีวมวล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ และศ.แมตธิว ฟิลิปส์ ผู้เชี่ยวชาญวัสดุประหยัดพลังงานและฟิสิกส์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ โดยรัฐบาลออสเตรเลียมุ่งหวังที่จะเห็นความสัมพันธ์ในทิศทางอันเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยและออส เตรเลียมีงานวิจัยที่ได้รับความสำเร็จอยู่ไม่น้อย ผมว่ามันจะเป็นอีกบทบาทที่ผลักดันให้เราก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างมั่นคง"

ขณะที่ศ.บาสคาราน กล่าวถึงวัตถุประ สงค์หลักของงานวิจัยว่า "ไม่มีอะไรควบคุมธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น การอนุรักษ์ในวันนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อให้ลูกหลานมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลก งานวิจัยจึงต้องเกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อยับยั้ง แต่เพื่อหาทางพัฒนาให้สภาพแวดล้อมกลับคืนมาเหมือนเดิม"

หนึ่งในวิถียั่งยืนคือการนำพลังงานทดแทนมาใช้ ทั้งหลอดไฟแอลอีดีประหยัดพลังงาน และเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสอง ที่สกัดจากพืชอุดมน้ำมันในท้องถิ่นซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น ล้วนเป็นงานวิจัยที่ศ.ฟิลิปส์ และศ.อายย์ได้พัฒนาขึ้น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั่นเอง

วิธีสังเกต เห็ดพิษ-เห็ดกินได้

คอลัมน์ หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุข

พอเข้าสู่ฤดูฝน

"เห็ด" ก็จะงอกงาม เจริญเติบโต แพร่พันธุ์มากกว่าปกติ

ทางสำนักงานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข ก็เลยส่งบทความให้ช่วยเผยแพร่เกี่ยวกับอันตรายของการเก็บ "เห็ดพิษ" มารับประทาน

เตือนไว้ว่าอย่างไรกันบ้าง ลองอ่านดูนะครับ โดยเฉพาะท่านที่ชอบหาเห็ดตามป่า ตามทุ่ง มาประกอบอาหาร

น.พ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ท่านบอกว่า

"เห็ดพิษ" ในประเทศไทยนั้นมีหลายชนิด

แต่ที่สำคัญและมีพิษร้ายแรงสุดถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งพบได้บ่อย คือ

เห็ดระโงกหิน เห็ดระงากหรือเห็ดสะงาก เห็ดไข่ห่าน และเห็ดไข่ตายซาก

ในปี 2553 สถิติผู้ป่วยเพราะกินเห็ดพิษพบมากที่สุดในภาคอีสาน

รองลงมา ได้แก่ ภาคเหนือ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่นอกตัวเมือง

สำหรับอาการของผู้ที่เคราะห์ร้ายกินเห็ดพิษเข้าไป จะรู้สึกคลื่นไส้ ตามด้วยอาเจียน

อาการที่พบรองลงมาคือ ถ่ายเหลว ปวดท้อง มักจะเกิดขึ้นหลังกินแล้วประมาณ 20 นาที-24 ชั่วโมง

ในรายที่อาการรุนแรง จะเสียชีวิตได้ภายใน 1-8 วัน เพราะภาวะตับวาย-ไตวาย

วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น คือ ต้องทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาให้หมด โดยการล้วงคอหรือกรอก "ไข่ขาว" เพื่อลดการดูดซึมพิษเข้าร่างกาย

จากนั้นรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือ สถานีอนามัยใกล้บ้านทันที

น.พ.สุพรรณ อธิบายว่า เห็ดมีพิษและเห็ดกินได้บางชนิดมีลักษณะคล้ายกันมาก วิธีสังเกตเบื้องต้น เห็ดพิษส่วนใหญ่จะงอกงามในป่า มีลักษณะก้านสูง ลำต้นโป่งพองออก สีผิวของหมวกเห็ดมีหลายสี เช่น สีมะนาวถึงสีส้ม สีขาวถึงสีเหลือง โดยที่ผิวของหมวกเห็ดจะมีเยื่อหุ้มดอกเห็ดเหลืออยู่ในลักษณะที่ดึงออกได้ หรือเป็นสะเก็ดติดอยู่ ครีบเห็ดแยกออกจากกันชัดเจน มักมีสีขาว บางชนิดสีแดงหรือสีเขียวอมเหลือง สปอร์ใหญ่มีสีขาวหรือสีอ่อน มีลักษณะใส ๆ รูปไข่กว้าง

เห็ดพิษแม้จะปรุงสุกแล้ว พิษจะยังอยู่ เนื่องจากความร้อนทำลายไม่ได้

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงไม่ควรบริโภคเห็ดที่ไม่รู้จัก

ส่วนเห็ดกินได้ ส่วนใหญ่จะเจริญในทุ่งหญ้า ก้านสั้น อ้วนป้อมไม่โป่งพอง ผิวเรียบ ไม่มีสะเก็ด สีผิวของหมวกเห็ดเรียบเป็นสีขาวถึงสีน้ำตาล เรียบจนถึงเส้นใย ดึงออกยาก ครีบแยกออกจากกันได้ ระยะแรกเป็นสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใครเจอเห็ดลักษณะนี้นำไปประกอบอาหารได้เลย

หน้า 21

วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สึนามิโมเดล นวัตกรรมเรียนรู้ภัยพิบัติ

พลาดิศัย จันทรทัต
 

ภาพเหตุการณ์คลื่นยักษ์พิโรธ ถาโถมเข้ากลืนกินชีวิตและทรัพย์สินของมวลมนุษยชาติด้านชายฝั่งอันดามัน ในเช้าวันบ๊อกซิ่งเดย์ 26 ธันวาคม 2547 ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าภัยธรรมชาติไม่เคยปรานีผู้ใด ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนบนโลกใบนี้

โดยเฉพาะบ้านเรา เมื่อ "สึนามิ" เข้าโจมตี 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน กลุ่มผู้สูญเสียจึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับสภาพ และตระหนักว่าภัยธรรมชาติทุกรูปแบบสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และอาจเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า

ภัยพิบัติดังกล่าวยังคงปรากฏขึ้นอีก ล่าสุดได้กลับมาสร้างความสูญเสียแก่ชาติพันธุ์ที่บัญญัตินามมันขึ้นมา คือ ญี่ปุ่น จากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แปรเปลี่ยนเป็นเมืองร้างชั่วข้ามคืน

ฉะนั้นการเจาะลึกไปที่ต้นตอของสาเหตุ ศึกษาพฤติกรรม ผลกระทบ เพื่อนำไปประมวลผลจัดทำเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ตรงเป้า เผยแพร่แก่ประชาชนด้วยวิธีการที่เข้าใจง่าย สามารถป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จึงเป็นโจทย์สำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. จึงได้เปิดตัว "สื่อการเรียนรู้ต้นแบบจำลองการเกิด 'สึนามิ' เสมือนจริงแห่งแรกในประเทศไทย" ฝีมือน้องๆ โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทั้ง "น้องเกรซ"อิสราภรณ์ เศรษฐ์นันท์ "น้องชิง"ศิวรรจน์ ศศิไพสิฐ "น้องหลี"บุษรา หิรัญสาโรจน์ "น้องพลอย"พิชชาพร ประพิณศรี และ "น้องแป้ง"แป้ง วรฐิติ โดยมี ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เข้าร่วมชมผลงาน

โมเดลที่ว่ามีลักษณะเป็นตู้กระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในด้านซ้ายสมมติเป็นท้องสมุทร ไล่ระดับขึ้นไปจนถึงชายฝั่งด้านขวา โดยน้องๆ ใช้น้ำเปล่าผสมสีน้ำเงินแทนน้ำทะเล จากนั้นเติมน้ำมันคาร์เนชั่นที่มีคุณสมบัติใส ไม่ละลายในน้ำ และมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำลงไป ทำให้เวลาแผ่นเหล็กที่จำลองเป็นแผ่นเปลือกโลกยกตัวจากการอัดลมผ่านกระบอกสูบระบบนิวเมติกส์ จะเกิดแรงดันจากใต้ทะเล ท้องคลื่นเคลื่อนตัว น้ำทะเลชายฝั่งลดลง และคลื่นยกตัวเคลื่อนที่เข้าถล่มชายฝั่งอย่างชัดเจน

"เกรซ"อิสราภรณ์ เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการคิดโมเดลต้นแบบเสมือนจริงนี้ว่า เกิดจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี ཫ มีเด็กผู้ชายชาวอังกฤษคนหนึ่งเห็นน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว จึงตะโกนบอกนักท่องเที่ยวที่วิ่งลงไปดูที่ชายหาด และที่พักอยู่ในโรงแรมให้รีบหนีขึ้นที่สูง เนื่องจากเป็นสัญญาณบอกเหตุก่อนเกิดสึนามิ ส่งผลให้สามารถรักษาชีวิตของผู้คนไว้ได้จำนวนมาก ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศที่เคยเกิดสึนามิ แต่กลับมีองค์ความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียน จึงคิดว่าประเทศไทยอยู่ติดทะเล แต่ไม่เคยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสึนามิ จำเป็นต้องได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

