Home
  
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
เครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ PDF พิมพ์

nuclear-plane1

เครื่องยนต์ไอพ่นที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นเครื่องแรก คือเครื่อง modified J-47 turbojet ของบริษัท General Electric การทดสอบอุปกรณ์และการออกแบบครั้งแรกบนพื้นดิน เรียกว่า the Heat Transfer Reactor Experiment no. 1 และต่อมาได้ประสบผลสำเร็จในการทดสอบที่ทำบนพื้นดินกับอุปกรณ์แบบ 2 เครื่องยนต์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้ ถูกวางตามแนวยาวของลำตัวเครื่องบิน การทดสอบมีการเดินเครื่องเป็นเวลามากกกว่า 120 ชั่วโมง โดยมีการเดินเครื่องแบบต่อเนื่อง 65 ชั่วโมง

โครงการเครื่องบินฟิชชัน ปี 1946-1961

จากการค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันนทศวรรษ 1940 ประกอบกับพัฒนาการอย่างรวดเร็วของระบบขับดันของเครื่องบินในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีแนวคิดที่จะสร้างเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินและยานอวกาศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยมีการผลักดันที่จะให้มีการประสานงานวิจัยทั้งสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ผลงานในตอนต้นเป็นการพัฒนาจรวดพลังงานนิวเคลียร์เครื่องยนต์ไอพ่น และเครื่องยนต์ ramjet ในช่วงทศวรรษ 1940 ถึงต้นทศวรรษ 1950 ทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างก็มีการวิจัยและพัฒนาโครงการนี้กันอย่างขมักเขม้น แต่สุดท้ายก็ต้องยกเลิกโครงการไป เนื่องจากความยุ่งยากทางเทคนิคและปัญหาเรื่องความปลอดภัย

nuclear-plane2

จาก NEPA สู่ ANP

สหรัฐเริ่มแผนงานวิจัยเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ในปี 1946 โดยให้บริษัท Fairchild Engine และ Airplane Corporation ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขับดันเครื่องบิน (nuclear energy for the propulsion of aircraft, NEPA) โดย Oak Ridge National Laboratory เป็นผู้ทำโครงการวิจัยเบื้องต้นและมีหน่วยงานวิจัยนิวเคลียร์หน่วยงานอื่นร่วมทำให้สมบูรณ์ ในปี 1948 คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์ (Atomic Energy Commission) ได้ริเริ่มโครงการ โดยการแบ่งกลุ่มเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นกำลังขับดันเครื่องบินที่ (Massachusetts Institute of Technology MIT) การศึกษานี้อยู่ในรายงาน ที่ชื่อว่า Lexington Report ซึ่งมีข้อสรุปว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นกำลังขับดันมีความเป็นไปได้ และสามารถทำได้ภายในเวลา 15 ปี โดยใช้งบประมาณมากกว่า หนึ่งพันล้านเหรียญ

ในปี 1950 กลุ่มที่ทำการวิจัยแยกกันได้มารวมกัน ตามข้อเสนอของ Lexington group เพื่อให้โครงการมีความชัดเจนมากขึ้น เรียกว่า แผนงาน Aircraft Nuclear Propulsion (ANP) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้กับเครื่องปฏิกรณ์และวัสดุป้องกันรังสี รวมทั้งการออกแบบก่อสร้างเครื่องบินและอุปกรณ์ขับดันให้ได้ในเวลา 3-5 ปี ในปี 1951 ได้เพิ่มการสาธิตการบินด้วยพลังงานนิวเคลียร์เข้าไปในเป้าหมายด้วย ตอนปลายทศวรรษ 1950 ลำดับความสำคัญและงบประมาณเริ่มลดลง การพัฒนายังคงมีอยู่แต่เริ่มช้าลงกว่าในช่วงต้นมาก

โครงการที่อยู่ภายใต้แผนงาน ANP หลายโครงการยังคงมีการพัฒนา รวมทั้งโครงการจรวดนิวเคลียร์ (Project Rover nuclear rocket) โครงการ Pluto nuclear ramjet และ Snap nuclear auxiliary power system programs แต่แผนงาน ANP ยังคงเน้นที่โครงการเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีการทำสัญญาในการทำวิจัยหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาอากาศยาน โครงการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์และเครื่องยนต์ไอพ่น และโครงการผลิตฉนวนป้องกันรังสี

nuclear-plane3 nuclear-plane4
การทดสอบโครงสร้างของตัวเครื่อง การทดลองบินเที่ยวแรก
การพัฒนาเครื่องบินของ ANP