"โมเดลนี้เป็นสื่อนวัตกรรมที่พวกเราทั้ง 5 คน ร่วมกันประดิษฐ์ขึ้นมา โดยได้รับกำลังใจ และคำแนะนำดีๆ จากเพื่อนๆ อาจารย์ และผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังค้นพบวิธีการสรุปบทเรียนที่ดี อย่างการใช้ตารางจดบันทึกปัญหาที่พบระหว่างดำเนินงาน ซึ่งทำให้การดำเนินงานนี้มีลำดับขั้นตอน รู้จักเรียบเรียงข้อมูล กระบวนการคิด จนทำให้เรามีวิธีการจัดระบบข้อมูลที่ดีมากๆ"

"น้องเกรซ" อธิบายด้วยว่า การเรียนวิทยาศาสตร์ผ่านโมเดลจำลองพฤติกรรมการเกิดสึนามิ ช่วยให้ผู้ศึกษาเห็นภาพเสมือนจริง เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาท่องจำ นอกจากนี้ยังเกิดกระบวนการคิดแบบมาย แม็ป ที่ช่วยในการจำตลอดจนเรียบเรียงข้อมูล และสามารถช่วยเหลือสังคมได้เป็นอย่างดี

"หนูคิดว่าความรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะวิทยาศาสตร์ที่อยู่รอบตัวเรามีเหตุและผลในตัวของมันเอง เพียงแค่คิดนอกกรอบและลงมือทำก็จะได้คำตอบที่แท้จริง" ตัวแทนเยาวชนคนเก่งกล่าว

ด้านน.พ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า สึนามิโมเดลเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษา ครั้งที่ 1/2553 เป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน โดยมีครูเป็นผู้ดูแล ส่งผลให้เกิดการกระตุ้น และปรับใช้นวัตกรรมที่มีอยู่ให้ตรงตามความต้องการของคนในพื้นที่ สิ่งสำคัญอีกประการคือครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งนอกและในบทเรียน สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ในการสร้างโมเดลให้กับโรงเรียนที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงภัย

ผู้จัดการ สสค.กล่าวด้วยว่า สสค.จัดตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการศึกษาให้ตรงเป้า คือปฏิรูปที่กระบวนการเรียนการสอน นักเรียน ครู สามารถริเริ่มสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมได้ โดย สสค.จะคอยสนับสนุนผลักดันให้เกิดเป็นโครงการขึ้นมา

"โครงการนี้เป็น 1 ใน 226 โครงการ ที่เราสนับสนุนทุนให้เริ่มสร้างโครงการ และถือเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปการศึกษา โดยคนที่เรียน คนที่สอน ได้ริเริ่มคิดค้นวิธีการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้จริงๆ จากการปฏิบัติ คาดหวังว่าปีนี้ สสค.จะสนับสนุนโครงการดีๆ จากโรงเรียนทั่วประเทศเพิ่มจากเดิมได้ถึง 2,000 โรง" น.พ.สุภกรกล่าว

ขณะที่ ดร.สมิทธกล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากโมเดลตัวนี้คือ ชุมชน สังคม เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้การสนับสนุน ต่อยอดการเรียนรู้นอกตำรา เพื่อเสริมให้เยาวชนเกิดกระบวนการคิด เรียนรู้ว่าผลกระทบที่จะได้รับ และเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดเมื่อประสบภัยทั้งสึนามิ เเผ่นดินไหว หรือแม้กระทั่งภาวะเรือนกระจก เพราะขณะนี้ยังไม่ค่อยมีสูตรที่สอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน

"ขณะที่เยาวชนสนใจเรื่องภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งสร้างองค์ความรู้ วิธีการเกิด ผลกระทบที่ตามมา เพื่อเป็นข้อสังเกตให้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รักษาชีวิตเมื่อเกิดเหตุ แต่ทำไมรัฐบาล กลับดำเนินการเป็นรูปธรรมได้น้อยกว่า ทั้งๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง"

ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติกล่าวด้วยว่า สิ่งนี้คือบทเรียนให้ผู้บริหารประเทศเอาเยี่ยงอย่าง ว่าการหามาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ใช่ทุ่มงบประมาณลงไปเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อช่วยเหลือตัวเองให้ผ่านพ้นภัยพิบัติไปได้

"โมเดลนี้เมื่อลงไปสู่ 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน จะทำให้คนในพื้นที่เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย" ดร.สมิทธกล่าว

สึนามิโมเดลฝีมือเยาวชนไทยถือเป็นนวัตกรรมชิ้นโบว์แดงผลงานล่าสุด ซึ่งเป็นต้นแบบเสมือนจริงแห่งแรกในประเทศไทย

หน้า 22

วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขยะดิจิตอลล้นระบบก่อมลพิษ นักวิทย์แนะรีดิวซ์-รียูส-รีไซเคิลเหมือนขยะจริง
 

ถุงพลาสติกและเศษอาหารไม่ใช่ขยะเพียงอย่างเดียวที่สร้างมลพิษให้กับโลกสมัยใหม่ ข้อมูลขยะคอมพิวเตอร์ก็นับเป็นมลพิษอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานอย่างไม่จำเป็นและทำลายระบบคอมพิวเตอร์

ราจิบ ฮาซัน และรันดัล เบิร์น จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐ ร่วมกันเขียนรายงานระบุว่า ข้อมูลที่ไม่เป็นที่ต้องการและไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดมลพิษในสภาพแวด ล้อมดิจิตอล ไม่แตกต่างจากขยะทางกายภาพ โดยทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ของระบบจัดเก็บและการแสดงผล อีกทั้งยังต้องใช้ต้นทุนในการกำจัดทิ้ง

ขยะข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการปฏิบัติการ กินเนื้อที่หน่วยความจำ แบนด์วิธและเวลาการประมวลผล รวมถึงบั่นทอนอายุการใช้งานของอุปกรณ์จัดเก็บ พลังงานและเวลา ซึ่งนับเป็นต้นทุนทั้งสิ้น

สองนักวิจัยยกตัวอย่างปัญหา ด้วยการ วิเคราะห์แล็ปท็อป แม็กบุ๊ก คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์และเซิร์ฟเวอร์ในห้องทดลองของมหาวิทยาลัย พบว่า ในบรรดาไฟล์ข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ มีร้อยละ 20-57 ไม่เคยถูกใช้งานนับตั้งแต่การแก้ไขไฟล์ครั้งสุดท้าย ในแง่ของพื้นที่การใช้งาน ไฟล์ขยะเหล่านี้กินเนื้อที่สูงถึงร้อยละ 38-99 จากเนื้อที่ทั้ง หมดของเครื่อง

เพื่อปรับปรุงระบบการจัดการข้อมูลขยะ นักวิจัยเสนอให้ใช้วิธีจัดการขยะดิจิตอลที่มีการ รีดิวซ์-ลดจำนวน รียูส-นำกลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิล-ปรับปรุงแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งไม่แตกต่างจากการจัดการขยะในชีวิตจริง

"บทเรียนจากชีวิตจริงในการกำจัดของเสียมีประสิทธิภาพดีต่อการกำจัดขยะดิจิตอลได้เช่นกัน" นักวิจัยกล่าว

ด้านดร.โรเบิร์ต เบล จากกลุ่มคอมพิวเตอร์ขั้นสูง องค์กรซีไซโร ประเทศออสเตรเลีย เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าว โดยระบุว่า เราจำเป็นต้องใส่ใจกับข้อมูลขยะ เพราะมันใช้ทรัพยากรบุคคลในการจัดการสูง เสียเวลาในการวิเคราะห์และจำแนกแยกแยะ

ปัจจุบันที่ซีไซโรเองมีข้อมูลราว 10,000 เทราไบต์ ซึ่งเทียบได้กับหนังสือ 10,000 ล้านเล่ม เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าข้อมูลใดเป็นขยะ ปัญหาอีกประการคือ ข้อมูลหนึ่งอาจเป็นขยะสำหรับคนหนึ่ง แต่อาจจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับอีกคน ซึ่งต้องอาศัยการจัดการที่ระมัด ระวัง

 

ใช้ช้อนส้อมโต-ลดการกิน

ผู้ที่กำลังจำกัดอาหาร หากต้องการรับประทานให้น้อยลง นักวิจัยแนะให้ใช้อุปกรณ์รับประทานที่ใหญ่กว่าปกติ เช่น ส้อมที่มีขนาดใหญ่ การค้นพบนี้เป็นผลงานของนักวิจัยมหาวิทยาลัยยูทาห์ ในสหรัฐ

การทดลองทำขึ้นเป็นเวลา 2 วันในร้านอาหารอิตาลี ซึ่งมีการจัดโต๊ะอาหารแบบเต็มรูปแบบ โต๊ะหนึ่งใช้ส้อมขนาดใหญ่กว่าปกติ อีกโต๊ะใช้ส้อมขนาดเล็กกว่าปกติ พบว่า กลุ่มที่ใช้ส้อมใหญ่ เหลืออาหารในจานมากกว่า ซึ่งนักวิจัยคำนวณปริมาณอาหารจากน้ำหนักของจานอาหารที่เหลือกลับมายังครัว พบว่า โต๊ะที่มีส้อมขนาดใหญ่ อาสาสมัครรับประทานได้น้อยลงร้อยละ 20 ส่วนโต๊ะที่ใช้ส้อมขนาดเล็กกว่าปกติ รับประทานได้มากกว่าขนาดส้อมปกติ ร้อยละ 20 เนื่องจากส้อมขนาดใหญ่ ทำให้ผู้รับประทานเห็นความก้าวหน้าในการรับประทานว่า ยังเหลืออาหารอีกเท่าไร ส่วนส้อมเล็กทำให้ไม่เห็นความก้าวหน้า จึงยิ่งพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายคือบรรเทาความหิว

 

ซัมซุง'กาแล็กซี คิว'มือถือกึ่งแท็บเล็ต

รายงานข่าวจากเว็บไซต์ซีเน็ตระบุว่า บริษัทซัมซุง ประเทศ เกาหลีใต้เตรียมเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ของบริษัท ในรูปของสมาร์ทโฟนผสมคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ในชื่อรุ่นว่า ซัมซุง แกแล็กซี คิว (Samsung Galaxy Q) ซึ่งมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสขนาด 5.3 นิ้ว โดยจะเปิดตัวในงาน IFA 2011 ที่จะจัดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ช่วงเดือนกันยายนศกนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือซัมซุง มีสมาร์ทโฟนยอดฮิตอย่างแกแล็กซี เอส และแกแล็กซี เอส 2 ที่มีหน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว ในขณะที่ถัดมาก็จะเป็นแท็บเล็ต แกแล็กซี แท็บ ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ 7 นิ้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ 'คิว' จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ต ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายคาดว่า คิว จะใช้หน่วยประมวลผลระดับ ดูอัลคอร์ นอกจากนี้ มันสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย 3G ตลอดจนทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.4 อีกด้วย

 

ทารกกินนมผง ทำ'ไอคิว'ด้อยลง

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ด้วยกระบวนความรู้ปัจจุบันช่วยตอกย้ำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ว่า

'น้ำนมแม่' เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อลูกน้อยสูงสุด ด้วยข้อดีหลายประการ

อาทิ อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ

อีกทั้งนมแม่ยังสามารถย่อยได้ดีกว่า 'นมวัว'

ทารกที่ได้ดื่มนมแม่ จะมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงสมบูรณ์

ส่วน 'นมผง' หรือ 'นมชง' ที่ทุ่มงบโฆษณาประกาศสรรพคุณวิเศษสารพัดนั้น

เอาเข้าจริงเมื่อเทียบกับราคาแพงลิ่ว และประโยชน์ตอบแทนนั้น ก็ไม่มีจุดไหนเหนือกว่า 'นมแม่' เอาเลย!

นอกจากนี้ ล่าสุด ระหว่างการประชุมวิชาการนมแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป..

พ.ญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ในฐานะอนุ กรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ยังได้เตือนเอาไว้ด้วย ว่า

นมแม่เป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพของเด็กไทย เพราะช่วยลดการเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ

เช่น โรคท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้

แต่หากเด็กกิน 'นมผง' มากเกินไปจะส่งผลเสีย

ทำให้เด็กมีระดับ 'ไอคิว' น้อยกว่าเด็กที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2-11 จุด

พูดง่ายๆ คือ มีสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น!

ยิ่งไปกว่านั้น มีแนวโน้มจะป่วยบ่อย

เนื่องจากเด็กไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน

ดังนั้น เด็กควรได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และต่อเนื่องด้วยนมแม่ พร้อมอาหารตามวัยที่เหมาะสมจนอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้นตามคำแนะนำของ 'องค์การอนามัยโลก' (WHO) เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการเต็มที่และสุขภาพแข็งแรง

"โลกการค้าเสรีทำให้คนมีความรู้เรื่องนมผงน้อย จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตนมผงที่ให้ข้อมูลบิดเบือนความจริงแก่ผู้บริโภค และคุณแม่ก็เชื่อว่านมผงมีประโยชน์ มีสารอาหารมากกว่านมแม่ จึงหยุดให้นมแม่หันมาให้ลูกกินนมผง ซึ่งแท้จริงแล้วนมผงทดแทนนมแม่ไม่ได้"

เป็นคำอธิบายชัดเจนจากพ.ญ.สุธีราถึงคุณค่าของน้ำนมแม่ สุดยอดผลผลิตมหัศจรรย์จากธรรมชาติโดยแท้

 


หน้า 23

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สยองปลิงน้ำจืดติดคอสาวลาว-หมอไทยช่วยดึงออก


 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ร.พ.สมเด็จพระยุพราช อ.เชียงของ จ.เชียงราย มอบหมายให้นายแพทย์สุจริต งามวงศ์ไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล นำทีมแพทย์ประกอบด้วยน.พ.ชวน ชีพเจริญรัตน์ แพทย์แผนกหู คอ จมูก และแพทย์วิสัญญีรวมทั้งพยาบาลรวมจำนวน 8 คน เร่งช่วยรักษานางยืด อายุ 38 ปี ชาวลาว ที่นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมารักษาอาการไอเป็นเลือด โดยแพทย์ได้เอกซเรย์พบปลิงน้ำจืดเกาะติดอยู่ภายในหลอดลมภายในลำคอ

 น.พ.ชวนกล่าวว่า ขั้นตอนการรักษาแพทย์ได้พยายามล้วงอ้าลำคอและใช้คีมคีบตัวปลิงออกมา แต่เนื่องจากจุดที่ปลิงเกาะลึกเกินไปแพทย์จึงตัดสินใจให้ยาสลบผู้ป่วยและใช้คีมดึงออกมาแต่ปลิงเกาะติดแน่นกับอวัยวะหลอดลมภายในรวมทั้งมีความยืดหยุ่นและพยายามหลบหนีคีมอยู่ตลอดเวลา ทำให้การดึงออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงสามารถคีบตัวปลิงออกมาได้สำเร็จ


 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากการวัดขนาดปลิงน้ำจืดที่หลุดออกจากลำคอผู้ป่วยพบว่าลำตัวปลิงยาวประมาณ 3 นิ้ว ซึ่งทีมแพทย์โรงพยาบาลระบุว่าหากไม่สามารถนำปลิงออกมาได้อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องจากปลิงจะเข้าไปปิดหลอดลม รวมทั้งอาจจะเข้าไปทำลายอวัยวะอื่นและดูดเลือดทำให้เกิดการติดเชื้อได้อีกด้วย ทั้งนี้ หลังจากผู้ป่วยฟื้นทางแพทย์ได้สอบถามถึงที่มาของการมีปลิงติดอยู่ในหลอดลม


 นางยืดระบุว่าไม่ทราบว่ามีปลิงเข้าไปช่องปาก แต่ก่อนหน้านั้นประมาณ 1 เดือน ได้ไปทำนาและกระหายน้ำจึงดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้าไปหลายอึด เบื้องต้นแพทย์จึงสันนิษฐานว่าไข่หรือตัวอ่อนปลิงตัวเล็กเข้าไปเกาะในหลอดลมพร้อมกับน้ำที่ดื่มกินเข้าไปจากนั้นเกาะอาศัยดูดเลือดจนตัวโตทำให้ผู้ป่วยไอเป็นเลือดปนออกมาดังกล่าว ทั้งนี้ หลังรักษาอาการผู้ป่วยทุเลาลงซึ่งแพทย์ได้ให้ยาแก้อักเสบและให้นอนพักรักษาเพื่อรอเดินทางกลับ สปป.ลาว ต่อไป

หน้า 24

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นมอะไรก็ไม่ดีเท่านมแม่

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์
 

เพราะคำโฆษณาที่ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่หลงเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์นม ในท้องตลาดมีสรรพคุณ สร้างภูมิคุ้ม กันให้ลูกๆ ได้จริง จนลืม "นมแม่" อาหารจากธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับทารกไปซะสนิท

เดวิด ฮิลล์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านภูมิแพ้ จากสถาบันวิจัยวัยเด็ก เมอร์ด็อก ประเทศออสเตรเลีย ทดสอบเด็กทารกในวัย 6, 12 และ 24 เดือน ไปจนถึงอายุ 7 ขวบ จำนวน 620 คน

พบว่า กลุ่มของเด็กๆ ที่ได้ดื่มนมสูตร ไฮโปอัลเลอร์เจนิก หรือนมที่ผ่านการทดสอบว่าปลอดสารที่ทำให้แพ้ หลังจากหย่านมแม่แล้วนั้น กลับไม่มีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปที่ทานนมวัว และน้ำนมถั่ว เหลืองเลยสักนิด แถมยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าช่วยป้องกันภูมิแพ้ในเด็กได้อีกต่างหาก

ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ ด้วยการดื่มนมแม่ ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งอัลฟา แล็คตัลบูมิน นิวคลีโอไทด์ และแคโรทีน สูตรเด็ดป้องกันโรคและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลิขสิทธิ์ที่มีอยู่เฉพาะในน้ำนมของคุณแม่นั่นเอง

หน้า 25

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คนเห่อโอเอสเอ็กซ์'ไลอ้อน' วันเดียวดาวน์โหลดมากกว่า1ล้านครั้ง
 

ข่าวเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ของแอปเปิ้ลในชื่อรหัส 'ไลอ้อน' มีออกมาได้สักระยะ สร้างความฮือฮาแก่ผู้ชื่นชอบค่ายนี้ทั้งหลาย และในที่สุดเมื่อ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางแอปเปิ้ลสโตร์ก็เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้แล้ว