พัฒนาการของด้านตัวเครื่องบิน เริ่มจากการศึกษาความป็นไปได้ในการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียง (supersonic manned bomber) ซึ่งมีปัญหาทางเทคนิคและได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องบินแบบ B-36 ความเร็วต่ำกว่าเสียงที่ขับดันด้วยพลังงานนิวเคลียร์ในการทดสอบแทน โดยทำสัญญากับบริษัท Convair Division of General Dynamics Corporation ในการปรับเปลี่ยนเครื่องบิน B-36 ภายใต้โครงการ X-6 ภายหลังเครื่องนี้ได้นำไปใช้ในการพัฒนาและทดสอบระบบการป้องกันรังสี หลังจากที่ยกเลิกโครงการ X-6 สัญญาฉบับที่ 2 ทำกับบริษัท Lockheed Aircraft Corporation ในการทดสอบความเป็นไปได้ของการใช้เครื่องบินท้งระเบิดพลังงานนิวเคลียร์ความเร็วเท่าเสียง ที่สามารถบินได้ที่ความสูงน้อยกว่า 5,000 ฟุต (1.5 กิโลเมตร)

รายงานการศึกษาของ Lockheed ได้ชี้ให้เห็นจุดสำคัญของการออกแบบเครื่องบินที่ใช้ระบบขับดันด้วยพลังงานนิวเคลียร์ว่า มีข้อควรระวังที่สำคัญ ข้อแรกคือ เครื่องปฏิกรณ์ในสมัยนั้นมีขนาดใหญ่มาก มีน้ำหนักเป็นหมื่นปอนด์ ซึ่งจะทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักมาก เครื่องบินโดยทั่วไปจะบรรจุเชื้อเพลิงที่ปีกของเครื่อง ทำให้มีการกระจายน้ำหนักไปทั่วทั้งลำ ซึ่งจะทำไม่ได้ในเครื่องบินที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ที่วางเครื่องปฏิกรณ์และฉนวนป้องกันรังสีไว้ใกล้กับเครื่องยนต์ นับเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบโครงสร้าง

ข้อสอง คือการลดความแรงรังสีจากเครื่องปฏิกรณ์ให้อยู่ในระดับที่กำหนด โดยการแบ่งฉนวนป้องกันรังสีออกเป็นส่วนๆ จัดทำเป็นแนวป้องกันรังสีรอบเครื่องปฏิกรณ์และรอบส่วนของลูกเรือ การลดขนาดและน้ำหนักของฉนวนป้องกันรังสี สามารถทำได้โดยการยอมให้มีรังสีสูงในบริเวณอื่นๆ หรือให้มีรังสีออกไปสู่สิ่งแวดล้อมได้

ข้อสาม เนื่องจากระบบขับดันด้วยพลังงานนิวเคลียร์นี้ จะนำไปใช้งานที่ไม่มีการจำกัดจำนวนเที่ยวบิน จึงมีการออกแบบขึ้นมาหลายแบบ โดยคำนวณการใช้งาน และหาทางลดน้ำหนักลงเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

nuclear-plane5 nuclear-plane6
เครื่องยนต์ HTRE-2 เครื่องยนต์ HTRE-3
การพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องปฏิกรณ์

มีการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์และเครื่องยนต์ไอพ่นออกเป็น 2 แนวทาง คือการใช้ระบบแบบ direct-cycle และ indirect-cycle บริษัท Pratt & Whitney Aircraft Company ได้ทำสัญญาในการพัฒนาระบบ liquid-metal indirect cycle turbojet โดยใช้หลักการให้ความร้อนจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กับโลหะเหลว และโลหะเหลวส่งต่อความร้อนให้กับอากาศที่ไหลผ่านเครื่องยนต์ของ turbojet กำลังขับจะขึ้นอยู่กับการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์และระบบแลกเปลี่ยนความร้อน แต่สุดท้ายก็ไม่มีการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขึ้นมาทดสอบงานวิจัยชิ้นนี้

โครงการ direct-cycle ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท General Electric ประสบผลสำเร็จอย่างดี ในเครื่องยนต์ไอพ่นของระบบ direct cycle อากาศที่ออกจาก compressor ผ่านเครื่องยนต์ จะถูกทำให้ร้อนโดยตรงเมื่อเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์ แล้วย้อนกลับเข้าไปหมุนใบพัดของเครื่องยนต์ ในปี 1956 มีการทดสอบเครื่องยนต์ไอพ่น J-47 turbojet บนพื้นดิน ซึ่งทำงานโดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เช่นเดียวกับการทดลอง Heat Transfer Reactor Experiment No. 1 (HTRE-1)

โครงการนี้ได้ทำการทดลองหนักมากขึ้นใน HTRE-2 และ HTRE-3 เพื่อให้สามารถใช้เครื่องยนต์ไอพ่นพลังงานนิวเคลียร์จากเครื่องปฏิกรณ์ได้ ในการทดลอง HTRE-3 มีการออกแบบให้เครื่องปฏิกรณ์ส่งกลังให้เครื่องยนต์ไอพ่น 2 เครื่อง และปรับขนาดให้พอดีกับตัวเครื่องบิน แต่ยังไม่มีการออกแบบให้ทำการทดสอบขณะทำการบิน