และภายในวันแรกเท่านั้นก็ปรากฏว่า ยอดดาวน์โหลดของระบบปฏิบัติการตัวนี้จากผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านราย ด้วยอัตราเร็วของการดาวน์โหลดที่เกิดขึ้นทำให้ ไลอ้อน ทำลายสถิติของการซื้อระบบปฏิบัติการที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอปเปิ้ลอีกด้วย ซึ่งถือว่า เป็นข่าวดีที่ต่อเนื่องตามมาหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สองที่กำไร 7.3 พันล้านเหรียญ หรือราว 2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับระบบปฏิบัติการแม็ก โอเอสเอ็กซ์ไลอ้อน นี้จะมีราคาอยู่ที่ 30 เหรียญ หรือประมาณ 900 บาท และเปิดให้ดาวน์โหลดจากแอปเปิ้ลสโตร์ และถือเป็นการอัพเดทใหญ่เป็นครั้งที่ 8 ของระบบปฏิบัติการตระกูลโอเอสเอ็กซ์ บนเครื่องคอมพิว เตอร์แม็กอินทอช


อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้แม็กบางรายอาจประสบปัญหาในการดาวน์โหลดที่ใช้เวลานาน ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่จะถึง ทางแอปเปิ้ลจะออกไลอ้อน ในเวอร์ชั่นของ ยูเอสบี ไดรฟ์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าด้วย โดยจะมีราคาอยู่ที่ 69 เหรียญ หรือประมาณ 2,100 บาท หรือทางเลือกที่สามคือ นำเครื่องไปให้พนักงานที่ร้านแอปเปิ้ล จัดการติดตั้งให้ก็ได้ โดยรวมของไลอ้อน ก็คือ มันจะมีอินเตอร์เฟซหลายๆ ส่วนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากอินเตอร์เฟซของ 'ไอโอเอส' ในขณะตัวโอเอสเองเบาขึ้น และโต้ตอบการใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

โจ๋แดนโสมชนะออกแบบรถเฟอร์รารี่
 

รถยนต์เฟอร์รารี่ เป็นรถสปอร์ตในฝันของใครหลายคน ล่าสุดทางเฟอร์รารี่ได้จัดการประกวดการออกแบบรถเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ โดยมีนักศึกษาจาก 50 สถาบันทั่วโลก ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด ผลปรากฏว่ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของนายคิม ชงจู นายอาห์น เดร และลี ซางซุก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮงอิก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เอาชนะผลงานจากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้านการออกแบบอื่นๆ ของโลก เช่น มหาวิทยาลัยตูริน หรือมหาวิทยาลัยศิลปะลอนดอน เป็นต้น

ผลงานของทั้ง 3 หนุ่มมีชื่อว่า 'อีเทอร์นิต' ชูประเด็นประหยัดพลังงานมากกว่ารูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การส่งผลงานเข้าประกวดยังโดดเด่นกว่าทีมอื่น เพราะส่งภาพร่างทั้งแบบสองมิติ และสามมิติ แถมด้วยโมเดลจำลองตัวรถมาตราส่วน 1:4 อีกหนึ่งชิ้นด้วยกัน ด้านตัวแทนจากเฟอร์รารี่กล่าวว่า ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประกวดล้วนแสดงให้เห็นถึงไอเดียสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่

 

'อิงก์ซ็อก'นวัตกรรมจักรยานแห่งอนาคต

 

นวัตกรรมการออกแบบจักรยานแห่งอนาคตเป็นเรื่องยอดฮิตอันดับต้นๆ ของนักวิทยาศาสตร์ชาติตะวันตก เพราะมีผลงานแปลกตาและได้รับการพัฒนาในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นผลงานของ เอ๊ดเวิร์ด คิม และเบนนี่ เซโมลี กับจักรยานแห่งอนาคตชื่อ 'อิงก์ ซ็อก' (INgSOC)

การออกแบบอิงก์ซ็อก เน้นหนักไปที่รูปทรงของตัวถัง ผู้พัฒนาทั้งสองได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคกับลักษณะรูปทรงสมัยใหม่ ใต้เบาะรองนั่งบรรจุแบตเตอรีซึ่งสามารถแจ้งสถานะการชาร์จพลังงานที่แฮนด์บังคับ โดยจักรยานคันนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อให้มอเตอร์ทำงานซึ่งจะช่วยลดพลังงานของผู้ขี่ลงได้บางส่วน ใช้แรงปั่นน้อยลง หรือจะปิดการทำงานส่วนนี้เพื่อใช้แต่แรงมนุษย์ก็ย่อมได้

นอกจากนี้ตัวถังยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทาน โดยทั้งคิม และเซโมลี ระบุว่ามีช่องสำหรับติดตั้งสมาร์ทโฟน สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาแผนที่ออนไลน์ หรือเพื่อบันทึกภาพขณะขี่อีกด้วย

 

รวมสุดยอด เว็บค้นหา'คลิป'

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ท่านผู้อ่านถามเข้ามาทางอีเมล์ว่า

มีคำแนะนำเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือ บริการในอินเตอร์เน็ต ที่รวบรวม-จัดทำหมวดหมู่สืบค้น "คลิปวิดีโอ" ทั้งของเมืองไทยและเมืองนอกเมืองนาดีๆ บ้างไหม?

ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ปัจจุบันคลิปวิดีโอในโลกไซเบอร์มีมหาศาลจริงๆ

เรียกได้ว่า เริ่มมีมากมายก่ายกองเกินไปจนกลุ้มใจ ไม่รู้จะเลือกดูกันอย่างไรไหว

สำหรับเว็บที่ใช้บ่อยๆ อยู่ทุกวันนี้ และมีคุณภาพสูงพอสมควร อาทิ

www.bing.com/videos ของค่ายไมโครซอฟท์

video.google.com ของค่ายกูเกิ้ล

http://video.search.yahoo.com โดยยาฮู!

ทั้งหมดสามเว็บใหญ่ข้างต้นจะมีระบบให้เลือกหาทางช่วงเวลา ความยาวของคลิป และคุณภาพความละเอียดของคลิป

นอกจากนั้น ก็มีระบบ "พรีวิว" หรือ แสดงตัวอย่างของคลิปนั้นๆ ให้ดูพอเป็น ไอเดียด้วยว่า ใช่คลิปที่เราต้องการจะชมหรือไม่

ถ้าใช่..ก็คลิกเข้าไปชมต่อแบบเต็มๆ ได้เลย

ส่วนเว็บไซต์ที่โด่งดังทางด้านการทำดัชนี-จัดทำหมวดคลิปวิดีโอ ขอแนะนำ 3 เว็บไซต์

นั่นก็คือ "ทรูวีโอ" http://www.truveo. com/, "บลิงก์เอ็กซ์" http://www.blinkx. com/ กับ "คลิปบลาสต์" http://www. clipblast.com/

โดย 3 เว็บนี้จะรวบรวม-แบ่งหมวดหมู่-จัดประเภทคลิป ซึ่ง "ดึง" มาจากเว็บไซต์ดังๆ ทั้งหลายแหล่ที่เผยแพร่วิดีโออยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต

แต่ละเจ้ารับประกันผลการสืบค้นข้อมูลคลิปได้เลยครับ ว่า ระบบเค้าดีจริง ไม่ได้โม้

อย่าง "คลิปบลาสต์" เป็นพันธมิตรกับสถานีชั้นนำหลายสถานีทีเดียว เช่น บีบีซี, ซีบีเอส, อีเอสพีเอ็น, พีบีเอส, ดิสคัฟเวอรี่แชนแนล, ช่องซีดับเบิลยู ขวัญใจคอซีรีส์, ฮิสทอรี่แชนแนล, เอ็มทีวี, เอชบีโอ ฯลฯ

หรือของ "บลิงก์เอ็กซ์" นั้นผู้พัฒนาเว็บ กล้าประกาศว่า มีคลิปรวมๆ กันแล้วดูได้ถึง 35 ล้านชั่วโมง

ขอให้มีความสุขกับการเลือกชมคลิปตามอัธยาศัยได้ ณ บัดนี้!

 


เหมียวข้างบ้าน


เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์
 

บรรดาเพื่อนบ้านของคนเลี้ยงแมว อาจมีข้อสงสัยคล้ายๆ กันว่า ทำไมแมวข้างบ้านถึงได้ชอบข้ามแดนมานักนะ

โรเจอร์ ทาบอร์ นักจิตวิทยาพฤติกรรมสัตว์ จากสหราชอาณาจักร และนักวิจัย ร่วมทดสอบแมว 9 ตัว เพื่อหาคำตอบนี้ ผ่านระบบติดตามตัว จีพีเอส และกล้องบันทึกภาพขนาดเล็ก ที่เรียกว่า 'แคต เนฟส์' เป็นเวลานานกว่า 8 วัน

พบว่า เหตุที่แมวชอบเดินไปข้างบ้าน เพราะมันกำลังทำหน้าที่เฝ้าระวังเขตแดน ด้วยการฝากกลิ่นแสดงสถานะ ไม่ให้เหมียวหน้าไหนเดินหลงเข้ามาในถิ่น เกินระยะ 270 เมตร เหมียวเมืองกรุงจึงมีความเครียดมากกว่าเหมียวชนบท เพราะพื้นที่เล็กๆ ของมันจะถูกรุกรานจากศัตรู ถึงวันละ 10 หนเป็นอย่างน้อย แถมครึ่งหนึ่งของแมวเหล่านี้ ยังเผชิญหน้ากับการถูกขโมยอาหารในบ้านของมันเองอีกด้วย

แม้แต่ตอนงีบพักสายตาบรรดาเหมียวหวงบ้าน จึงต้องนอนตรงจุดยุทธศาสตร์ที่มันเฝ้าระวังผู้บุกรุกได้นั่นเอง

 

หน้า 26

 

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

มะกันผุดโครงการ'เอ็นไวโรมิชชั่น' หอคอยยักษ์พลังแสงอาทิตย์
 

รูปแบบของการผลิตไฟฟ้าโดยใช้หอคอยแสงอาทิตย์ หรือที่เรียกกันว่าโซลาร์ทาวเวอร์ (Solar Tower) กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ล่าสุดมีโครงการยักษ์ใหญ่กำลังดำเนินไปท่ามกลางความร้อนกลางทะเลทรายอริโซน่า สหรัฐอเมริกา มันคือ หอคอยยักษ์ "เอ็นไวโรมิชชั่น"

หอคอยยักษ์นี้มีความสูง 800 เมตร สูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตต 2 เท่าและจะกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลก และเอ็นไวโรมิชชั่นจะสามารถผลิตพลังงานกว่า 200 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเพียงพอต่อการใช้งานในบ้านเรือน 150,000 หลังในสหรัฐเลยทีเดียว คาดว่าจะไม่ต้องซ่อมบำรุงไปกว่า 80 ปี

นายโรเจอร์ ดาวีย์ ซีอีโอของโครงการอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างและหลักการของเทคโนโลยีหอคอยพลังแสงอาทิตย์ ว่าเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังพื้นที่บริเวณรอบฐานหอคอย ทำให้เกิดลมร้อนและพวยพุ่งขึ้นสู่ด้านบน ตามเส้นทางภายในหอคอยที่มีกังหันปั่นไฟ ทำให้สามารถปั่นสร้างกระแสไฟฟ้าออกมาได้

ในเวลากลางวัน อุณห ภูมิพื้นดินอยู่ที่ระดับ 30-40 องศาเซลเซียส และด้วยเทคโนโลยีกรีนเฮาส์เอฟ เฟ็กต์จำลองที่บริเวณฐานหอคอยจะได้อุณหภูมิที่สูงถึง 80-90 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ อุณหภูมิจะลดลงประมาณ 1 องศา ทุกความสูง 100 เมตร ดังนั้น จึงได้ความต่างของอุณหภูมิระหว่างด้านล่างและด้านบน ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลของลม ภายในพื้นที่กว้างภายในหอคอยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าร้อยเมตร ลมร้อนจะถูกดูดขึ้นไปยังด้านบนปล่องของหอคอย

ด้วยหลักการอาศัยความต่างของอุณหภูมิ และการไหลของลมร้อน ทำให้โครงการนี้เป็นการสร้างพลังงานสีเขียว ไร้มลพิษอย่างแท้จริง นอกจากนี้การผลิตยังสามารถดำเนินการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ด้วยการลงทุนประมาณ 22,500 ล้านบาทในการสร้างหอคอยยักษ์นี้ คาดว่าจะสร้างกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านเรือนในสหรัฐ และถึงจุดคุ้มทุนภายในเวลา 11 ปี โดยโครงการในอริโซน่านี้มีเป้าหมายจะเริ่มต้นจ่ายไฟในปีพ.ศ.2558

 

ผู้ใช้กูเกิ้ลพลัสทะลุ20ล้านคน

 

ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์นับจากเปิดตัว กูเกิ้ลพลัส โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กของค่ายเสิร์จเอนจิ้นยักษ์ใหญ่ก็สามารถทำยอดผู้ใช้ได้สูงถึง 20 ล้านคน ซึ่งแม้แต่ผู้บริหารของกูเกิ้ลเองก็ไม่คาดว่าจะเติบโตได้เร็วขนาดนี้

วอลล์สตรีต เจอร์นัลรายงานว่า คอมสกอร์อิงก์ซึ่งสำรวจจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ประเมินว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์น้องใหม่แห่งนี้มีสมาชิกราว 20 ล้านคน ตั้งแต่เผยโฉมออกมา โดยรวมถึง 5 ล้านคนในสหรัฐ อย่างไรก็ตามคอมสกอร์ไม่มีข้อมูลว่านักท่องเน็ตแต่ละคนใช้เวลากับเว็บไซต์ดังกล่าวนานแค่ไหน

การขยายตัวของกูเกิ้ลพลัสสร้างความประทับใจให้กับผู้สังเกตการณ์หลายคน เพราะการใช้งานโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กข้างต้นต้องได้รับเชิญจากสมาชิกปัจจุบันเท่านั้น และบริษัทเจ้าของเองก็ยังไม่ได้ทำการตลาดนอกเหนือจากกลุ่มผู้ใช้เสิร์จเอนจิ้นกูเกิ้ล จีเมล์และบริการอื่นๆ 1 พันล้านคนต่อเดือน

แอนดรูว์ ลิบสแมน รองประธานฝ่ายวิเคราะห์อุตสาหกรรมของคอมสกอร์ยอมรับว่า "ผมไม่เคยเห็นอะไรโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้" เว็บไซต์อื่นที่สามารถรวบรวมผู้ใช้จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ ก็คือทวิตเตอร์ในปี 2552 แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน

อย่างไรก็ตามกูเกิ้ลพลัสยังคงห่างไกลจากคู่แข่งเบอร์หนึ่งอย่างเฟซบุ๊คซึ่งมีผู้ใช้ 750 ล้านคนอีกโข รวมถึงทวิตเตอร์ที่มีสมาชิกลงทะเบียน 200 ล้านคนด้วย

 

 

'ดิกเกอร์ ดี-3'รถไถกับระเบิดไร้คนขับสุดแกร่ง
 

 

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ระบุว่าทั่วโลกมีกับระเบิดที่ยังไม่ได้รับการเก็บกู้ พร้อมสร้างหายนะอยู่ราว 110 ล้านลูก บางลูกนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ดินมาแล้วกว่า 50 ปี การจะเก็บกู้หรือทำลายทิ้งนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา และไม่ใช่เรื่องง่าย

จึงมีผู้คิดค้นวิธีที่สุดแสนธรรมดา และปลอดภัยต่อชีวิตพนักงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตปลดระเบิด วิธีนั้นคือการสร้างรถไถสุดแกร่ง "ดิกเกอร์ ดีอาร์ที" หรือชื่อเล่นว่า "ดี-3" รถไถปัญญาประดิษฐ์ไร้คนขับ สามารถควบคุมผ่านรีโมตคอนโทรล ออกแบบผลิตโดยกองทุนดิกเกอร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรการกุศลที่มุ่งมั่นค้นหาเทคโนโลยีต่อต้านวัตถุระเบิด

หลักการทำงานก็ตรงไปตรงมา โดยผู้ใช้งานสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายคร่าวๆ จากนั้นส่งเจ้าดี-3 ซึ่งกระจังหน้ารถออกแบบให้เป็นโซ่เหล็กติดลูกตุ้ม ซึ่งจะหมุนตะกุยดินลงไปได้ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ไม่ว่ากับละเบิดชนิดใดบนโลกเมื่อเจอแรงกระทำขนาดนี้ก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดการปะทุทันที และด้วยเกราะที่หนาของดี-3 แถมการออกแบบยังเลือกใช้รูปทรงตัว "วี" ซึ่งช่วยกระจายแรงระเบิด ทำให้ตัวรถทนต่อแรงระเบิดของกับระเบิดทั่วไปได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ดี-3 ยังติดตั้งระบบหล่อเย็น ระบบไฮดรอลิก เพื่อเพิ่มสมรรถนะ

จุดอ่อนเพียงข้อเดียวคือ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญาณรีโมต ทำให้มันไม่สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ปิดอย่างตัวอาคารได้ ด้านความเร็วในการเคลื่อนที่พร้อมทำลายวัตถุระเบิดคือ เคลียร์พื้นที่ขนาด 1 พันตารางเมตรได้ใน 1 ชั่วโมง ส่วนระยะห่างระหว่างผู้ควบคุมกับตัวรถอยู่ที่ 500 เมตร

 

ปิดฉาก'บอร์เดอร์ส' ร้านหนังสือยักษ์มะกัน

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ข่าวความล่มสลายของ "Borders" (บอร์เดอร์ส) ธุรกิจเครือข่ายร้านขายหนังสือยักษ์ใหญ่ เป็นหัวข้อถกเถียงแพร่หลายในหมู่คนรักหนังสือทุกระดับชั้นในสหรัฐอเมริกา ว่า

ตกลงแล้ว สาเหตุแห่งการล้มละลายครั้งนี้เป็นผลลัพธ์มาจากความก้าวหน้า-เจริญเติบโตของเทคโนโลยี "หนังสือดิจิตอล" (อีบุ๊กส์), "เครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล" รวมไปจนถึงกระแสความนิยมอ่านอีบุ๊กส์บน "แท็บเล็ตพีซี" ล้วนๆ เลยหรือเปล่า

หรือว่าจริงๆ แล้วเป็นเพราะกลุ่ม "ผู้บริหาร" ของ "บอร์เดอร์ส" เองต่างหากที่ปรับตัวไม่เท่าทันยุคสมัย มอง "ธุรกิจหนังสือในศตวรรษที่ 21" ไม่ออก ขาดซึ่งวิสัยทัศน์!?