การพัฒนาระบบป้องกันรังสีของ ANP

งานวิจัยเรื่องระบบป้องกันรังสี มีการทำทั้งภาคพื้นดินในการทดลอง HTRE และการทดลองบนเครื่อง Convair B-36 ที่ตัดช่วงมาจากโครงการ X-6 ในการทำวิจัยระบบป้องกันรังสี ใช้เครื่องปฏิกรณ์ขนาด 1 เมกะวัตต์ ที่มีน้ำหนัก 36,000 ปอนด์ (160.1 kN) ซึ่งมีขนาดพอดีกับตัวเครื่องบิน โครงการ ANP ประสบความสำเร็จในการทดลองบินทั้ง 47 เที่ยวบิน

การออกแบบเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ในยุคต้น ระบบป้องกันรังสีมีน้ำหนักสูงมาก แต่เป้าหมายของโครงการ NEPA/ANP คือการสร้างเครื่องบินที่บินระดับต่ำ และมีความเร็วสูง ซึ่งต้องทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันเพิ่มมากขึ้น และทำให้ระดับรังสีจากเครื่องปฏิกรณ์สูงตามไปด้วย นอกจากนั้น เครื่องยนต์ไอพ่นในยุคนั้นยังมีประสิทธิภาพต่ำ เมื่อเทียบกับปัจจุบัน วัสดุที่ใช้ในเวลานั้น เป็นตัวจำกัดความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ แต่จากความพยายามอย่างยากลำบาก ก็ทำให้เกิดความคืบหน้า ผลการทดสอบทำให้เกือบไม่มีข้อสงสัยในการที่จะสร้างและส่งขึ้นบิน

จากสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์และปัญหาทางด้านเทคนิค ทำให้โครงการที่เสนอในปี 1950 มีการชะลอลง การสนับสนุนการสร้างเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์จึงลดลง จากการวิเคราะห์ผลตอบแทนในปี 1961 โครงการ ANP ก็ถูกล้มเลิกไปในที่สุด อุปสรรคทางด้านเทคนิคถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำลายโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์

ถอดความจาก Nuclear airplanes The modified J-47 turbojet
เวบไซต์ www.nuclear.com

ความคิดเห็นแรก | Views: 4132

ไอน์สไตน์กับสัมพัทธภาพ PDF พิมพ์
einstein34-1

ไอน์สไตน์กับสัมพัทธภาพ

บางประโยค จาก Einstein's

   ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร มันก็ไม่เรียกว่างานวิจัย ใช่มั้ย?

   เมื่อถูกถามว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะมีการสู้รบกันอย่างไร ไอน์สไตน์ตอบว่า "ผมไม่รู้ ผมรู้แต่เพียงว่า สงครามโลกครั้งที่ 4 จะสู้รบกันด้วยไม้และก้อนหิน"

มีสองอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด จักรวาลกับความโง่เขลาของมนุษย์ แต่ผมยังไม่แน่ใจเรื่องจักรวาล (ว่าไม่สิ้นสุด)

คุณจะยังไม่เข้าใจบางอย่างได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าคุณจะอธิบายให้ย่าคุณเข้าใจได้

   โทรเลขแบบไร้สายนั้นเข้าใจไม่ยาก โทรเลขธรรมดา ก็เหมือนแมวตัวยาวมากๆ ถ้าดึงหางมันที่นิวยอร์ก มันจะร้องเมี้ยวที่ลอสแองเจลีส โทรเลขไร้สายก็แบบเดียวกัน แต่ไม่มีตัวแมวเท่านั้น ถ้าความจริงไม่เป็นไปตามทฤษฎี จงเปลี่ยนความจริงซะ

einstein34-2

   ในช่วงที่ไอน์สไตน์กำลังสนุกกับการทำหน้าที่ในตำแหน่งศาสตราจารย์อยู่นั้น นักศึกษาคนหนึ่งได้เข้ามาถามท่านว่า "โปรเฟสเซอร์ครับ ข้อสอบปีนี้ มีคำถามเหมือนกับปีที่แล้วเลยครับ" ไอน์สไตน์ตอบว่า "ใช่ แต่ปีนี้คำตอบไม่เหมือนกัน"

มารีลิน มอนโร บอกกับไอน์สไตน์ว่า "ท่านว่ามั้ยคะ โปรเฟสเซอร์ ถ้าเราแต่งงานกัน แล้วมีลูกชายตัวเล็กๆ ด้วยกัน เด็กคนนี้จะมีใบหน้าเหมือนดิฉัน และฉลาดเหมือนท่าน"
  ไอน์สไตน์ตอบว่า "ผมเกรงว่า.. คุณผู้หญิง.. มันจะตรงข้าม"

einstein34-3 einstein34-4

   เมื่อ Eduard ลูกชายของไอน์สไตน์ถามว่า ทำไมเขาถึงมีชื่อเสียง ไอน์สไตน์ตอบว่า  เมื่อเต่าทองตาบอดเดินไปบนใบไม้ มันไม่ได้สังเกตว่ามันเดินไปเป็นแนวโค้ง แต่พ่อโชคดี ที่สังเกตเห็นสิ่งที่เต่าทองสังเกตไม่เห็น แรงโน้มถ่วง ไม่สามารถดึงให้ผู้คนยอมที่จะรักกันได้