จากที่ลองรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวไอที และหนังสือพิมพ์ในสหรัฐ พอสรุปได้ว่า

เหตุปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้ "บอร์เดอร์ส" ต้องปิดฉากตำนานยาวนาน 40 ปีก็เพราะ

1. ไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคอินเตอร์เน็ต ที่ผ่านมาใช้วิธีโยนหนังสือไปให้ทางเว็บ "อะเมซอน" ขายแทน โดยเพิ่งลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์เมื่อปีก่อนนี่เอง

2. ดำเนินยุทธศาสตร์ผิดพลาด เพราะดันผ่าไปขยายแผนกขาย "ซีดี-ดีวีดี" ในยุคที่ยอดขายสินค้าหมวดนี้ตกต่ำลงตามลำดับ

3. เมื่อผู้บริโภคยุคไซเบอร์หันมาใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ "บอร์เดอร์ส" กลับอุตริไป "ขยายสาขา" ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนก่อสร้าง-พนักงานสูงขึ้นไปอีก สวนทางกับยอดรายรับ

4. เมื่อ "แบรนด์" ของ "บอร์เดอร์ส" ถอยตัวห่างออกจากความคุ้นเคยของนักท่องเน็ตเช่นนี้ จึงไม่เข้าไปอยู่ในความรับรู้หรือวิถีชีวิตของชาวเน็ตไปโดยปริยาย เมื่อภายหลังคิดจะปรับปรุงก็ยากเสียแล้ว เพราะมีคู่แข่งเต็มไปหมด

แต่ในความปราชัยของ "บอร์เดอร์ส" ก็มีนักวิเคราะห์ธุรกิจหนังสือบางส่วนชี้ว่า จะยิ่งช่วยสร้างโอกาสทองครั้งใหม่ให้กับ "ร้านหนังสืออินดี้" หรือพวกร้านหนังสืออิสระในชุมชนต่างๆ ซึ่งคัดเลือกหนังสือด้วยใจรัก มีความละเอียดพิถีพิถันด้านการวางหนังสือแต่ละปก

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าลักษณะสังคมอเมริกันกับอีกหลายประเทศทั่วโลกคงยังไม่เหมือนกันซะทีเดียว เนื่องจากอัตราการเข้าถึง "อินเตอร์เน็ต-เน็ตความเร็วสูง-เน็ตไร้สาย" ยังห่างกันหลายขุม

ดีที่สุดสำหรับคนที่คิดอยู่ในวงการ ก็คือ ศึกษาบทเรียนความพลาดพลั้งของยักษ์ใหญ่เหล่านี้เอาไว้ให้มากๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินซ้ำรอยอย่างชอกช้ำ!

 

 

หน้า 27

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แฉช่องโหว่แบตเตอรี่"แม็กบุ๊ก" ง่ายต่อการเจาะระบบเครื่อง-ตรวจจับยาก
 

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ เมื่อนิตย สารฟอร์บส์ เผยแพร่บทความของนายชาร์ลี มิลเลอร์ นักวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งออกมาแฉว่าแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ สามารถใช้ในการแฮ็กข้อมูลในเครื่องได้ และยากต่อการตรวจจับอีกด้วย

โดยหลังจากที่นายมิลเลอร์ มีโอกาสทดสอบกับแบตเตอรี่ของคอมพิวเตอร์รุ่นต่างๆ จึงพบว่า แบตเตอรี่ของเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแม็กบุ๊กทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแม็กบุ๊กโปร หรือแม็กบุ๊กแอร์นั้นสามารถเจาะข้อมูลได้ทั้งสิ้น

มิลเลอร์ให้เหตุผลว่า แบตเตอรี่ของคอมพิว เตอร์โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ มักติดตั้งเฟิร์มแวร์ และมีระบบควบคุม ซึ่งใช้ในการติดตามดูแลระดับพลังงานในแบตเตอรี่ โดยจะยอมให้ระบบปฏิบัติการสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว และตอบสนองการทำงานที่เหมาะสมได้ แม้แต่ตอนที่ปิดเครื่องไปแล้วก็ตาม แบตเตอรี่ ที่อยู่ภายในเครื่องก็ยังสามารถรู้ได้ว่า เมื่อใดควรหยุดการชาร์จพลังงาน ซึ่งระบบควบคุมเหล่านี้นี่เอง ที่ตกเป็นเป้าชั้นดีแก่นักเจาะระบบทั้งหลาย

นอกจากนี้ มิลเลอร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบควบคุมการทำงานทั้งหมดที่ใช้กับแบต เตอรี่ของเครื่องแม็ก ต่างใช้รหัสผ่านเดียวกันหมด นั่นหมายความว่า แฮ็กเกอร์ที่รู้รหัสผ่านที่ว่านี้ ก็จะสามารถเจาะเข้าถึงการทำงานหลักและเปลี่ยนการทำงานของแบตเตอรี่ให้ล่มระบบการทำงานของเครื่องได้ โดยมีวิธีการ ต่างๆ มากมายที่สามารถใช้โจมตีผ่านช่องโหว่นี้ ซึ่งรวมถึงการไม่ยอมให้แบตเตอรี่รีชาร์จพลัง งานได้อีกต่อไป หรือไม่มีการควบคุมระดับ ความร้อนจนทำให้เครื่องพัง

ที่น่ากลัวสุดคือ การซ่อนมัลแวร์เพื่อติดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึง ไม่ว่าจะกำจัดไวรัสออกจากระบบกี่ครั้ง ไวรัสคอมพิวเตอร์ก็กลับเข้ามาติดเครื่องได้อีก

ล่าสุด มิลเลอร์ได้ส่งผลการวิจัยของตนไปยังที่ทำการบริษัทแอปเปิ้ลแล้ว พร้อมเสนอวิธีแก้ไขที่เรียกว่าการอุดรอยรั่ว ซึ่งแทนที่การใช้วิธีตั้งรหัสแบบทั่วไปในเฟิร์มแวร์ของระบบด้วยเทคนิคการสุ่มข้อความแทน

 

"คูม่า"หุ่นสร้างการ์ตูน3Dสำเร็จรูป

การสร้างภาพแอนิเมชั่นสามมิติในปัจจุบันเป็นกระ บวนการที่ค่อนข้างกินเวลาพอสมควร และยังยุ่งยากในเรื่องของความสมจริงของท่าทางการเคลื่อนไหว ยิ่งถ้าเป็นการสร้างตัวละครที่เป็นมนุษย์ด้วยแล้ว ความละเอียดสมจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาผู้พัฒนาแอนิเมชั่นที่พอจะมีทุนมักเลือกใช้นักแสดงมืออาชีพบันทึกท่าทางเก็บไว้ก่อนเปลี่ยนให้เป็นภาพการ์ตูน แต่หากทุนไม่หนาก็ต้องมานั่งดัดท่า ทางกันเอง ซึ่งผลงานที่ได้ก็จะดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติ

แต่ตอนนี้มีผู้ช่วยแสนสะดวกแล้วในรูปของหุ่นจำลอง "คูม่า" ที่เพียงเสียบ ยูเอสบี โปรแกรมก็จะ จำลองรูปร่างสามมิติขึ้นจอให้ทันที ผู้ใช้เพียงแค่ดัดท่าทางที่ต้องการเท่านั้น หุ่นคูม่าเป็นสินค้าของบริษัทซอฟต์อีเทอร์ ตั้งอยู่ที่สึคูบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทางบริษัทกล่าวว่าติดตั้งเซ็นเซอร์ที่จำเป็นไว้ตามข้อต่อต่างๆ ในตัวหุ่น มีเป้าหมายทางการตลาดที่กลุ่มนักสร้างการ์ตูนระดับสมัครเล่น หรือสตูดิโอขนาดเล็กทั้งหลาย

 

"บิล เกตส์"ผุดโครงการปฏิวัติส้วม

 

บิล เกตส์ บุรุษผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ชื่อดัง และยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ "บิล แอนด์ เมลินดา เกตส์" กองทุนที่มีเป้าหมายช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ ล่าสุดมีแนวคิดปรับปรุงระบบห้องสุขาในประเทศยากจนทั้งหลาย ตามความเชื่อของนายเกตส์ที่ว่า จะเป็นการช่วยลดปัญหาสุขอนามัยที่ยั่งยืนที่สุด โดยเตรียมทุ่มเงินกว่า 1,260 ล้านบาท เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ซิลเวีย แมตธิวส์ เบอร์เวลล์ ตัวแทนมูลนิธิกล่าวว่า ไม่มีนวัตกรรมใดใน 200 ปีมานี้ ที่ช่วยชีวิตคนและปรับปรุงสุขภาพของมนุษย์ได้มากเท่ากับการปฏิวัติระบบสุขาภิบาลที่มีจุดเริ่มจากการประดิษฐ์ห้องสุขา

การเปิดตัวโครงการนี้มีขึ้นที่เมืองคิกาลี ประเทศรวันดา เมื่อวันอังคารที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะให้ทุนวิจัยพัฒนาห้องสุขาแบบใหม่แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 แห่งทั่วโลก ที่จะต้องตอบโจทย์ตั้งแต่จะต้องเปลี่ยนของเสียมาเป็นพลังงาน เป็นน้ำสะอาดหรือปุ๋ยนำมาใช้ประโยชน์ได้

 

"รังนกแท้ 100%" โฆษณาเกินจริงครับทั่น?

คอลัมน์ หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ว่ากันเฉพาะในทางโภชนาการ

ถ้าเราลองอ่านดูจากทุกๆ ตำรา จะพบว่า

การรับประทานอาหารหลากหลาย ครบถ้วน 5 หมู่ หลีกเลี่ยงของปิ้งย่าง-ดิบๆ หรือ ไขมันสูงๆ

ก็ทำให้ "มนุษย์" มีสุขภาพดีเพียงพออยู่แล้วตามธรรมชาติ

แต่ด้วยอุปนิสัยคนเราที่มักพารานอยด์เกินเหตุ

จึงเปิดช่องให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์จำพวก "อาหารเสริม" โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เติบโตยิ่งกว่าดอกเห็ดหน้าฝน!

กรณีล่าสุดก็เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภท "รังนก"

หลังจาก น.พ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิ การคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาแถลงเตือนสังคมไทย ว่า

อย่าไปหลงเชื่อโฆษณา "รังนก 100 เปอร์เซ็นต์" กันแบบไม่ลืมหูลืมตา!

"เครื่องดื่มรังนกสูตรส่วนประกอบโดยประมาณจะมีรังนกแห้ง 1% แต่เมื่อนำไปต้มกับน้ำแล้ว รังนกแห้งจะดูดน้ำและขยายตัวมากกว่า 10 เท่า จึงทำให้ดูมีปริมาณมากขึ้น สำหรับปริมาณรังนกแห้งก็ได้แสดงไว้ที่ส่วนประกอบ โดยแสดงเป็นร้อยละของน้ำหนัก ไม่ใช่ร้อยละของปริมาตร

"สำหรับคำว่า "รังนกแท้ 100%" หมายถึง ผลิตภัณฑ์นี้ทำจากรังนก และได้มีการตรวจสอบเอกลักษณ์ว่าเป็นรังนกจริง โดยปริมาณของรังนกที่เติมลงไป จะเป็นรังนก 100% ตามสูตรส่วนประกอบ กรณีนี้ อย.จะดำเนินการพิจารณาทบทวนข้อความการโฆษณาอีกครั้ง โดยแจ้งผู้ประกอบการให้ปรับข้อความบนฉลากให้เข้าใจได้ง่าย เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน"

น.พ.นรังสันต์ ท่านว่าไว้อย่างนั้น

ถามว่าจริงๆ แล้วในรังนกที่ดื่มๆ กันนั้น มีส่วนอะไรเพิ่มเติมอีกบ้างนอกจากรังนก คุณหมอนรังสันต์ บอกว่า..

"เครื่องดื่มรังนกผลิตจากรังนก ซึ่งเป็นน้ำลายของนกนางแอ่น จัดเป็นเครื่องดื่มลักษณะพร้อมบริโภค มีลักษณะเป็นของเหลว และมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก วิธีบริโภคใช้ดื่ม โดยเครื่องดื่มรังนก จะมีลักษณะเฉพาะตัว ตามส่วนประกอบที่เติมแต่งในผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น น้ำตาล น้ำผลไม้ต่างๆ นม และส่วนประกอบอื่นๆ อีก ขึ้นอยู่กับแต่ละสูตรของผลิตภัณฑ์"

เมื่อเราจับใจความนี้ได้ก็หมายความว่า

รังนกในท้องตลาด เอาเข้าจริงมีส่วนผสมรังนกแท้ๆ แค่ 1 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับราคาแล้ว ลองพิจารณากันดูนะครับ ก่อนตัดสินใจซื้อ

หรือจะลองสอบถาม อย. ดูก็ได้เพื่อความมั่นใจที่หมายเลข 1556

 

 

หน้า 28

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

อันตราย!เพ่งภาพ3มิติในสมาร์ทโฟน ทำลายดวงตา-เร่งปวดหัว
 

ด้วยความพยายามที่จะทำให้โลก 2 มิติกลายเป็น 3 มิติ เพื่อให้ผู้ชมเสพความบันเทิงได้อย่างสมจริงสมจังผ่านหน้าจอแบนๆ ยุคนี้อะไรๆ จึงต้องพัฒนาให้เป็น 3 มิติเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ ป้ายโฆษณาต่างๆ ตามสนามบินไปจนถึงป้ายรถประจำทาง ลามไปถึงบนกล่อง ซีเรียลอาหารเช้า หรือกระทั่งโปรแกรมสำหรับเลือกเฟอร์นิ เจอร์และแน่นอน สมาร์ทโฟน มือถืออัจฉริยะแห่งยุคที่เป็นเหมือนอุปกรณ์วิเศษ ที่มีเครื่องเดียว เนรมิตอะไรก็ได้

โดยหารู้ไม่ว่าการใช้ดวงตาเพ่งมองจอ 3 มิติมากๆ จะทำลายดวงตาและทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจอภาพที่ดูนั้นมีขนาดเล็กอย่างบนมือถือ

การค้นพบดังกล่าวเผยแพร่อยู่ในวารสารวิชั่น ศ.มาร์ติน แบงก์ สาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนีย สหรัฐ กล่าวว่า ดวงตาต้องเพ่งมองจอภาพและต้องคอยปรับระยะของเนื้อหาที่ดู

จากการทดลองในกลุ่มอาสาสมัครพบว่าการเพ่งมองภาพ 3 มิติบนจอขนาดเล็กอย่างจอสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สบายตา ดวงตาเหนื่อยล้า และทำให้ปวดหัว ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยี

"การดูภาพ 3 มิติ ดวงตาจะต้องเพ่งและปรับให้เหมาะสมกับระยะจอภาพซึ่งเป็น แหล่งที่มาของแสง สำหรับภาพบนมือถือ ยิ่งภาพปรากฏใกล้ตาเท่าไร ยิ่งทำให้ดวงตาทำงานหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพที่เกิดขึ้นในระยะด้านหลังจอ ขณะที่การมองภาพที่มีระยะยาวออกไปอย่างจอโรงภาพยนตร์ ภาพที่ปรากฏจะอยู่ด้านหลังจอ เหมือนกับผู้ชมมองผ่านบานหน้าต่างออกไป ทำให้สบายตามากกว่า" ศ.มาร์ติน กล่าว

นักวิจัยหวังว่าจะได้ทดลองดังกล่าวในอาสาสมัครกลุ่มใหญ่มากขึ้น รวมไปถึงในกลุ่มเด็ก เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ชัดเจนและมีมาตรฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี 3 มิติ ที่เป็นมิตรกับสุขภาพของผู้ใช้งาน

 

'กระเป๋าสกู๊ตเตอร์'ใบเดียวใส่ของใช้-ขับได้

คนที่ต้องวิ่งข้ามสนามบินพร้อมหอบของพะรุงพะรังเพื่อไปขึ้นเครื่องให้ทันเวลา ทั้งเหนื่อยทั้งลุ้นว่าจะตกเครื่องบินหรือไม่ น่าจะลองมีกระเป๋าเดินทางใบนี้ไว้ใช้งานสักใบ เพราะนี่ไม่ใช่กระเป๋าธรรมดาแต่มันคือ กระเป๋าสกู๊ตเตอร์

กระเป๋าดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกระเป๋าสารพัดนึก หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นกระเป๋า ทรานส์ฟอร์เมอร์สได้ด้วยซ้ำเพราะนอกจากใช้ใส่ของและหิ้วขึ้นเครื่องได้ตามปกติไม่ผิดกฎสนามบินแล้ว ในยามฉุกเฉินมันยังแปลงร่างเป็นสกู๊ตเตอร์ได้ด้วย

นี่คือนวัตกรรมจากบริษัทไมโครสกู๊ตเตอร์ ประเทศอังกฤษ เจ้าเดียวกับที่ผลิตสกู๊ตเตอร์จนโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อต้นปี 2543

โฆษกของบริษัทไมโครสกู๊ตเตอร์ แถลงว่า มันเหมาะมากสำหรับนักธุรกิจที่ต้องบินประจำ หรือนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

กระเป๋าสกู๊ตเตอร์ใบนี้ สนนราคา 250 ปอนด์ หรือราว 12,000 บาท น้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม ล้อที่วิ่งเป็นล้อเดียวกับที่ใช้ลากกระเป๋า มาพร้อมคันโยกบังคับทิศทางและพื้นสำหรับวางเท้า ทรงตัวง่ายและเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ด้านเดฟ การ์ดเนอร์ วัย 35 ผู้โดยสารที่บินประจำและมีโอกาสทดลองใช้งาน กล่าวว่า กระเป๋ารุ่นนี้ช่วยได้เยอะเวลาอยู่ที่สนามบิน

"ผมเคยตกเครื่องบินเพราะแท็กซี่มาสาย จากนั้นผมต้องวิ่งข้ามฟากไปยังประตูพร้อมกระเป๋าที่ไม่ค่อยจะยอมให้ลากได้ง่ายๆ เพื่อจะไปพบว่าประตูปิดแล้ว แต่กระเป๋ารุ่นนี้จะทำให้ผมไม่ต้องเหนื่อยกับการวิ่งอีกต่อไป และคงจะทำให้ผมไม่ตกเครื่องด้วย" เดฟกล่าว

 

โพลชี้หนุ่มเซ็งหญิงติดเน็ตเมินเซ็กซ์

 

 

นี่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับหนุ่มๆ ยุคไอที เพราะงานวิจัยจากกลุ่มวีเมนของเอ็นบีซียู พบว่า ผู้หญิงที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีจะชื่นชอบการท่องอินเตอร์เน็ตมากกว่าการมีเซ็กซ์ โดยผู้หญิงจะเห็นว่าการเล่นอินเตอร์เน็ต การนอนและการอาบน้ำมีความจำเป็นมากกว่า

การศึกษาดังกล่าวได้จากการสำรวจความเห็นของชายและหญิง อายุระหว่าง 18-54 ปี ทั่วทั้งสหรัฐ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานเทคโน โลยีในชีวิตประจำวัน จากนั้นให้คัดเลือก 3 สิ่งที่คิดว่าขาดไม่ได้ในช่วงเวลา 1 เดือน