   วิทยาศาสตร์ที่ไม่มีศาสนานั้นไม่สมประกอบ ศาสนาที่ไม่มีวิทยาศาสตร์นั้นมืดบอด  วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ต้องร่วมกัน

   คำพูดสุดท้ายของไอน์สไตน์ คืออะไร
ไม่มีใครทราบ ประโยคสุดท้าย ไอน์สไตน์พูดเป็นภาษาเยอรมัน ขณะนั้น ในห้องมีแต่พยาบาลที่ไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน ดังนั้น คำพูดสุดท้ายของไอน์สไตน์ จึงยังเป้นปริศนา
  ขณะที่เราเดินทางมา ไอน์สไตน์อธิบายทฤษฎีของท่านให้ผมฟังทุกวัน เมื่อเดินทางมาถึง ผมจึงมั่นใจว่าท่านเข้าใจแล้ว ... Chaim Weizmann, 1921 ภายหลังจากที่พาไอน์สไตน์เดินทางไปสหรัฐอเมริกา

สัมพัทธภาพ

   วางมือคุณไว้บนเตาอบร้อนๆ สักนาที มันจะเหมือนกับชั่วโมง
นั่งลงข้างสาวสวยสักชั่วโมง มันจะเหมือนกับนาทีเดียว

ผมรู้แล้วว่าอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง ความมืดไง ลองดูสิ
เข้าไปอยู่ในห้องมืดๆ แล้วค่อยๆ เปิดประตู คุณจะเห็นว่าแสงค่อยๆ เข้ามา แต่คุณไม่สามารถเห็น ตอนที่ความมืดออกไป เร็วขนาดไหน..

นักดาราศาสตร์คนที่ 1: ตำรวจเรียกให้ผมหยุดรถ และบอกว่าผมฝ่าสัญญาณไฟแดง ผมบอกว่าผมไม่เห็นว่ามันเป็นสีแดง เพราะสีแดงจะเลื่อนเป็นสีฟ้า เมื่อผมเคลื่อนที่เข้าหามัน
นักดาราศาสตร์คนที่ 2 : แล้วตำรวจเขาว่ายังไง
นักดาราศาสตร์คนที่ 1: เขาก็ให้ใบสั่งผมนะสิ

นักศึกษาหนุ่ม ได้พบกับไอน์สไตน์บนรถไฟ จึงได้ถามขึ้นว่า "ขอโทษครับ โปรเฟสเซอร์ นิวยอร์กจะหยุดที่รถไฟขบวนนี้หรือเปล่าครับ"

สัมพัทธภาพ
ผมสองเส้นในถ้วยกาแฟนั้นมากไป
ผมสองเส้นบนศีรษะนั้นน้อยไป

ความคิดเห็นแรก | Views: 1279

เส้นทางชีวิตของไอน์สไตน์ (einstein) PDF พิมพ์
einstein

ความคิดเห็นแรก | Views: 1437

ค.ศ. 1905 : ปีทองของไอน์สไตน์ (einstein) PDF พิมพ์

einst_30ค.ศ. 1905 : ปีทองของไอน์สไตน์
ปีทองของฟิสิกส์

   ระหว่างปี ค.ศ. 1902-1909 ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่สำนักงานจดสิทธิบัตร (Patent Office) ที่กรุงเบิร์น (Bern) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเดียวกันได้ทำงานวิจัยทาง Theoretical Physics ส่งผลงานไปลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ของเยอรมัน ชื่อ Zeitschrift der Physik อย่างสม่ำเสมอ

    ค.ศ.1905 ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยซูริค สวิตเซอร์แลนด์ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "On a New Determination of Molecular Dimensions" และได้เขียนกิตติกรรมประกาศ ยกย่องคุณความดี ให้กับครอบครัวของ Grossmann โดย Grossmann (พ่อ) เป็นผู้ช่วยเหลือให้ทำงานในสำนักงานจดสิทธิบัตร และ Marcel Grossmann (ลูก) เป็นเพื่อนนักศึกษาที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด ค.ศ. 1905 ไอน์สไตน์มีผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้

ผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 1
"The Quantum Law of Emission and Absorption of Light" หรือที่เรียกกันว่าทฤษฎี โฟตอน (Photon Theory) เป็นการอธิบายสนับสนุนสมมติฐานควอนตัมของ Max Planck เกี่ยวกับพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ถูกส่งออกมาจากวัตถุ ในปริมาณที่แน่นอน และแปรผันตรงกับความถี่ของคลื่น นำสู่สมการ

  E = hv
โดย E เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (J)
h เป็นค่าคงที่ของพลังค์ (Planck's constant = 6.626 x 10-34 J s)
v เป็นความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (s-1)
   ผลงานนี้คือเรื่อง Photoelectric Effect ทำให้ ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
   ผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2
"On the Electrodynamics of Moving Bodies" หรือที่รู้จักกันอย่างดีในชื่อของ ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ (The Special Theory of Relativity) เป็นการรวมกลศาสตร์ดั้งเดิมเข้ากับ electrodynamics ของ Clark Maxwell โดยกล่าวถึงการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ ในมิติของเวลา, สถานที่ และทิศทาง ต่อมาได้กล่าวถึงมวลสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็สามารถเปลี่ยนเป็นมวลสารได้ หรือมวลสารกับพลังงาน คือ สิ่งเดียวกัน (mass and energy equivalent) ดังสมการที่ลือชื่อคือ
  E = mc2
เมื่อ E เป็น พลังงาน
m คือ มวลที่มีหน่วยเป็นกรัม
c คือ ความเร็วของแสง มีหน่วยเป็นเซนติเมตรต่อวินาที
   ผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 3
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลศาสตร์เชิงสถิติ (Statistical Mechanics) จากการอธิบายเพิ่มเติมผลงานของ Ludwig Bolzmann และ Josiah Gibbs

ความคิดเห็นแรก | Views: 2718

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert Eintein) PDF พิมพ์
eintein1
 
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
(Albert Eintein ค.ศ. 1875-1955)

"Science is a powerful instrument. How it is used, whether it is a blessing or a curse to mankind, depends on mankind and not on the instrument. A knife is useful, but it can also kill."
--
Albert Einstein

ไอน์สไตน์ เกิดที่เมืองอูล์ม (Ulm) แคว้นวือเต็มเบิร์ก อยู่ทางตอนใต้ของเยอรมัน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1875 บิดาชื่อ เฮอร์มาน มารดาชื่อ พอลลีน ไอน์สไตน์ เป็นชาวยิว มีอาชีพขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เขามีน้องคนเดียวเป็นหญิงชื่อ มายา

วัยเด็กไอน์สไตน์เรียนที่เมืองมิวนิค การเรียนไม่ดีนัก โดยเฉพาะด้านภาษา แต่สำหรับการคำนวณแล้ว เขานำหน้าบรรดาเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ทั้งนี้เพราะ ยาคอบ ผู้เป็นลุงช่วยสอนให้ ไอน์สไตน์เป็นเด็กขี้อาย เงียบขรึม เป็นเด็กช่างคิด ไม่ชอบการเล่นที่รุนแรง

อายุ 5 ขวบ บิดาซื้อเข็มทิศให้เป็นของขวัญ เขาสงสัยและเก็บมาคิดว่า ทำไมเข็มทิศจึงชี้ไปทางทิศเหนือตลอดเวลา เขาครุ่นคิดอยู่ตลอดทั้งวัน และไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบแก่เขาได้ เมื่ออายุได้ 6 ขวบ มารดาบังคับให้เขาเรียนไวโอลิน ตอนแรกเขาไม่ชอบ แต่หลังจากนั้นหลายปีก็เริ่มสนใจและฝึกหัดต่อมาจนเล่นได้ดี (เล่นไวโอลินเป็นการพักผ่อนหย่อนใจมาจนตลอดชีวิต

เมื่ออายุ 12 ปี เพื่อนบ้านซึ่งเป็นชาวรัสเซีย ให้เขายืมหนังสือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาอ่าน ทำให้เขาสนใจมาก เพื่อนคนหนึ่งให้ยืมหนังสือ เรขาคณิตของยูคลิด เขาอ่านอย่างตั้งใจ และเข้าใจคำอธิบายของยูคลิดอย่างชัดเจน

ค.ศ. 1894 การค้าของบิดาไม่ดี บิดาจึงย้ายไปอยู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ส่วนไอน์สไตน์ไม่ได้ตามไปด้วย ยังคงเรียนที่มิวนิคต่อไป แต่ไม่จบเพราะครูให้ออกเสียก่อน เขาเดินทางไปหาบิดาที่เมืองมิลาน ที่เมืองนี้เขาประทับใจกับความสวยงามและอัธยาศัยของชาวเมืองมาก บิดาบอกเขาว่าไม่มีเงินส่งให้เรียน ไอน์สไตน์จึงต้องเตรียมตัวเรียนวิชาชีพเพื่อออกไปประกอบอาชีพ

ค.ศ. 1896 ไอน์สไตน์สอบเข้าเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิค ซึ่งอยู่ในเมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ได้ แต่เนื่องจากยังไม่ได้ประกาศนียบัตรระดับมัธยม เขาจึงต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอาเราอีก 1 ปี จบแล้วจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิค โดยไม่ต้องสอบอีก เมื่อเรียนจบแล้วก็สมัครเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ แต่ไม่มีที่ใดจ้างเพราะรังเกียจว่าเป็นชาวยิว สิ่งนี้ทำให้เขาเก็บไปครุ่นคิด เขาได้เรียนรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้แต่ในสวิส ซึ่งเป็นประเทศเสรี ยังมีความรังเกียจคนยิวอยู่ เขาคิดว่ามนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ควรจะมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เมื่อไม่มีที่ใดรับ เขาจึงต้องสอนพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์ไปพลางก่อน

eintein2
ไอน์สไตน์กับมายา
ไอน์สไตน์กับมายา
eintein3
ไอน์สไตน์กับมิเลวา
ไอน์สไตน์กับมิเลวา