ปรากฏว่า ทั้งชายและหญิงต่างเลือกอินเตอร์เน็ตและการนอนหลับว่ามีความจำเป็นพอๆ กัน แต่กลับมีความเห็นต่างกันในอันดับ 3 โดยผู้ชายเลือกเซ็กซ์ ขณะที่ผู้หญิงเลือกการอาบน้ำ

งานวิจัยชิ้นนี้เมื่อวิเคราะห์ในแง่ของสังคมแล้ว ถือได้ว่ามีผลกระทบอย่างมากจากการที่ชายและหญิงให้น้ำหนักความสำคัญในสิ่งที่แตกต่างกันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ รวมไปถึงสถาบันครอบครัว

การวิจัยยังพบว่า ผู้หญิง 54% ใช้สมาร์ทโฟน ขณะที่ผู้ชาย 46% เท่านั้นที่ใช้ นอกจากนี้ ในบรรดาผู้หญิงที่มีสมาร์ทโฟน มีคนที่มีแอพ พลิเคชั่นเกมในเครื่องมีถึง 75% ส่วนผู้ชายมีเกมที่ว่านี้เพียง 67% เท่านั้น

ไม่เท่านั้น ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของเกมนิน เทนโด วี ยังมีถึง 44% ส่วนผู้ชายมีแค่ 41% เท่านั้นด้วย

การค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะหรือเป็นความถนัดของผู้ชายฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ผู้หญิงยุคนี้ให้ความสนใจและเข้าถึงมากกว่าเสียอีก

ในจำนวนนี้ผู้หญิงที่ตอบแบบสอบถาม 75% ไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องของผู้ชายเท่านั้น

ปัจจุบันประชากรหญิง 3 ใน 4 ส่วนเล่น อินเตอร์เน็ตและมีความคลั่งไคล้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยบริโภคเนื้อหาดิจิตอลกว้างขวางและแพร่หลายมากขึ้นด้วย

 

ชาร์จเคลื่อนที

 

บริษัท AAA เปิดตัวรถยนต์ชาร์จไฟฟ้าเคลื่อนที่เจ้าแรกของโลกในสหรัฐ สนองความต้องการของบรรดาเจ้าของรถไฟฟ้า เช่น นิสสัน ลีฟ หรือเชวี่ โวลต์ ชาร์จครั้งละ 15 นาที วิ่งต่อได้ราว 5-25 กิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ (gearlive.com)

 

'แอปเปิ้ล'เล็งขาย โทรทัศน์จอ'OLED'

หมุนก่อนโลก
วิทยา ผาสุก

 

ประเมินกันว่า โทรทัศน์-ทีวี ยุคต่อจากจอภาพระบบ LED ก็คือ

ทีวีจอภาพระบบ OLED (Organic Light Emitting Diode)

หรือ 'OLED TV'

ตอนนี้ผู้ผลิตทีวีหลายเจ้า ก็เริ่มส่ง 'OLED TV' ออกมาชิมลางในตลาดบ้างแล้ว

แต่เชื่อว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

การทำตลาด 'OLED TV' จะยิ่งจริงจัง และแข่งขันกันดุเดือด ยิ่งขึ้น

โดยคุณสมบัติเด่นๆ ของจอทีวีรุ่นใหม่นี้ ได้แก่

ความสว่างของเม็ดสีแต่ละพิกเซล หรือแต่ละจุดบนจอภาพนั้นจะทำงานแยกออกจากกันโดยอิสระ

ไม่ต้องพึ่งพาแสง แบล็กไลต์ เหมือนกับจอ LED

ฉะนั้นความคม-ชัดจึงสูงกว่าทีวีในอดีตมีสีสวยสดกว่า รวมถึงประ หยัดไฟเพิ่มขึ้น

ล่าสุด 'โจ ไอโมเน็ตต์' คอลัมนิสต์ของเว็บไซต์ข่าวไอทีรายใหญ่ 'ซีเน็ต' เปิดเผยว่า

ภายในปีหน้านี้ มีแนวโน้มสูงที่ 'แอปเปิ้ล' จะกระโดดมาร่วมวงผลิต 'OLED TV' ออกสู่ตลาดโลกด้วยเช่นกัน

คาดว่าหน้าจอมีขนาด 55 นิ้ว

และทางแอปเปิ้ลจะว่าจ้าง 'แอลจี' ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทีวีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ มารับจ๊อบผลิตทีวีดังกล่าว

ซึ่งแน่ชัดว่าเป้าหมายของ 'OLED TV' พะยี่ห้อแอปเปิ้ล ก็ปั้นขึ้นมาเพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับกล่องทีวีอินเตอร์เน็ต 'แอปเปิ้ล ทีวี' ด้วยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้จึงมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาแล้ว ว่า

ผู้บริหารแอปเปิ้ลซุ่มเจรจากับเว็บไซต์ให้บริการดูหนัง-ดูรายการทีวีออนไลน์เจ้าใหญ่ 'HULU' เพื่อขยายเวลาสัญญาลิขสิทธิ์

หรือไปๆ มาๆ แอปเปิ้ลอาจทุ่มเงินซื้อกิจการ HULU จากกลุ่มเจ้าของเก่าอย่าง วอลต์ดิสนีย์, นิวส์คอร์ป และเอ็นบีซียูนิเวอร์แซล เสียด้วยซ้ำ เพื่อจะได้นำลิขสิทธิ์รายการ-หนังต่างๆ ของ 'HULU' มาใช้งานเต็มที่

คอยดูดีๆ ถ้าข่าวนี้เป็นจริง ราคาทีวีจอ LED จะหล่นฮวบเลย ทีเดียว!

 

หน้า 29

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

สำรวจ?

เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์

 

 

ลูกนกกระจอกเทศแห่งฟาร์มฟอลลี ที่เวลส์ สหราชอาณาจักร เกิดมาอาภัพ เพราะแม่นกดั๊นไม่ยอมเลี้ยงดู

ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ในฟาร์มต้องระดมสมองช่วยกันดูแล

และนี่คือผลที่ได้...พี่น้องตุ๊กตารูปร่างใกล้เคียงกันนั่นเอง

แต่เห็นที เจ้านกน้อยคงต้องสำรวจดูก่อนว่าเป็นนกพี่ชาย หรือพี่สาวกันแน่!!

หน้า 30

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

เหมียวลายหนวดจิ๋มแบบฮิตเลอร์ ได้ชื่อ "คิตเลอร์"

 เดลี่เมล์รายงานวันที่ 29 ก.ค. ถึงเรื่องราวของเหมียวน้อยเพศเมีย อายุ 6 สัปดาห์ที่ถูกทิ้งไว้ริมถนนในเมืองก๊อดแมนเชสเตอร์ แคว้นเบดฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ ว่า ด้วยความที่แมวน้อยตัวนี้มีลายเหมือนหนวดจิ๋มของฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการนาซีในอดีต  ทำให้เจ้าหน้าที่ในศูนย์พักพิงสัตว์ตั้งชื่อให้เหมียวน้อยตัวนี้ว่า อดอล์ฟ คิตเลอร์


 ทาร่า ดันดอน เจ้าหน้าที่ศูนย์พักพิงสัตว์วู้ดกรีน กล่าวว่า เจ้าเหมียวน่าสงสารมาก เพราะยังไม่มีใครเลือกมันไปเลี้ยงเลย ด้วยความที่มันมีลายตรงจมูกไปเหมือนหนวดฮิตเลอร์ ทั้งที่มันเป็นแมวน่ารักมาก ขี้เล่นและชอบอ้อน

 

หน้า 31

วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

 

ทำกับข้าวเองเพื่ออนาคต

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์



เพราะอาหารจานด่วนแบบแช่แข็งแสนสะดวก ที่หิวเมื่อไหร่แค่ใส่ไมโครเวฟ อุ่นแป๊บเดียวก็ได้กินเหมือนกับทำเอง จนคุณพ่อคุณแม่ยุคทำงานนอกบ้านเลือกให้เป็นอาหารครอบครัว

ดร.เฮเลน คูลต์ทาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดอ มองฟอร์ต ในอังกฤษ เก็บข้อมูลของเด็กๆ ในวัย 6 เดือน จำนวน 7,866 คน เป็นเวลานานกว่า 7 ปี พบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวนักกินชอบทำอาหารกินเองที่บ้านนั้น จะมีแนวโน้มเติบโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ใส่ใจเรื่องอาหารเป็นพิเศษ แถมยังเลือกกินผักผลไม้มากกว่าเด็กๆ ในครอบครัวที่ชอบซื้ออาหารสำเร็จรูปมากินกันเป็นประจำ เพราะเด็กๆ เหล่านี้ไม่เคยลิ้มรสอร่อยของผักผลไม้ที่แท้จริง จึงคิดไปเองว่ารสชาติก็คงเหมือนๆ กัน ส่งผลให้ระบบประสาทด้านการรับรู้รส จดจำเฉพาะสิ่งที่คุ้นเคย มองข้ามการกินอาหารสดใหม่ที่ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซ้ำร้ายพฤติกรรมการเข้าใจผิดนี้ ยังสืบทอดสู่รุ่นลูกหลานได้อีกด้วย

ความคิดเห็นแรก | Views: 4439

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 415 - 423 จาก 2322
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 3828814  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!