ค.ศ. 1901 เขาทำงานเป็นพนักงานรับจดทะเบียนสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่เมืองเบิร์น ได้รับเงินเดือนๆ ละ 292 ฟรังค์ ไอน์สไตน์เปลี่ยนสัญชาติเป็นสวิส และแต่งงานกับมิเลวา มาเรค (Mileva Marec) หญิงสาวชาวฮังกาเรียน (ต่อมามีบุตร 2 คน บุตรชายคนแรกเกิดปลายปีนี้ เขาตั้งชื่อว่าอัลเบิร์ต)

ระหว่างนี้ไอน์สไตน์ทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อขอรับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในประเทศสวิส ผลงานของเขาส่งไปลงในวารสารวิทยาศาสตร์ของเยอรมันชื่อ Zeitschrift der Physik อย่างสม่ำเสมอ

แถลงทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ
ค.ศ. 1905 ขณะที่มีอายุ 26 ปี เขาก็ส่งเอกสารไปพิมพ์ 5 ฉบับ ในจำนวนนี้มีเรื่องหนึ่งชื่อ On the Electrodynamics of Moving Bodies หรืออิเล็กโทรไดนามิกส์ของวัตถุเคลื่อนที่ แต่เรื่องนี้เขาชอบเรียกว่า The Special Theory of Relativity หรือ ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษมากกว่า ทฤษฎีนี้กล่าวถึง เวลา, สถานที่, ทิศทาง และการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงมวลสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็สามารถเปลี่ยนเป็นมวลสารได้ หรือมวลสารกับพลังงาน คือสิ่งเดียวกันนั้นเอง เขาเขียนสมการขึ้นมาว่า

  E = mc2
เมื่อ E เป็นพลังงานมีหน่วยเป็นเอิร์ก
m คือมวล มีหน่วยเป็นกรัม
c คือความเร็วของแสง มีหน่วยเป็นเซนติเมตรต่อวินาที

สมการของไอน์สไตน์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นการลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า สสารจะไม่ถูกทำลายไป หรือทำให้เกิดมีขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ และในปีเดียวกับทฤษฎีสัมพันธภาพได้รับการตีพิมพ์นั้น ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน คือเรื่อง The Quantum Law of Emission and Absorption of Light หรือควอนตัมของการแผ่และการดูดกลืนของแสง หรือทฤษฎีโฟตอน (Photon Theory) เป็นการอธิบายสนับสนุนทฤษฎีควอนตัมของมักซ์ พลังค์ ที่เคยเสนอไว้ เมื่อ ค.ศ. 1900

ค.ศ. 1909 หลังจากได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตแล้ว เขาได้เข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยซูริค ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังมาก ปลายปี ค.ศ. 1910 เขาก็ได้บุตรชายอีกคนหนึ่ง คือ เอดเวิร์ด
ค.ศ. 1911 เขาได้รับเชิญไปเป็นศาสตราจารย์วิชาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยปราก อยู่ได้ 1 ปี
ค.ศ. 1913 เขาเดินทางไปเยอรมัน เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันฟิสิกส์ไกเซอร์ วิลเฮล์ม (Kaiser Wilhelm Physical Institute) แต่ภรรยาไม่ต้องการเดินทางไปด้วย เขาจึงต้องหย่ากับภรรยา ไอน์สไตน์อยู่ที่เยอรมันถึง 14 ปี และแต่งงานกับ เอลซา ไอน์สไตน์ ญาติของเขาซึ่งมีลูกติดมาด้วย 2 คน

eintein4
ไอน์สไตน์กับเอลซา
หนังสือพิมพ์ไทม์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1919 นำเรื่องของเขาไปเผยแพร่และพาดหัวข่าวว่า เขาเป็นผู้ที่ทำให้ทฤษฎีฟิสิกส์สมัยเก่าล้าสมัยไปเสียแล้ว ทำให้ไอน์สไตน์มีชื่อเสียงมาก ขณะที่มีชื่อเสียงนี้ เขาก็ต้องเสียใจที่มารดาถึงแก่กรรม และอีกเรื่องหนึ่งคือ ชาวยิวได้รับความบีบคั้นจากเยอรมันมาก
ค.ศ. 1921 ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ เขาส่งเงินรางวัลทั้งหมดไปให้ภรรยาเก่าเลี้ยงดูบุตร
ค.ศ. 1925 ได้รับเหรียญคอปเลย์ จากราชสมาคม ขณะเดียวกัน ก็ได้เดินทางไปประเทศต่างๆ เขาเคยเดินทางไปปาเลสไตน์ และคิดว่าจะต้องหาทางช่วยเหลือ ให้มีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้จงได้
ค.ศ. 1925 ได้รับเหรียญคอปเลย์ จากราชสมาคม ขณะเดียวกันก็ได้เดินทางไปประเทศต่างๆ เขาเคยเดินทางไปปาเลสไตน์ และคิดว่าจะต้องหาทางช่วยเหลือ ให้มีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้จงได้

eintein5

ขณะที่ไอน์สไตน์อยู่ที่อเมริกานั้น เขาทราบว่าบ้านเรือนถูกพวกนาซีเยอรมันยึด เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจใน ค.ศ. 1933 และมีนโยบายกำจัดยิว ไอน์สไตน์ตระหนักถึงอันตรายและภัยที่จะเกิดจากความเป็นยิวของเขา จึงตัดสินใจไม่กลับเยอรมัน

ค.ศ. 1933 ไอน์สไตน์เดินทางไปอังกฤษ และกล่าวคำคัดค้านการกระทำของพวกนาซี ต่อมา ค.ศ. 1934 สถาบัน Advance Studies แห่งมหาวิทยาลัยปรินซตัน รัฐนิวเจอร์ซี ได้เชิญมาเป็นศาสตราจารย์ซึ่งเขาก็ตอบตกลง เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอเลือกอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพทางการเมือง ประชาชนมีขันติธรรม และมีความเสมอภาค ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย" ขณะที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเขาก็ได้วิจัยเพิ่มเติมอีกหลายเรื่อง และไปบรรยายตามที่ต่างๆ เพื่อหาทางสนับสนุนองค์การไซออนนิส เพื่อการจัดตั้งประเทศอิสราเอล โดยร่วมมือกับ ไคม์ ไวซมานน์ (Chaim Weizmann ค.ศ. 1874-1952) ศาสตราจารย์เคมี แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (ต่อมา ค.ศ. 1948 อังกฤษประกาศก่อตั้งประเทศอิสราเอล ไวซมานน์ เป็นประธานาธิบดีคนแรก เมื่อไวซมานน์สิ้นชีวิต ชาวอิสราเอลได้เชิญไอน์สไตน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 แต่เขาปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า เขาไม่มีความชำนาญและความสามารถในการบริหารงาน ควรให้บุคคลอื่น ที่มีความเหมาะสมมากกว่าจะดีกว่า)

ค.ศ. 1936 เอลซา ภรรยาของเขาถึงแก่กรรม ต่อมาอีก 3 ปี สงครามโลก ครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น

จดหมายจากไอน์สไตน์ถึงประธานาธิบดี

วันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1939 นักวิทยาศาสตร์ 3 คน คือ เอดเวิร์ด เทลเลอร์, ยูเกน พอลวิกเนอร์ และ ลีโอ ซีลาร์ด ทั้งสามคนเป็นชาวฮังกาเรียนทำงานเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ได้เข้าพบไอน์สไตน์ เล่าเรื่องที่ได้ทราบมาว่า เยอรมันกำลังสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ทั้งสามคนเคยทำงานในเยอรมัน ย่อมทราบดีว่า เยอรมมันมีความสามารถที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ แม้บางคนจะหลบหนีออกมาจากเยอรมันแล้วก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ฝีมือดีของเยอรมันอีกหลายคนยังอยู่ ทั้งสามชักชวนไอน์สไตน์ ให้เขียนจดหมายถึงประนาธิบดีรูสเวลล์ ให้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น หากเยอรมัน สามารถสร้างระเบิดชนิดนี้ได้ก่อน ไอน์สไตน์เห็นว่าเป็นไปได้จริง ซีลาร์ด เป็นผู้ร่างจดหมาย ไอน์สไตน์เป็นผู้ลงชื่อ จากนั้น ซีลาร์ดก็ฝากจดหมาย ให้อเล็กซานเดอร์ ซาคัชส์ เพื่อมอบให้ประธานาธิบดี แต่เรื่องเงียบหายไป ปีนี้เองที่เยอรมันบุกโปแลนด์
eintein7
ไอน์สไตน์กับซีลาร์ด
ไอน์สไตน์กับซีลาร์ด
ค.ศ. 1940 เยอรมันบุกเดนมาร์ก นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา 4 คน คือ เกลน ที. ซีบอร์ก,
เอ็ดวิน เอ็ม. แมคมิลแลน, โจเซฟ ดับบลิว. เคนเนดี, อาร์เธอร์ ซี. วาห์ล พบธาตุพลูโทเนียม
eintein8
วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ฐานทัพสหรัฐฯที่ฮาวายถูกญี่ปุ่นโจมตี ทำให้สหรัฐฯต้องเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 เต็มตัว โครงการสร้างระเบิดได้รับการพิจารณาใหม่อีกหน นักวิทยาศาสตร์อเมริกาเข้าใจว่าเยอรมันกำลังสร้างระเบิดชนิดนี้ ประกอบกับนักวิทยาศาสตร์ที่หลบหนีออกมาจากเยอรมัน 2 คน คือ รูดอล์ฟ เพียร์ลส์ (Rudolf Peierls) และ ออตโต ริชาร์ด ฟริสซ์ (Otto Richard Frisch) สามารถคำนวณปริมาณยูเรเนียม-235 ที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ เมื่อผู้นำอเมริกาทราบเรื่องเช่นนี้ จึงอนุมัติให้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า โครงการแมนฮัตตัน (Manhatton Project) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1942 มีงบประมาณที่ใช้ในการนี้ 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีนายพล โกรฟส์ (Gen. Leslic Groves) เป็นผู้อำนวยการทั่วไป, เจ. โรเบิร์ต ออปเปนไฮเมอร์ เป็นผู้อำนวยการบริหาร, เอนริโค เฟร์มี เป็นผู้ช่วย โดยมีนักวิทยาศาสตร์อเมริกาและจากยุโรปหลายคนร่วมมือกันทดลอง ได้แก่ อิมิลโล เซเกร, เออร์เนสต์ ลอว์เรนซ์, เฮอร์เบิร์ต แอนเดอร์สัน, นีลส์ โบร์, เจมส์ แชควิก, อาร์.เอช. คอมป์ตัน, ฮาโรลด์ ยูเรย์, ซี.เจ. แมคเคนซี ฯลฯ จนในที่สุดสามารถสร้างระเบิดขึ้นมาได้ 3 ลูก ต่อมาได้นำไปทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ 2 ลูก

การทิ้งระเบิดที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากนี้ ไอน์สไตน์เสียใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเสียใจที่ได้เซ็นชื่อในจดหมายฉบับนั้น เขากล่าวในตอนหลังว่า หากทราบว่าเยอรมันไม่สร้างระเบิด เขาก็จะไม่สนับสนุนให้มีการสร้างระเบิดนี้ขึ้นเลย ไอน์สไตน์คิดว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางสันติ มากกว่าจะนำมาใช้ เป็นเครื่องมือทำสงครามกัน บทเรียนนี้ ควรที่มนุษย์จะต้องตระหนัก ถึงคุณและโทษของวิทยาศาสตร์ให้มาก วิทยาศาสตร์จะให้ผลอย่างไรก็อยู่ที่ใจของมนุษย์เองทั้งสิ้น

หลังจากการสร้างระเบิดเพื่อการทำลายครั้งนั้นแล้ว นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ก็หาทางนำพลังงานนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้สร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

บั้นปลายชีวิตของไอน์สไตน์ เขาวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีเอกภาพแห่งสนาม (Unified Field Theory) และแถลงเพิ่มเติมอีกใน ค.ศ. 1950 แต่น่าเสียดายที่เขายังทำได้ไม่สมบูรณ์ ต่อมาไอน์สไตน์ได้รณรงค์ให้มีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ให้มาก เขาได้ร่วมลงนามในคำประกาศของ เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ ใน ค.ศ. 1955 เรื่องให้ยุติการใช้ระเบิดนี้เพื่อการสงคราม

ไอน์สไตน์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1955 ที่ปรินซตัน รัฐนิวเจอร์ซี มีพิธีฝังศพอย่างเงียบๆ ตามความต้องการของเขา ต่อมา รัฐบาลได้สร้างหอคอยไอน์สไตน์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ด้วย

มรดกที่ไอน์สไตน์ทิ้งไว้ มีงานเขียนมากกว่า 400 เรื่อง ทั้งงานวิจัย บทความ ปาฐกถา และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานเหล่านี้ ได้แก่

eintein10
  The Meaning of Relativity (ค.ศ. 1921)
Investigation on the Theory of the Brownian Movement (ค.ศ. 1926)
Unified Field Theory (ค.ศ. 1929)
In the Method of Theoretical Physics (ค.ศ. 1933)
ในเยอรมันได้สร้างอนุสาวรีย์ เป็นที่ระลึกบนเนินเขาใกล้เมืองปอตสดัม เขตเบอร์ลิน แม้เขาจะถึงแก่กรรมนานแล้วก็ตาม แต่ผลงานของเขาก็ยังเป็นที่กล่าวถึงกันอยู่ สูตร E = mc2 และทฤษฎีของเขาได้รับการพิสูจน์มาจนทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์กล่าวถึงเขาว่า "มีเพียง 10 คน เท่านั้นในโลกที่เข้าใจไอน์สไตน์"
eintein11 "My pacifism is an instinctive feeling, a feeling that possesses me because the murder of men is abhorrent. My attitude is not derived from intellectual theory but is based on my deepest antipathy to every kind of cruelty and hatred."
-- Albert Einstein

เก็บความจากหนังสือ
1. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เอกสารแปล ลำดับที่ 11 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2535.
2. ประวัติและวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ (History and Evolution of Science) สานิตย์ โภคาพันธ์ 2530.

ความคิดเห็นแรก | Views: 8496

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 415 - 423 จาก 493
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 6881591  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!